5 เหตุผล ทำไมต้องเลือก I AM Consulting ในการ Implement SAP

หากองค์กรของคุณกำลังต้องการ ระบบต่างๆ จาก SAP ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก เข้ามาช่วยจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการ Implement SAP ในประเทศไทย .. เลือก I AM Consulting ดีไหม ? เรามี 5 เหตุผลประกอบการตัดสินใจมาให้ทุกท่านในบทความนี้


1)    เราทำความเข้าใจโจทย์ของลูกค้าอย่างจริงจัง

เพราะความต้องการ ข้อจำกัด ข้อบังคับ ของแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกัน ในเฟสแรกของการทำงาน ทีมจะเข้าไปเก็บข้อมูล Business Requirement อย่างละเอียด รวมถึง สำรวจความพร้อมในองค์กร ทั้งในด้าน ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ที่สุด


2)    เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถให้คำปรึกษาลูกค้าได้ทุกขั้นตอน

ทีมงานของ I AM มีประสบการณ์ในการ Implement SAP มาหลายปี เราได้รับโอกาสทำงานในทุกอุตสาหกรรม จึงมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการสื่อสาร โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะทางที่เข้าใจยาก เราจะอธิบายให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น


3)    เราสามารถทำตามที่ได้สัญญาไว้กับลูกค้า

“When I AM Promises… I AM Delivers” คือหนึ่งในหลักการทำงานที่เรายึดถือ การอยู่เคียงข้างลูกค้า ช่วยให้การติดตั้งระบบประสบผลสำเร็จ ไปตามแผนงานและงบประมาณที่กำหนดไว้ เป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาว I-AMer ทุกคน


4)    เรามีบริการดูแลหลังการติดตั้งระบบ

เมื่อติดตั้งระบบแล้ว ก็จะอยู่กับองค์กรไปอีก 5 – 10 ปี I AM จึงจะเป็นทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแลหากเกิดปัญหา หรือ ข้อสงสัยระหว่างการใช้งาน คอยมอนิเตอร์หากระบบจำเป็นต้อง ปรับปรุง พัฒนา เพื่อให้ทันสมัย พร้อมรองรับเทคโนโลยีที่หลากหลายในการพัฒนาธุรกิจในอนาคต


5)    เรามีบริการที่ครอบคลุม นอกเหนือจาก SAP

นอกจาก SAP แล้ว เรายังมี IT Solutions อีกมากมายที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดให้องค์กรของลูกค้าก้าวเข้าสู่ Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ เช่น OpenText : ระบบจัดการเอกสาร Enterprise Content Management (ECM), EZTax : ระบบ e-Tax invoice & e-Receipt, ระบบ iZign : ระบบลงลายมือชื่อดิจิทัลที่เชื่อถือได้ จนไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อธุรกิจเป็นต้น


นอกจากระบบที่ดีแล้ว การเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะสมถือเป็นอีกหัวข้อที่ไม่ควรละเลย หากสนใจให้ I AM Consulting เป็นที่ปรึกษา สามารถติดต่อเราได้ในทุกๆ ช่องทาง

 

ปรึกษาเรื่อง SAP กับ I AM Consulting 


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

SAP S/4HANA มีอะไรใหม่และดีกว่า เมื่อเทียบกับ SAP ECC 

ในปี 2015 SAP ได้เปิดตัว SAP S/4HANA ซึ่งเป็น ซอฟต์แวร์ ERP เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด แต่ ณ ปัจจุบัน หลายองค์กรยังคงใช้ SAP ECC อยู่ ซึ่งใกล้จะหมด Mainstream Maintenance แล้ว หากท่านกำลังเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 ระบบนี้ I AM Consulting มีคำตอบให้ตามด้านล่าง


หรือ หากองค์กรยังไม่มีระบบ ERP สามารถทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ที่นี่ ระบบ ERP คืออะไร ทำไมทุกองค์กรต้องมี 


SAP S/4HANA แตกต่างจาก SAP ECC อย่างไร?


SAP S/4HANA ถูกพัฒนา ปรับปรุงคุณสมบัติและกระบวนการทำงานจาก SAP ECC เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ มีฟีเจอร์บางอย่างที่เปลี่ยนไป รวมถึงมีฟีเจอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย ตามตัวอย่าง ดังนี้ 

 

CO-Profitability Analysis 

  • การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร หรือ Profitability Analysis (CO-PA) นั้นใน SAP ECC จะเป็นแบบ costing-based  ส่วน SAP S/4HANA จะเป็นในรูปแบบ account-based  แต่ยังสามารถเรียกใช้งานทั้งสองตัวเลือกพร้อมกันได้ 
  • การรวมระบบของ FI และ CO (SAP S/4HANA Universal Journal) 
  • ในระบบ SAP S/4HANA จะทำการรวมโครงสร้างของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกรายการบัญชีของระบบบัญชีการเงิน Financial Accounting (FI) และระบบบัญชีบริหาร Controlling (CO) ไว้ที่แหล่งข้อมูลชุดเดียวกันในตารางชื่อ ACDOCA หรือ Universal Journal 
  • การประมวลผลข้อมูลที่เก็บไว้ในแหล่งข้อมูลชุดเดียวกันนั้น ทำให้ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความอัพเดตได้แบบ Real Time เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำให้กระบวนการกระทบยอดข้อมูลนั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป 


