ปรับกระบวนการทางธุรกิจด้วย ปลายนิ้วคลิก กับ SAP Signavio

การปรับกระบวนการทางธุรกิจเพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นเป้าหมายที่ทุกองค์กรต้องการไปให้ถึง แต่ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายเพราะทำได้ยาก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่ชำนาญในธุรกิจขององค์กร ซึ่งต่างมีข้อกำหนดเฉพาะ ต้องใช้ความร่วมมือทีมงานในการเก็บและแชร์ข้อมูล และใช้เวลามหาศาล 

 

สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้องค์กรไม่สามารถพัฒนากระบวนการทางธุรกิจให้ก้าวทันโลกธุรกิจในปัจจุบัน และจะดีเพียงใดถ้าอุปสรรคเหล่านี้หมดไปด้วยโซลูชั่นที่สามารถวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้ดีแบบก้าวกระโดด ด้วยเวลาเพียงลัดนิ้วมือ  

 

SAP Signavio คืออะไร

 

SAP Signavio เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการและปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ ด้วยหลักการ Fast Time to Insight , Fast Time to Adapt ซึ่งจากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการทำ Workshop หรือ สัมภาษณ์กระบวนการทำงานของพนักงานในองค์กร แล้วนำมาเขียน Process Blueprint จากนั้นร่วมกันวิเคราะห์ไปทีละกระบวนการ แต่หากใช้ SAP Signavio เครื่องมือจะดึงข้อมูลจากระบบของลูกค้าที่ถูกบันทึกเก็บไว้อยู่แล้ว นำมาวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ของกระบวนการต่างๆ โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกัน และแบบปฏิบัติ (Best Practice) ที่ทาง SAP สะสมมากว่า 50 ปี และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงแบบลงรายละเอียด พร้อมด้วยข้อมูลสนับสนุนที่สามารถเชื่อถือได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถดำเนินการได้ โดยใช้เพียงปลายนิ้วคลิกในเวลาไม่กี่นาที

 

การทำงานของ SAP Signavio

 

1) Analyze – Monitor

SAP Signavio มีเครื่องมือในการทำความเข้าใจ และวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยละเอียด แม่นยำ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถระบุปัญหาและข้อติดขัดในกระบวนการทำงานได้อย่างรวดเร็ว

 

2) Design – Simulate

ช่วยออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ ด้วยการนำเสนอออกมาเป็น Roadmap หรือ Blueprint ได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถดูแบบจำลองและเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อเลือกกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้

 

3) Improve – Roll out

พนักงานจะสามารถปรับตัวและปรับใช้โซลูชันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถลดงานที่ต้องทำด้วยมือและงานที่ซ้ำซ้อน ด้วยความช่วยเหลือของ iRPA (Intelligent Robotic Process Automation) และฟังก์ชันแบบ Low Code-No Code

 

ปัจจุบัน SAP Signavio มีบริษัทชั้นนำเลือกใช้งานกว่า 5,000 บริษัท จาก 100 ประเทศทั่วโลก เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่กำลังใช้งาน SAP ECC6.0 และมีแผนงานจะ MOVE ไปยัง RISE หรือ หากคุณใช้งาน SAP S4/HANA อยู่แล้วก็สามารถค้นพบช่องทางในการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

 

SAP Signavio สามารถทดลองใช้งานได้ ฟรี 1 ครั้ง
ติดต่อ I AM Consulting ให้เราเข้าไปช่วยให้คำแนะนำในการเริ่มใช้งานได้เลย

 

I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
Tel : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

 

#IAMconsulting #SAP #SAPsignavio
#BusinessProcessTransfomation
#WhenIAMpromisesIAMdelivers
#CreateOurExcitingFuture
 

เตรียมธุรกิจให้พร้อม รับแคมเปญ ไทยเที่ยวไทย กระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ด้วย e-Tax Invoice & e-Receipt

ท่องเที่ยวไทยคึกคัก….ธุรกิจคุณครึกครื้น

 