การเพิ่ม Material Number 

  • SAP S/4HANA ให้คุณมีตัวเลือกในการเพิ่ม Material Number จากเดิม 18 Digit เป็น 40 Digit 


พันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ 


ใน SAP ECC ลูกค้าและผู้ขายเป็นข้อมูลที่แยกจากกัน แต่สำหรับ SAP S/4HANA จะรวมลูกค้าและผู้ขายไว้ในข้อมูลหลักแบบรวมที่เรียกว่าพันธมิตรทางธุรกิจ การรวมลูกค้ากับผู้ขายมีประโยชน์หลายประการ เช่น: 

  • คู่ค้าทางธุรกิจหนึ่งรายสามารถมีบทบาทและที่อยู่ได้หลายรายการ 
  • ข้อมูลทั่วไปจะถูกแชร์ข้ามบทบาท ซึ่งช่วยลด database footprint ได้ 
  • มีความซ้ำซ้อนน้อยลงเนื่องจากข้อมูลที่ไม่ได้ใช้จะถูกลบหลังจากระยะเวลาหนึ่ง 

MRP Live 


การประมวลผลการวางแผนระบบ MRP ใน SAP ECC ต้องรอจนถึงช่วงที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วนถึงจะ Run MRP (Background Job) ได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับ Performace ของระบบได้ 


แต่ใน SAP S/4HANA สามารถประมวลผลการวางแผนระบบ MRP ได้ทันที   จะช่วยให้ได้ข้อมูลแบบ เรียลไทม์ และนำไปใช้ประโยชน์ ได้ทันที โดยไม่ต้องกังวล Performace ของระบบ 


ฟีเจอร์ใหม่ใน SAP S/4HANA

Database ของ SAP HANA 


SAP S/4HANA ทำงานบนฐานข้อมูล SAP HANA ทั้งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า SAP ECC เพราะ SAP S/4HANA อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำหลักแทนฮาร์ดดิสก์ ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนย้ายข้อมูลน้อยลง 

Advanced ATP 


SAP S/4HANA สามารถตรวจสอบความพร้อมใช้งานของผลิตภัณฑ์ การจัดสรรผลิตภัณฑ์ และสินค้าค้างส่ง และอีกมากมายด้วย ATP ขั้นสูง (aATP) 

Global Trade Services 


SAP S/4HANA มีบริการการค้าทั่วโลก (GTS) ซึ่งแทนที่ฟังก์ชันการค้าต่างประเทศใน SAP ECC โดย SAP GTS ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความเร็วของกระบวนการทำงาน ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการห้ามส่งสินค้า การตรวจสอบใบอนุญาต และการประกาศนำเข้าและส่งออก 

SAP Fiori User Interface 


SAP S/4HANA มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ใหม่ ใช้งานง่าย มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ช่วยให้สามารถทำงานให้เสร็จเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแอปขององค์กรแบบกำหนดเองให้สอดคล้องกับทุกๆ Devices ได้ด้วย  


Source : blog.sap-press 


SAP S/4HANA ยังมีข้อดี และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมาย หากองค์กรของท่านต้องการพูดคุยรายละเอียดอย่างเจาะลึก เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ มอบ Service Model หรือ IAM Managed Service ที่จะมาช่วยดูแลรักษาระบบงานในปัจจุบันหรืออนาคต ให้มีความเสถียรและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยตอบโจทย์ขององค์กรอย่างแท้จริง 


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้ 


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้ 

โทรศัพท์ : 02-026-3964  

E-mail : info@iamconsulting.co.th  

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1 

รู้จัก 4 เฟสการ สร้าง BOT และ วิธีการเลือกงาน ก่อนตัดสินใจนำ RPA มาใช้ในองค์กร 

หลังจากที่ทุกท่านได้ทำความรู้จักกันไปแล้วว่า RPA คืออะไร ? วันนี้ I AM Consulting อยากจะช่วยแก้ไขปัญหาการทำงานภายในองค์กร กับ process ต่างๆ ที่เป็น non-value tasks โดย สร้าง BOT ขึ้นมาแปลงการทำงานเหล่านั้นให้เป็นระบบอัตโนมัติ ผ่านโซลูชั่นที่มีชื่อว่า iRPA 


SAP Intelligent Robotic Process Automation (SAP iRPA) เป็นซอฟต์แวร์ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพขององค์กรให้ก้าวทัน Digital Transformation เข้ามาจำลองการทำงานของมนุษย์ ให้เป็นระบบอัตโนมัติที่รวดเร็วและทันสมัย โดยเข้าถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านหน้า UI หรือ API ซึ่งจะช่วยให้พนักงานมีเวลามากพอที่จะไปสร้างมูลค่าเพิ่มด้านอื่นๆ ให้กับองค์กร 


การสร้าง BOT ผ่าน iRPA โดยทีมงานของ I AM Consulting สามารถสรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 เฟส ดังนี้ 


4 เฟสการ สร้าง BOT 

 

สร้าง BOT

 

Analyze 

ในเฟสแรกทางทีมจะเข้าไปเก็บรวบรวมความต้องการ หรือ Pain Point ต่างๆ ที่ User พบเจอจากการใช้งานอยู่ แปลงความต้องการเหล่านั้นให้ออกมาเป็น BOT Spec เพื่อให้ RPA Developer นำมาพัฒนาต่อในเฟสถัดไป 


Build 

เฟสนี้จะเป็นขั้นตอนของการเตรียมการ และ พัฒนา BOT ขึ้นมา หาก User มีข้อสงสัยหรือปัญหาอื่นๆ ระหว่างการพัฒนาก็สามารถสอบถาม แจ้งให้ทีมทราบได้เลย 

 

Test 

เมื่อพัฒนาเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำ BOT ที่ทำสำเร็จมาทำการทดสอบกับทาง User เพื่อดูว่ามีจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ พร้อมจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นต้องใช้งาน อาทิเช่น เอกสารสำหรับการทดสอบ SIT & UAT 

 

Run 

เฟสสุดท้ายเป็นกระบวนการใช้งานจริง ซึ่ง User จะใช้งาน และมอนิเตอร์ตัวระบบ โดยมีทางทีมคอยซัพพอร์ต


ทั้ง 4 เฟสมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์งานที่จะนำมาดำเนินการ เพราะไม่ใช่ทุกงานที่จะสามารถนำมาสร้าง BOT ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากต้องการดูว่ากระบวนไหนสมควรทำการ Automate อาจพิจารณาดังนี้


วิธีการพิจารณากระบวนการที่จะสร้าง BOT 

 

  • Manual & repetitive  
    งานที่ต้องทำซ้ำแบบเดิมทุกวัน เช่น การที่เราต้องดึงข้อมูลมาทำรีพอร์ตเพื่อส่งหัวหน้า สามารถให้ BOT เข้ามาทำงานแทนตั้งแต่ในขั้นตอนที่ดึงข้อมูล การแปลงข้อมูลนั้นเป็นรีพอร์ต และส่งอีเมลหาหัวหน้าแทนได้เลย 
  • High volume  
    งานที่มีปริมาณมาก เช่น การคีย์ข้อมูลที่มีจำนวนมากและต้องใช้เวลานาน 
  • Multiple systems 
    งานที่ต้องใช้งานหลากหลายระบบ และต้องจำ Username-Password สามารถให้ BOT ช่วยจดจำ Username-Password ทั้งหมด ดึงข้อมูล ประมวลผล และแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการได้ 

 

ปรึกษาเรื่องระบบ SAP iRPA กับ I AM Consulting  


I AM Consulting สามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย IT Solution มากมาย ที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถสนับสนุนให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้ 


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้ 

โทรศัพท์ : 02-026-3964  

E-mail : info@iamconsulting.co.th  

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1 


#IAMConsulting #SAPiRPA 
#RoboticProcessAutomation 

จาก SAP GUI สู่ SAP Fiori กับการทำงานที่สะดวกกว่าที่เคย 

รู้หรือไม่ว่าจากระบบ SAP ที่องค์กรของคุณใช้งานได้ดีอยู่แล้ว สามารถเพิ่มความพิเศษขึ้นได้อีก ตามคอนเซปต์ SAP Digital Experience Extension หรือ กระบวนการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานใหม่ ซึ่งทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นจากการใช้งานระบบ SAP โดยหัวข้อที่ I AM จะยกมาพูดคุยกันในวันนี้ก็คือ From SAP GUI to SAP Fiori นั่นเอง


From SAP GUI to SAP Fiori 


ในการใช้งานระบบใดๆ ก็ตาม ต้องทำงานผ่าน User Interface นับเป็นจุดเริ่มต้นประสบการณ์การใช้งานระบบเพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง SAP ก็มีการพัฒนา User Interface อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้า


User Interface หลักของการทำงานบน Desktop หรือที่เราเรียกว่า SAP GUI ซึ่งถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน แม้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ต้องแลกมากับเวลาเรียนรู้ในการใช้งานระบบ และมีข้อจำกัดในการทำงานผ่าน Mobile Devices 


เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด SAP Fiori จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อทำให้การทำงานสะดวกยิ่งขึ้น และรองรับ Global Trends ที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ทุกแพลตฟอร์ม บนระบบ SAP ERP หรือ SAP S/4 HANA 


SAP Fiori คืออะไร ? 