จากมาตรการลดหย่อนภาษีปี 67 ของภาครัฐที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองทั้ง 55 จังหวัด ในช่วง Low Season ระหว่างเดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน 2567 โดยบุคคลธรรมดา สามารถนำค่าบริการท่องเที่ยวและค่าที่พักมาหักภาษีเงินได้ไม่เกิน 15,000 บาท และสำหรับนิติบุคคล สามารถนำค่าใช้จ่ายในการจัดสัมมนาในเขตพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองหลักมาหักได้ 1.5 เท่า และเมืองรองนำมาหักได้ถึง 2 เท่า

ซึ่งมาตรการนี้ผู้ประกอบการที่จะสามารถเข้าร่วมแคมเปญได้จะต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น

 

แล้วธุรกิจของคุณมีระบบพร้อมหรือยัง?

 

EZTax ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของ I AM Consulting


ที่ช่วยให้คุณออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการออกเอกสารแต่ละครั้ง พร้อมตอบรับทุกแคมเปญและโอกาสใหม่ ๆ ที่เพิ่มยอดขายได้เหนือกว่าคู่แข่งขัน

 

ทำไมต้อง EZTax by I AM Consulting

  • เราเป็น Service Provider รายแรก ๆ ของไทย และเป็นผู้ให้บริการที่ส่งมอบใบกำกับภาษีให้กับกรมสรรพากรแล้วกว่า 700,000,000 transaction
  • ได้รับความไว้ใจและยอมรับจากองค์กรชั้นนำในทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันเราส่งมอบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึง 25 ล้าน transaction ต่อเดือน
  • มีทีม Consult ผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยให้คำปรึกษา ตั้งแต่ก่อนติดตั้งจนหลังจากติดตั้งระบบก็ยังดูแล ไม่หายไปไหน เพราะเราเข้าใจว่าลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ Call Center ที่รับเรื่อง แต่ต้องการคนที่สามารถตอบคำถามและแก้ไขปัญหาให้ได้จริง
  • EZTax มีระบบที่ช่วยตรวจสอบโครงสร้างใบกำกับภาษีตั้งแต่เริ่มทำเอกสาร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จึงมั่นใจได้ว่าทุกการส่งออกจะถูกต้องอย่างแน่นอน
  • มี health check automation ที่คอยดูแลการทำงานของระบบ หากเกิดปัญหา ระบบจะสามารถตรวจจับและ recover กลับมาได้ด้วยตัวเอง ทำให้มีความเสถียร ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลว่าระบบจะล่ม
  • ทำงานบน Cloud ของ AWS ที่มีมาตรฐานระดับสากล มั่นใจในความปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูล
  • ระบบมีส่วนต่อขยายที่รองรับการเชื่อมต่อ ERP ได้ทุกระบบ หรือลูกค้าที่ขายสินค้าให้กับ modern trade มีข้อกำหนดในการเชื่อมต่อระบบภายนอกต่างๆก็สามารถทำได้ และเรายังพัฒนาต่อเนื่อง ขยายผล โดยเล็งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ เพื่อช่วยปรับกระบวนการทำงานบัญชีด้านอื่น ๆ ให้เป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

เราพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่จะอยู่เคียงข้างและคอยให้คำปรึกษาในการวางแผน การปรับกระบวการต่าง ๆ ด้านภาษีของคุณให้ดียิ่งขึ้นแบบครบวงจร (One-Stop-Service) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะเราตระหนักเป็นอย่างดี ว่าระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง

 

หากคุณเป็นผู้ประกอบการและกำลังมองหาที่ปรึกษาระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt

I AM Consulting คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจคุณ

จริงมั้ย จ้าง Developer Outsource ประหยัด Cost ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งเทคโนโลยีก้าวกระโดดมากเท่าไหร่ ความสำคัญของ Developer ในองค์กรยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบัน การพัฒนา Software ของธุรกิจและองค์กรเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องอาศัยการลงทุนค่อนข้างสูง บางองค์กรต้องการจ้าง Developer ในฐานะพนักงานประจำ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณที่ต้องเตรียมไว้ ทั้งในส่วนเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ ที่ต้องเสริมเข้าไป ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่ในบางครั้งถ้าไม่มี Project ใหม่ ๆ ป้อนให้ทีม Developer องค์กรก็อาจเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยเปล่าประโยชน์ ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์สร้างผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Developer Outsource ถึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจและองค์กรที่ไม่ต้องการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวนั่นเอง
 

ทำไมถึงต้องจ้าง Developer Outsource 

สำหรับบางธุรกิจและองค์กร การจ้าง Developer ประจำ ยังคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวความลับขององค์กรรั่วไหล เชื่อว่าคนในย่อมรักษาความลับได้ดีกว่าคนนอก หากเหตุผลการเลือกจ้าง Developer แบบประจำสักคนมีเพียงแค่การรักษาความลับขององค์กร เหตุผลนี้คงหยิบมาใช้ได้ยาก 


ในทางกลับกัน มาตรฐานของ Developer Outsource มืออาชีพ นอกจากจะมีการกำหนดขอบเขตของงานที่ลูกค้าต้องการแล้ว ยังมีมาตรฐานในเรื่องของการรักษาความลับของลูกค้า ที่จะมีการตกลงกันเป็นข้อกำหนดแบบลายลักษณ์อักษร (Non-Disclosure Agreement, NDA) เพื่อรับประกันการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าอย่างเข้มงวด


จึงไม่แปลกเลย ที่ปัจจุบันเราจะเห็นธุรกิจและองค์กรยุคใหม่ ๆ ให้ความสำคัญกับงบประมาณ ในการจัดจ้างบุคลากร ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้แก่องค์กรได้ Developer Outsource จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ธุรกิจและองค์กรเลือกใช้แทนพนักงานประจำ

 

Developer Outsource ประหยัด Cost ได้ถึง 70%

การจ้าง Developer Outsource จากภายนอกให้เข้ามารับผิดชอบงานตาม Projcet ต่าง ๆ ที่ตกลงกันไว้ เช่น พัฒนา Software หรือพัฒนาโปรแกรมภายในองค์กรตามระยะเวลาของสัญญาจ้างงาน ซึ่งวิธีนี้ธุรกิจและองค์กรส่วนใหญ่มองว่าเป็นวิธีที่ประหยัดทั้งเงินและเวลา แถมยังได้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรงมาทำแทน องค์กรก็จะมีเวลาไปโฟกัสที่ธุรกิจมากขึ้น


จากข้อมูลรายงานการสำรวจของ Connectbit บอกว่า การจ้าง Developer Outsource สามารถลดต้นทุนด้านแรงงานได้ถึง 70% ทำให้องค์กรสามารถทุ่มเททรัพยากรที่เหลือในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้นั่นเอง

 

ทำไมองค์กรส่วนใหญ่เลือกทีม Developer Outsource ของ I AM Consulting

เพราะเราให้คุณเป็นได้มากกว่าแค่คำว่า ลูกค้า แต่เป็นเหมือน Partner คนสำคัญของเรา


I AM Consulting ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจไอทีมากว่า 20 ปี จนถึงปัจจุบัน เรามีบริการและโซลูชันมากมาย และครอบคลุม มีบุคลากรที่มีความชำนาญ มากประสบการณ์ในงานที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในด้านต่าง ๆ ให้ประสบผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้ จนทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นั่นเอง

 

ตราบใดที่ธุรกิจยังต้องปรับตัวเข้าสู่โลกแห่งดิจิทัล Developer Outsource จะไม่ใช่แค่เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่จะเป็นทางรอดของอีกหลาย ๆ ธุรกิจและองค์กรที่ต้องก้าวให้ทันในโลกดิจิทัล  การมีผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาไอทีคอยให้คำแนะนำ จะทำให้ธุรกิจและองค์กรของคุณสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ในวันที่เทคโนโลยี คือกุญแจแห่งความสำเร็จ…

SBPA คืออะไร แตกต่างอย่างไรกับ SAP iRPA

จากที่ทุกคนเคยได้ทำความรู้จัก RPA กันแล้ว ในบทความนี้ RPA คืออะไร เจาะลึก 5 ตัวอย่างการใช้งานจริงในองค์กร ล่าสุดทาง SAP iRPA ระบบ Robotic Process Automation ของ  SAP ได้มีการอัปเดตเทคโลโนยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ มาให้เราได้ใช้งานกัน โดยได้ใช้ชื่อเรียกใหม่จากเดิม SAP iRPA เปลี่ยนเป็น “ SBPA ”

 

SBPA คืออะไร ?

 

SBPA ย่อมาจาก SAP Build Process Automation คือ การรวมตัวระหว่าง Workflow Management และ RPA (Robotic Process Automation) เข้าไว้ด้วยกัน เกิดเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถสร้างกระบวนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ผ่านหลายร้อยเทมเพลตที่ทาง SAP สร้างเอาไว้


วิดีโอแนะนำฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ SAP Build Process Automation

 

8 จุดเด่นของ SBPA

 

1) สร้างหรือปรับเปลี่ยน Automation และ Workflow ผ่านกราฟิกที่ใช้งานง่าย โดยใช้ฟังก์ชันการลากและวาง (drag and drop)
2) มี Pre-built Content สำหรับ Automation และ Template สำหรับ Workflow ที่เตรียมไว้ให้ พร้อมสำหรับนำไปเรียกใช้ หรือปรับแก้ให้ตรงตามความต้องการ ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
3) สามารถพัฒนาและจัดการ Decision Logic ต่างๆ ของ Workflow ได้ง่าย ผ่านตารางที่คล้าย spreadsheet
4) ช่วยทำงานที่ซ้ำซ้อนให้โดยอัตโนมัติอย่างลื่นไหลด้วย Automation (RPA)
5) สามารถใช้ built-in AI เพื่อดึงข้อมูลจากเอกสาร และนำไปใช้งานต่อได้อย่างง่ายดาย
6) มี Launchpad และ Task center รองรับการใช้งานร่วมกับ Workflow ที่พัฒนาขึ้นมาอย่างมีประสิทธิภาพ
7) มีเครื่องมือพัฒนา workflow ที่รองรับการพัฒนาแบบ no-code ช่วยให้ผู้ใช้งานและผู้พัฒนาระบบสามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น
8) มี Dashboard ที่สามารถเข้าไปดูประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานได้ง่าย

 

ถึงเวลาอัปเดตจาก SAP iRPA เป็น SBPA หรือยัง?

 

ทาง SAP ได้วางแผนให้ทุกองค์กรที่กำลังใช้งาน SAP iRPA อยู่ อัปเดตเปลี่ยนมาเป็น SBPA ทั้งหมดในปี 2567 นี้ โดยจะดำเนินการช่วงการต่อ License ดังนั้นเพื่อให้องค์กรของท่านสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด และ หลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน จึงควรเตรียมการ Migrate ข้อมูลเอาไว้ล่วงหน้าก่อนถึงวันหมดอายุ

ไม่ว่าองค์กรของคุณจะติดตั้ง SAP iRPA กับทาง I AM Consulting มาก่อนหรือไม่ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ สามารถทำการประเมินแผนงาน แนะนำการเตรียมตัวให้ท่านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยให้ท่านสามารถเตรียมระบบให้พร้อมใช้งานล่วงหน้าก่อนวันหมดอายุ ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนระบบล่าช้า

 

ปรึกษาเรื่อง RPA กับ I AM Consulting 

 

I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

ABAP คืออะไร ทำไมจึงควรมี ABAP Developer ไว้คอยดูแลระบบ SAP ในองค์กร

หากองค์กรของคุณกำลังจะนำระบบ ERP ชั้นนำของโลกอย่าง SAP เข้ามาใช้งาน  ABAP เป็นอีกหนึ่งคำที่คุณควรจะทำความเข้าใจ บทความนี้ I AM Consulting จึงขอพาไปดูความหมาย พร้อมบทบาทสำคัญ รวมถึงเหตุผลที่คุณควรจะมี ABAP Developer  เข้ามาช่วยดูแลระบบในองค์กร

 

ABAP คืออะไร?