SAP Fiori คือการนำ Business Process ของ SAP มาประกอบกับ SAP UI5 มีคุณสมบัติในการรองรับการทำงานทุกอุปกรณ์ผ่านบราวเซอร์ โดยเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2013 จนมาถึงปัจจุบันมีแอปพลิเคชันพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ถึง 2,000 แอปพลิเคชัน สามารถเรียกขึ้นมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และมีหน้าจอที่เปรียบเสมือน Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการขององค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนการการทำงานในแต่ละธุรกิจได้นั่นเอง


การดำเนินการ และ ปรับแต่ง SAP Fiori 


หากต้องการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจ ประสบการณ์ของ Implementor เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และ I AM Consulting ก็มีประสบการณ์ในการ Custom แอปพลิเคชันของ SAP Fiori มาอย่างยาวนาน โดยการนำ Design จาก Best Practices  มาประยุกต์ใช้เพื่อขยายขอบเขตประสบการณ์การใช้งานของ Users ให้ตรงตามความต้องการได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การทำงานในปัจจุบันที่หลายองค์กรอาจต้องการให้ระบบ SAP เชื่อมต่อกับ Third Party ต่างๆ อย่างการอนุมัติงานผ่าน LINE ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน  


หากสนใจ SAP Fiori สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิก 


ปรึกษาเรื่อง SAP Fiori กับ I AM Consulting


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้ 


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้ 
โทรศัพท์ : 02-026-3964  
E-mail : info@iamconsulting.co.th  
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1 

3 ตัวอย่างการทำ Digital Transformation ให้เกิด Sustainable Organization

องค์กรที่ยั่งยืน (Sustainable Organization) เป็นสิ่งที่กำลังอยู่ในเทรนด์ และอาจเป็นเป้าหมายหลักของหลายๆ องค์กรในปัจจุบัน หลักการสำคัญ คือ การเป็นธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม


สรุปง่ายๆ คือ การสร้างสมดุลของ เศรษฐกิจ (Economy) สังคม (Sociality) และ สิ่งแวดล้อม (Environmental) นั่นเอง


I AM Consulting เล็งเห็นว่าการทำ Digital Transformation เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยสร้าง Sustainable Organization ให้เกิดขึ้นได้ ดัง 3 ตัวอย่างที่ยกมาในบทความนี้


1) ด้านเศรษฐกิจ – เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสการทำงาน เพื่อผลประกอบการขององค์กร

กระบวนการทำงานที่ไร้ระบบระเบียบ คงยากที่ผู้บริหาร และพนักงาน จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การนำ ระบบบริหารจัดการทรัพยากรในองค์กร หรือ ระบบ ERP  เข้ามาใช้ จะช่วยจัดการรวบรวมข้อมูลของทุกฝ่ายในองค์กรมาไว้ใน Database หลักที่เดียว มีความโปร่งใสในการดำเนินการแต่ละขั้นตอน ทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมในธุรกิจได้ง่าย เข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ พนักงานแต่ละฝ่ายก็สามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่าง seamless ดึงเอาข้อมูลที่ต้องการออกมาวิเคราะห์ได้อย่างฉับไว เพิ่มโอกาสเติบโตของผลประกอบการ และธุรกิจได้ในหลายแง่มุม


2) ด้านสังคม – เพิ่มศักยภาพของพนักงาน สร้างความเข้มแข็งให้ประชากรในประเทศ

พนักงานในองค์กรเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรแล้ว พวกเขายังมีหน้าที่เป็นประชากรของประเทศด้วย การมี ระบบ HR (HRM : Human Resource Management) ที่สามารถดูแลตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเป็นพนักงานใหม่ มีการตั้งเป้าหมายรายปี และการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ดี มีระบบพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนที่เหมาะสม และช่วยวางแผนพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ จะทำให้พวกเขาเป็นพลเมืองที่สามารถดูแลตัวเอง และคนรอบข้างได้ อาจขยายบทบาทสู่การพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ ต่อไป


3) ด้านสิ่งแวดล้อม – ลดการใช้ทรัพยากร พลังงานและการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์

การผลิตต่างๆ ต่างก็ใช้วัตถุดิบของโลกใบนี้ การใช้ ระบบ e-Tax : e-Invoice & e-Receipt ลดการใช้เอกสารที่เป็นกระดาษ ด้วยการออกใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการตัดต้นไม้แล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซและการใช้กระแสไฟฟ้า ในการพิมพ์และการจัดส่งเอกสารอีกด้วย


นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ อาทิเช่น การทำงานด้วย ระบบอัตโนมัติ RPA (Robotic Process Automation), เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things : IoT), ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ที่สามารถช่วยตรวจสอบประสิทธิภาพและสมรรถนะของเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง และงานต่างๆ ให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างดี


Sustainable Organization จะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่แค่เพียงการนำเทคโนโลยีหรือระบบต่างๆ เข้ามาใช้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำ Digital Transformation คือต้องสร้าง Mindset ของบุคคลากรให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง และออกแบบกลยุทธให้สามารถเชื่อมต่อและต่อยอดไปยังส่วนอื่นๆ ได้ ต้องสร้าง Digital Strategy Roadmap โดยมีรากฐานระบบที่แข็งแรง (Digital Core) หากท่านกำลังมองหาพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยพัฒนาให้องค์กรเติบโตไปด้วยกัน I AM Consulting คือพาร์ทเนอร์ที่พร้อมอยู่เคียงข้างตลอดเส้นทางการเติบโตขององค์กรของคุณ

 

ปรึกษาหา Solutions กับ I AM Consulting


I AM Consulting เป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ กับผลทางกฎหมาย

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องการทำงานในหลายๆ ด้าน แต่บางองค์กรยังยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรับ-ส่งเอกสารแบบกระดาษ เพราะไม่มั่นใจว่าหากเกิดปัญหาต้องฟ้องร้องกันขึ้นมา เอกสารที่ถูกลงนามด้วย ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้หรือไม่?


หากดูตามข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ แล้ว องค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่า การลงนามด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับการจรดปากกาลงนามบนกระดาษ อย่างแน่นอน
เพียงแต่จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับประเภทของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่เราเลือกใช้ซึ่ง I AM Consulting จะนำมาอธิบายให้เข้าใจกันในบทความนี้


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Signature ไม่ได้หมายถึง การเซ็นชื่อ อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การอัปโหลดรูปภาพลายเซ็น, การพิมพ์ชื่อเป็นตัวอักษร, การใช้ Username-Password บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น, หรือแม้กระทั่งการคลิกปุ่มยอมรับ ( Submit ) ในแบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น


โดยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมี 3 องค์ประกอบนี้ 


1.    ระบุเจ้าของลายมือชื่อได้ว่าเป็นของใคร
2.    ระบุเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อต่อข้อความที่ลงนาม
3.    ใช้วิธีการที่เชื่อถือได้


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แต่ละประเภท กับผลทางกฎหมาย

 

•    ประเภทที่ 1 มาตรา 9 : ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป


การลงนามอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 นี้ เป็น e-Signature แบบทั่วไป ตามที่ได้นิยามไว้ข้างต้น เป็นวิธีที่เข้าใจง่าย สะดวก รวดเร็วที่สุด แต่หากเกิดข้อพิพาทขึ้น ผู้ที่ฟ้องร้องจะมีหน้าที่ในการหาวิธีการพิสูจน์ว่าการลงนามอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เช่น นาย A ยืมเงิน นาย B และได้ทำสัญญากันด้วยการเซ็นเอกสาร PDF ไว้ ต่อมานาย A ไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้นาย B และอ้างว่าลายเซ็นที่ลงนามไว้นั้นเป็นของปลอม ในกรณีนี้ หากนาย B ในฐานะเจ้าหนี้ ฟ้องร้องนาย A ซึ่งเป็นลูกหนี้ นาย B ที่จะต้องหาวิธีมายืนยันว่าลายเซ็นของนาย A นั้นเป็นของจริง

•    ประเภทที่ 2 มาตรา 26 : ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้
•    ประเภทที่ 3 มาตรา 28 : ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งใช้ใบรับรองที่ออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรอง


สำหรับการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ตาม มาตรา 26 และ 28 เราจะเรียกว่า Digital Signature หรือ การลงลายมือชื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ e-Signature แต่มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัยมากกว่า เพราะจะมีกระบวนการเข้ารหัส ( Encrypt ) ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสอบกลับการเปลี่ยนแปลงได้ ส่งผลให้ผู้ลงนามไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบจากข้อความที่ตนเองได้แสดงเจตนาในลงลายมือดิจิทัลไว้


หากเปรียบเทียบกับตัวอย่างเดิม แต่เปลี่ยนการลงนามจาก e-Signature แบบทั่วไป (มาตรา 9) มาเป็นการลงนามแบบดิจิทัล (มาตรา 26 และ 28)  เช่น นาย A ยืมเงิน นาย B และทำสัญญากันด้วยการเซ็นเอกสารผ่านระบบ Digital Signature ไว้ แล้วนาย A ไม่ยอมจ่ายคืน โดยอ้างว่าลายเซ็นเป็นของปลอม ในกรณีนี้จะเป็นหน้าที่ของนาย A ที่จะต้องหาวิธีมายืนยันว่าการลงนามดิจิทัลที่ได้ดำเนินการไว้เป็นของปลอม


การเลือกใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงหรือผลกระทบที่อาจทำให้ลายเซ็นไม่เป็นที่ยอมรับ เอกสารขององค์กรที่มีความสำคัญ เช่น เอกสารสัญญาซื้อ-ขายระหว่างบริษัท เอกสารกู้ยืมเงิน หรือเอกสารที่มีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ Digital Signature จึงเป็นทางเลือกเหมาะสมมากกว่า


ระบบ Digital Signature ของที่ไหนดี ?


หากสนใจอยากทำระบบลงนามดิจิทัล I AM Consuting มี iZign  ซึ่งเป็นระบบ 1 เดียว ที่ปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องตามข้อกฎหมายทุกมาตรา ทั้ง มาตรา 9 26 และ 28 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการลงนามต่างๆ มี log เก็บไว้ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดการใช้กระดาษ และหมึกพิมพ์ ลดการใช้พื้นที่จัดเก็บเอกสาร ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร และสามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP ต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่ออีกด้วย


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ iZign เพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่องระบบ iZign Digital Signature กับ I AM Consulting


เรามีความมั่นใจในระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ด้วยการใช้เทคโนโลยี PKI ที่มีความโปร่งใส สนับสนุนการลงนามดิจิทัลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงนามโดยบุคคลเดียว การลงนามร่วม และ การลงนามระหว่างบริษัท มาพร้อมบริการที่ครอบคลุม คอยดูแลในส่วนของการสร้างใบรับรอง และบริหารจัดการให้สอดคล้องตามพรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิส์ มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแนะนำ ให้คำปรึกษา รวมไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงานของท่าน