 

ABAP ย่อมาจาก Advanced Business Application Programming เป็นภาษาโปรแกรม (Programming Language) ที่ใช้ในการพัฒนาและปรับแต่งระบบ SAP ERP (Enterprise Resource Planning) ให้สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กร

 

การใช้งาน ABAP ใน SAP


ABAP ถูกใช้ในการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้งานในระบบ SAP ซึ่งประกอบไปด้วยการสร้างรายงาน (Reports), การปรับปรุงโปรแกรม (Enhancements), การพัฒนาแบบฟอร์มทางธุรกิจ (Forms), การเชื่อมโยงข้อมูล (Interface) เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการปรับปรุงและปรับแต่งระบบ SAP ERP ให้ตรงตามความต้องการขององค์กร

 

ทำไมจึงควรมี ABAP Developer ไว้คอยดูแลระบบ SAP ในองค์กร?

 

เพื่อช่วยพัฒนา ต่อยอด ระบบ SAP ให้รองรับต่อความต้องการใหม่ๆ ขององค์กร : 
ABAP Developer มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโปรแกรมบนระบบ SAP และถือเป็นคีย์แมน คนสำคัญในการรพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือ ปรับปรุงระบบ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ ๆ ขององค์กร และการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การป้องกัน และ แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรม ในระบบ SAP :
เมื่อโปรแกรมในระบบ SAP มีปัญหาหรือข้อผิดพลาด สามารถให้ ABAP Developer ทำการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาเหล่านั้น เพื่อให้โปรแกรมกลับมาทำงานได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุง Source Code ยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

 

หากองค์กรของคุณยังไม่มีแผนที่จะรับ ABAP Developer เข้ามาเป็นพนักงานประจำ หรือไม่มีเวลาที่จะส่งพนักงานไปศึกษาเพิ่มเติมในการเขียนโปรแกรม ABAP ก็ไม่ต้องกังวลใจ คุณสามารถใช้บริการ Development Outsourcing Services จาก I AM Consulting ได้

 

ทีมงานของ I AM Consulting เป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบโครงสร้างของ SAP เราเป็นที่ปรึกษาเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองจาก SAP ให้เป็นพันธมิตรทางด้านการจัดฝึกอบรมหลักสูตร SAP Functional ต่าง ๆ (iCoach)  คุณจึงมั่นใจได้อย่างแน่นอนว่า ทีม ABAP Developer ของเรามีความเชี่ยวชาญ และเข้าใจ สามารถพัฒนา ปรับแต่งระบบ SAP ของคุณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้ระบบของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น ไร้กังวล

 

I AM Consulting รับดูแล Digital Core (SAP ECC and S/4HANA)

– ABAP ERP
– ABAP HCM
– Form, Report, Interface Enhancement, User-Exit,  Performance tuning

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

ทำไมองค์กรของคุณต้องเริ่มทำระบบ iZign ก่อนใคร

ในยุคดิจิทัลที่ธุรกรรมออนไลน์กลายเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็ทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ความสะดวกสบายนี้ก็มาพร้อมปัญหาและความปวดหัวได้เหมือนกัน ยิ่งในปัจจุบันที่โลกออนไลน์เต็มไปด้วยเหล่ามิจฉาชีพ การทำธุรกรรมต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราจำเป็นต้องลงนามเพื่อเป็นหลักฐาน ควรเลือกใช้เครื่องมือในการลงนามดิจิทัลที่ปลอดภัยสูงสุด เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของธุรกรรม ป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล หรือการแอบอ้างนำชื่อเราไปใช้ในการทำธุรกรรมได้