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ข้อดีของการทำ ECM  ( Enterprise Content Management ) ในองค์กร

องค์กรที่ทำงานไปสักระยะมักจะค้นพบว่ามีเอกสารจำนวนมากที่ต้องจัดเก็บ ยิ่งเป็นข้อมูลในรูปแบบกระดาษ ยิ่งต้องใช้เวลานานในการค้นหา และมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญหาย รวมไปถึงมีเอกสารที่เกิดขึ้นจากระบบการทำงานต่างๆหลายระบบ ทำให้การเข้าถึงเอกสาร, การเรียกเอกสารออกมาใช้งาน และการเชื่อมต่อการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม เกิดการติดขัด กระทบกับกระบวนการทำงานทุกภาคส่วนขององค์กร I AM Consulting จึงขอแนะนำการทำ ECM ที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ECM  หรือ Enterprise Content Management คือ ระบบการจัดการและเก็บรักษาข้อมูลในองค์กร โดยอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลมากกว่าเดิม เช่น

  • การจัดการไฟล์และบันทึก
  • การแคปเจอร์และสแกน
  • การแชร์ข้อมูลในหน่วยงานหรือภายนอก
  • การจัดการข้อมูลเว็บไซต์

ข้อดีของการทำ ECM

1) เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว

การทำ ECM จะเป็นการนำเอาเอกสารทั้งหมดเก็บไว้ที่ศูนย์กลาง ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลเอกสารได้ง่าย และเชื่อมโยงไปสู่เอกสารที่เกี่ยวข้องได้ ทุกหน่วยงานในองค์กรสามารถเข้าถึงเอกสารได้ ทำให้ระบบการทำงาน เกิดความคล่องตัว ไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาเอกสารจากแฟ้มอีกต่อไป

 

2) เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล

จัดเก็บข้อมูลบนระบบที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูง ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะสูญหาย และองค์กรยังสามารถกำหนดสิทธิในการเข้าถึงเอกสารได้ ทำให้สามารถเก็บรักษาเอกสารที่เป็นความลับได้ด้วย

 

3) พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพ

พนักงานสามารถเรียกดูข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ลดข้อผิดพลาด และ ภาระหน้าที่การทำงานที่ซ้ำซ้อน อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากมีระบบรองรับการทำงานบนอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งมือถือ แท็บเล็ต อำนวยความสะดวกในการใช้งาน

 

4) ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บเอกสาร

หากองค์กรมีเอกสารเป็นจำนวนมาก จะมีค่าใช้จ่ายด้านพื้นที่จัดเก็บค่อนข้างสูง การทำ ECM จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเอกสาร ทำให้สามารถนำต้นทุนไปพัฒนาองค์กรในด้านอื่นๆ ได้

 

5) ช่วยให้องค์กรก้าวสู่การเป็น Paperless & Digital Organization

การทำ ECM สามารถ Integrate กับระบบใหม่ๆ ได้อย่างสะดวก เทคโนโลยีเข้ามาจะช่วย ปรับปรุงแก้ไขปัญหาการจัดการเอกสารแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรไร้กระดาษ และ Digital Transformation ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

ใช้ระบบอะไรในการทำ ECM ?


I AM Consulting เป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของ OpenText เครื่องมือที่จะช่วยบูรณาการซอฟท์แวร์เอนเทอร์ไพรส์จากหลากหลายผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA , Oracle, Salesforce , Microsoft Office 365  หรือ ซอฟท์แวร์อื่นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบจัดการข้อมูลได้อย่างแนบเนียนและมีประสิทธิภาพ (Seamless Integration)


ปรึกษาเรื่อง ECM กับ I AM Consulting 


เราคือที่ปรึกษาและผู้พัฒนาระบบ Enterprise Content Management มาอย่างยาวนาน สามารถเข้ามาช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายพร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ข้อต้องพิจาณา ถึงเวลาของการ Migrate SAP

การทำ SAP Migration คือ การย้ายระบบงานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะรวมถึงฐานข้อมูลด้วย เช่น การย้ายระบบ SAP ปัจจุบันไปสู่ On-premise ใหม่หรือ Cloud ใหม่ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายบางส่วน รวมถึงอัพเดตระบบให้ทันสมัย เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโต สร้างความสามารถด้านการแข่งขันนำหน้าคู่แข่งทางธุรกิจ


แล้วเมื่อไรล่ะ.. ที่องค์กรควรทำ SAP Migration? เราอาจสังเกตได้จากปัญหาที่พบในการทำงาน ดัง 5 ข้อที่ I AM Consulting จะยกมาในบทความนี้


1.    ฮาร์ดแวร์หมดอายุ 

เมื่อฮาร์ดแวร์หมดอายุ องค์กรต้องใช้งานระบบอยู่บนความเสี่ยง การทำงานอาจต้องหยุดชะงัก และมีปัญหามากมายตามมา เช่น ไม่มีพาร์ท Hardware ให้เปลี่ยนเมื่อเกิดปัญหา, การเพิ่มขนาดของ Resource ของ Hardware ไม่รองรับ เป็นต้น ดังนั้นการ Migration โดยการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่ จะสามารถช่วยให้ทำงานได้อย่างไม่สะดุด และไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง


2.    ฮาร์ดแวร์รุ่นเก่ามีประสิทธิภาพที่ล้าสมัยและไม่รองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ

องค์กรเริ่มพบว่าฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานอยู่ไม่ตอบสนองต่อการทำงานในปัจจุบัน ไม่รองรับฟีเจอร์ที่ทันสมัย ทำให้ต้องทำงานอย่างยุ่งยาก และได้ผลลัพธ์ที่ล่าช้า หากต้องการย้ายระบบไปอยู่ในฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ก็สามารถทำ Migration ได้เช่นกัน


3.    ค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบสูงเกินไป

การทำ Migration ไปยังฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรได้ ทั้งค่า MA (Maintenance Service Agreement) ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งาน รวมไปถึงการ Maintain Data Center สามารถปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับโซลูชั่นต่างๆ ได้เลย


4.    ไม่มีทีมซัพพอร์ต หรือ มีทีมแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้

Service Support ที่ใช้บริการอยู่ไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในทันที การทำ Migration ควรต้องมี Service Support รองรับการทำงานหลังย้ายระบบ เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการอย่างไม่สะดุด


5.    ฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าไม่ผ่าน IT Audit

ฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานอยู่ไม่ผ่านการรองรับมาตรฐานจาก IT Audit ทำให้การทำงานขององค์กรไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงต้องเปลี่ยนย้ายข้อมูล เข้าสู่ระบบการทำงานใหม่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้


ปรึกษาเรื่องการทำ SAP Migration กับ I AM Consulting


ทีมงาน I AM Consulting ให้บริการ SAP Migration service อย่างครบวงจร มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SAP Basis ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในการติดตั้งระบบ SAP ทั้งแบบ On-Premise และ On-Cloud ทำให้ทราบถึง ความต้องการของแต่ละองค์กรในการทำ SAP Migration


โดยเฉพาะ ในช่วงการหมดอายุของฮาร์ดแวร์ เราจะรายงานปัญหาให้ลูกค้ารับทราบก่อนเสมอ และเมื่อเกิดปัญหาหรือเหตุติดขัด เราก็พร้อมเข้าดูแลระบบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลใจ สามารถใช้งานระบบได้อย่างต่อเนื่อง เต็มประสิทธิภาพ

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้


โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

e-Tax service provider คืออะไร

การสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียงบริษัทละ 2 ท่าน


บทความนี้ I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax จะขอพาไปทำความรู้จักกับ e-Tax Service Provider ซึ่งเป็นรูปแบบการนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ซื้อสินค้า ผู้รับบริการ และ กรมสรรพากรที่ได้รับความนิยม เพราะผู้ประกอบการไม่ต้องการลงทุนหรือพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง


e-Tax Service Provider คืออะไร

e-Tax Service Provider คือ ผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ แทนผู้ประกอบการ ด้วยระบบรับส่งข้อมูลที่เชื่อมต่อกับระบบข้อมูลของกรมสรรพากร ที่มีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย


แต่ในปัจจุบันนอกจากการนำส่งแล้ว e-Tax Service Provider บางแห่งก็สามารถให้คำปรึกษา พร้อมจัดทำ และ เก็บรักษา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และพนักงานได้ด้วย


e-Tax service provider ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ต้องมีคุณสมบัติตามแนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 15) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้


1) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่งมีฐานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/ 1(5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

2) ต้องไม่มีประวัติการออกใบกำกับภาษีหรือใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร

3) กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการ ไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ถูกพิทักษ์ทรัพย์, (เคย) ล้มละลาย และยังไม่พ้น 2 ปี นับแต่ยกเลิก หรือปลดจากการล้มละลาย หรือเคยได้รับโทษจำคุกในคดีอาญาซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด

4) ต้องมีประสบการณ์หรือมีขีดความสามารถในการให้บริการระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการรับส่งข้อมูล หรือเป็นผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ในการรับส่งข้อมูล

5) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานของทางราชการ และได้แจ้งเวียนชื่อแล้วหรือไม่เป็นผู้ได้รับผลของการสั่งให้นิติบุคคลหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ทิ้งงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

6) มีระบบสารสนเทศที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือตามข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศสำหรับผู้ให้บริการจัดทำ ส่งมอบและเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (INFORMATION SECURITY FOR DATA MESSAGE GENERATION, TRANSFER AND STORAGE SERVICE PROVIDERS) (ขมธอ. 21-2562) ลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562 และมีหลักฐานผ่านการรับรองระบบสารสนเทศจากหน่วยงานรับรองตามที่กรมสรรพากรกำหนด

7) ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และผู้ออกใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และได้จัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นปกติธุระทางธุรกิจ


อ่านโดยละเอียด คลิกที่นี่


3 วิธีพิจารณา ก่อนเลือก e-Tax Service Provider

1 ดูใบรับรอง


หาก e-Tax Service Provider เจ้านั้นผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้วจะต้องมี ETDA certified service provider เพื่อยืนยัน และ อาจมี ISO/IEC 27001 certified มาประกอบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและความปลอดภัย ใบรับรองจะมีหน้าตาตามภาพตัวอย่างด้านล่างนี้



2 ดูระบบและการให้บริการ


เลือกระบบที่สามารถรองรับธุรกรรมในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการขององค์กรได้ หากมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการให้คำปรึกษาตั้งแต่กระบวนการแรก ไปจนถึงหลังติดตั้ง ก็จะช่วยให้การทำงานเป็นไปได้ตามแผนการและเป้าหมายที่วางไว้

3 ดูความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้งานจริง


เลือก e-Tax Service Provider ที่มีประสบการณ์ เช่น ระบบ EZTax ที่ปัจจุบันมีพาร์ทเนอร์ใช้งานอยู่มากมายทุกอุตสาหกรรม และจัดทำ e-Tax Invoice/e-Receipt ไปมากกว่า 400 ล้านฉบับ


ปรึกษาเรื่องระบบ e-Tax กับ I AM Consulting 


เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ข้อดี ที่จะมี SAP S4 HANA On-Cloud เป็น Digital Core ขององค์กร

จะมี Digital Core ขององค์กร ทั้งที ต้องเลือกระบบ ERP ที่ดีที่สุด! SAP S/4 HANA ON CLOUD จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่ง I AM Consulting รวบรวมไว้ให้ในบทความนี้แล้ว


รู้จัก SAP S/4 HANA On-Cloud กันก่อน


SAP S/4HANA  คือ ระบบ ERP ของ SAP หนึ่งในผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ERP ชั้นนำ ถูกพัฒนามาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก โดย SAP SAP S/4HANA On-Cloud จะสามาถแบ่งได้อีก 2 รูปแบบ คือ Private และ Public ( สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ระบบ SAP On-Cloud Private VS Public แบบไหนที่ใช่สำหรับองค์กร )


ข้อดี SAP S/4 HANA On-Cloud

 

1 ผู้บริหารและพนักงานทั่วไปใช้งานระบบได้ง่าย


แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ก็สามารถใช้งาน SAP S/4 HANA ON CLOUD ได้ไม่ยาก เพราะถูกออกแบบหน้าตาระบบโดยการใช้ SAP Fiori ที่คำนึงถึง UX/UI ( User Experience / User Interface ) เป็นสำคัญ ทำให้ลดความซับซ้อน ใช้งานง่ายขึ้น และปรับแต่งให้เข้ากับรูปแบบธุรกิจต่างๆ ได้ 

 

2 เข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น


SAP S/4 HANA ใช้การทำงานบนฐานข้อมูลใหม่อย่าง In-Memory Database ทำให้มีศักยภาพในการอ่านและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมความสะดวกสบาย รองรับการใช้งานได้ทุก Devices ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต มือถือ ทำให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้แบบเรียลไทม์

 

3 ได้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ


SAP S/4 HANA On-Cloud ถือเป็นระบบ ERP ทำงานบน Cloud ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในตัว ทั้งเทคโนโลยี AI และ Machine Learning นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา Version ใหม่อยู่เสมอเพื่อรองรับฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ๆ องค์กรจะได้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่ซึ่งช่วยสร้างข้อได้เปรียบในเชิงธุรกิจ


•     ผู้ใช้งาน Private Cloud สามารถตัดสินใจ Upgrade version ได้ด้วยตัวเอง
•    ผู้ใช้งาน Public Cloud จะมีการ Upgrade Automation ในทุกไตรมาส โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

4 ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายบานปลาย


ช่วยลดต้นทุนโดยรวม เช่น การดูแลรักษาระบบ server  โดย SAP จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลทั้งการดำเนินการ บำรุงรักษา ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมไปถึงมี การคำนวณ user license (Full Usage Equivalent-FUE) ด้วยหลักการที่มีความยืดหยุ่นขึ้น อ้างอิงการคิดจำนวน User ID ตามประเภทการใช้งาน  ทำให้องค์กรสามารถปรับเพิ่มหรือลดจำนวนผู้ใช้งานตามประเภทการใช้งานโดยมีจำนวน FUE เท่าเดิม สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น 

 

5 ช่วยให้องค์กรเป็นระบบ และมีความน่าเชื่อถือ


ข้อมูลถูกรวบรวมไว้ที่เดียวไม่กระจัดกระจาย สามารถกำหนดสิทธิ์ผู้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ กระบวนการทำงานทุกฝ่ายมีมาตรฐาน มีการบันทึกประวัติการทำงาน ป้องกันการทุจริต ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน และป้องกันความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ตรงกัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าหรือผู้ลงทุน


ทุกวินาทีในโลกธุรกิจคือการแข่งขัน การเลือก Digital Core ที่ทรงประสิทธิภาพ จะช่วยเร่งให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนนำหน้าคู่แข่งไปได้อย่างรวดเร็ว และ I AM Consulting พร้อมเคียงข้างให้คำปรึกษา และช่วยนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับองค์กรของคุณ


ปรึกษาเรื่อง SAP On-Cloud กับ I AM Consulting 


I AM Consulting เป็นผู้ Implement ระบบให้กับ SAP เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.