I AM Consulting จึงได้คิดและพัฒนา iZign ระบบลงนามดิจิทัล (Digital Signature) ที่เชื่อถือได้และมีความปลอดภัยสูงสุด ช่วยยืนยันตัวตนผู้ลงนาม ป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร และสร้างความมั่นใจในธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้องค์กรของคุณก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่ง ปลดล็อกศักยภาพสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ


แล้วทำไมองค์กรของคุณถึงต้องเริ่มทำระบบ iZign ก่อนใคร
 

  • เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน


    การลงนามหรือเซ็นเอกสารผ่านระบบ iZign จะทำให้คุณลืมการเซ็นเอกสารแบบเดิม ๆ ที่ต้องคอยส่งเอกสารไป-กลับ หรือต้องนัดหมายเวลา เสียเวลาเดินทาง เพื่อมาเซ็นเอกสารร่วมกัน แต่ iZign ช่วยให้การเซ็นเอกสารมีความสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร เวลาใด ก็เซ็นเอกสารได้ทุกที่ทุกเวลา Smooth ทุกการใช้งาน


  • ยกระดับความปลอดภัยของเอกสารและข้อมูลส่วนตัว


    iZign มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ Public Key Infrastructure (PKI) ที่ต้องทำการเข้ารหัสและยืนยันตัวตนก่อนการลงนามทุกครั้ง เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แก้ไข หรือลักลอบการเข้าถึงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์หรือลายเซ็นดิจิตอล โดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งระบบจะรับรองความถูกต้องของการลงนามอย่างสมบูรณ์ด้วย Enterprise Certificate มั่นใจได้ว่าข้อมูลของคุณจะปลอดภัย ไม่รั่วไหล จากภัยคุกคามทางไซเบอร์หรือบุคคลอื่น


  • สร้างความมั่นใจ พร้อมเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กร


    การเริ่มต้นใช้ระบบ iZign ก่อนองค์กรอื่น ๆ ช่วยให้เราเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างความแตกต่างและเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของธุรกิจในอนาคต ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรมออนไลน์ต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดการฉ้อโกงได้อีกด้วย เอกสารที่ลงนามด้วย iZign ถือเป็นเอกสารที่มีความถูกต้องสมบูรณ์ เชื่อถือได้ตามกฎหมาย ดังนั้นหากมีการปลอมแปลงหรือฟ้องร้องใดๆ การพิสูจน์ความถูกต้องของการลงนาม จะเป็นความรับผิดชอบของอีกฝ่ายหนึ่ง


  • รองรับความหลากหลาย


    iZign ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความหลากหลายของธุรกิจและเอกสารหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการจัดการเอกสารจำนวนมากหรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีความต้อง การเซ็นเอกสารเพียงเล็กน้อย และไม่ว่าจะเป็นสัญญา ข้อตกลง รวมถึงเอกสาร เพื่อการลงนามอนุมัติต่าง ๆ ได้อีกด้วย ซึ่ง iZign มีความยืดหยุ่นที่สามารถปรับเข้ากับการใช้งานของทุกองค์กรได้เป็นอย่างดี


  • ลดการใช้กระดาษ ประหยัดพื้นที่การจัดเก็บเอกสาร


    การลดการใช้กระดาษเป็นหนึ่งในเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนที่หลายองค์กรมุ่งเน้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ การเซ็นเอกสารผ่านระบบ iZign ช่วยลดการใช้กระดาษ หมึกพิมพ์ ได้อย่างมหาศาล ไม่เพียงช่วยประหยัดทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังช่วยลดพื้นที่การจัดเก็บเอกสารแบบกระดาษที่เสี่ยงต่อการสูญหายอีกด้วย เพราะเอกสารทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ขององค์กรอย่างปลอดภัย ง่ายต่อการค้นหาและกู้คืน แต่ยากต่อการโจรกรรม                                                                                


 

จะเห็นได้ว่า iZign ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเซ็นเอกสารแบบเดิม ๆ ให้คุณได้มากกว่าแค่ระบบลงนามดิจิทัล แต่เป็นเสมือนบรรณารักษ์ที่คอยรักษาความปลอดภัยของเอกสารในคลังให้สมบูรณ์ถูกต้องอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สามารถนำพาองค์กรสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเหนือชั้น
 

พร้อมสัมผัสประสบการณ์ระบบลงนามดิจิทัลด้วย iZign แล้วหรือยัง ?
 

I AM Consulting ไม่ได้เพียงแค่ผู้พัฒนาระบบ iZign เท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การติดตั้ง การอบรมการใช้งาน ไปจนการบริการหลังการติดตั้ง เพื่อให้องค์กรของคุณใช้งานระบบ iZign ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เพราะเราเชื่อว่า ระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกนาน เรามุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน จึงต้องมีทีมที่คอยให้คำปรึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่าพลาดโอกาสการก้าวข้ามขีดจำกัดของการเซ็นเอกสารแบบเดิม ๆ สู่ยุคดิจิทัลอย่างเหนือชั้นด้วย iZign

พูดคุยปรึกษา-สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้

02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

 

 

 

Web Application คืออะไร มีที่ไหน รับทำ Web Application บ้าง

ปัจจุบัน Web Browser และ Application ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งในวงการธุรกิจ และชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน แต่รู้ไหมว่า ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่เรียกว่า Web Application ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูล และทำงานได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งในบทความนี้ I AM Consulting จะพาไปทำความรู้จักกัน!

 

Web Application คืออะไร ?

 

Web Application คือ ซอฟต์แวร์ที่สามารถทำงานตอบโต้กับผู้ใช้งานได้เหมือน Application แต่ไม่จำเป็นต้องติดตั้งลงในเครื่องของผู้ใช้งาน แต่สามารถเปิดใช้งานผ่าน Web Browser ได้เลย ซึ่งทำให้ใช้ทรัพยากรภายในเครื่องไม่มาก  ตอบโจทย์ตั้งแต่เรื่องการใช้หน่วยความจำของเครื่อง ไปจนถึงเรื่องการเปิดใช้งาน ที่สามารถทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์


เรียกง่าย ๆ ว่า Web App เป็น ลูกครึ่ง ระหว่าง Web Browser และ Application นั่นเอง


แน่นอนว่าเมื่อมีข้อได้เปรียบเช่นนี้ ก็อาจมีความซับซ้อนในการสร้าง จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อจัดการและออกแบบ Web Application ที่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ รวมถึงหน้าตา Interface ต่างๆ และฟังก์ชั่นการใช้งาน ที่ต้องตอบโจทย์ข้อกำหนดของแต่ละองค์กรที่แตกต่างกันไป แต่ผู้ใช้งานต้องสามารถเรียนรู้ได้ง่าย

 

แล้ว Web Application เหมาะสำหรับองค์กรใด ?

 

1) องค์กรที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบได้ง่าย จากหลากหลาย Platform ทุกที่ ทุกเวลา และเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Real Time
2) องค์กรที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย และลดความยุ่งยากในการจัดทำ Application
3) องค์กรที่ไม่มีบุคลากรด้านเทคนิคเป็นของตัวเอง และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลเซิร์ฟเวอร์ และการบำรุงรักษาอื่น ๆ
4) องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการทำ Paperless Organization เพราะสามารถดูข้อมูลทั้งหมดและทำงานผ่าน Web Application ได้เลย โดยไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาเป็นกระดาษ หรือลดจำนวนการพิมพ์ลง

 

ที่ไหน รับทำ Web Application บ้าง ?

 

มากกว่าการ รับพัฒนา Web Application .. I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล สามารถให้คำแนะนำ ช่วยวางกระบวนการทำงานในองค์กรของคุณให้ตอบโจทย์กับเทคโนโลยีที่จะนำเข้ามาใช้งาน พร้อมดูแลคุณตั้งแต่วันแรกที่เริ่มแผนงาน จนถึงหลังจากติดตั้ง และยังสามารถช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนาระบบ ให้ใช้งานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด

 

ตัวอย่าง Project ที่ I AM Consulting เคยมีประสบการณ์

– Enterprise web portal.
– Travelling Expense Claim Request and Approval
– Advance Request and Approval
– Payment Requisition and Approval
– Advance Clearing and Approval
– Petty cash Request and Approval
– Laboratory Information Management System
– Export Shipment Management System

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

6 เหตุผลที่บริษัทแบบ B2B ควรมีระบบ e-Tax สำหรับการบริหารจัดการเรื่องภาษี

ปัจจุบันไม่เพียงแค่ธุรกิจแบบ B2C เท่านั้นที่ปรับมาใช้ระบบภาษี e-Tax แต่ผู้ประกอบการธุรกิจแบบ B2B หลายองค์กร ก็ปรับมาใช้ ระบบภาษี e-Tax เช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็น Service Provider จากกรมสรรพากร ในการเป็นตัวแทนนำส่งเอกสารให้กรมสรรพากรโดยตรง ขอสรุป 6 เหตุผลที่ธุรกิจกิจแบบ B2B ควรทำระบบ e-Tax มาให้ฟังในบทความนี้

 

1. ลดความยุ่งยากในการจัดส่งใบกำกับภาษี


สำหรับธุรกิจแบบ B2B ที่มีคู่ค้าจำนวนมาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่สร้างความปวดหัวก็คือ การจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาในการพิมพ์ ใส่ซอง ติดแสตมป์ และจัดส่งให้คู่ค้าแล้ว หากต้องมีการแก้ไขข้อมูลภายหลัง ก็จะต้องเสียเวลาในการรับคืน ทำซ้ำอีกหลายรอบ การปรับมาใช้ระบบ e-Tax ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ ได้โดยตรง การแก้ไขข้อมูลในภายหลังหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็สามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลามากมายเหมือนแบบเก่า โดยสามารถจัดส่งในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้รับสามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที สะดวก รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ

 

2. เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ


การปรับมาใช้ระบบ e-Tax ทำให้กระบวนการทางภาษีมีความโปร่งใส ทั้งในสายตาของคู่ค้า และกับทางกรมสรรพากร จึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และแน่นอนว่าจะส่งผลทางการตลาด เพราะคู่ค้าย่อมต้องการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีการทำงานที่โปร่งใส เชื่อถือได้

 
3. ช่วยประหยัดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากร ให้บริษัทพัฒนาอย่างยั่งยืน


การใช้ระบบ e-Tax ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในทุกกระบวนการทางภาษีทั้งหมด ตั่งแต่การ จัดทำ จัดส่ง และจัดเก็บ อาทิเช่น ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าขนส่ง ค่าเช่าคลังเพื่อจัดเก็บเอกสารที่ต้องเก็บไว้ขั้นต่ำ 5 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นการลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น กระดาษ หมึกพิมพ์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน

 

4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน


ด้วยการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เป็นเอกสารเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถการเรียกออกมาดูเพื่อการสอบกลับได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกสารเสียหาย หรือสูญหาย และยังช่วยลดเวลาการทำงาน ช่วยให้ผู้รับผิดชอบสามารถนำเวลาไปพัฒนาทักษะด้านอื่นๆให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร

 

5. ข้อกำหนดและการสนับสนุนจากกรมสรรพากร


เป้าหมายของกรมสรรพากร 2 ปีต่อจากนี้ (ภายในปี พ.ศ. 2569) บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ทั้งหมด 100% จะต้องนำส่งข้อมูลธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-Tax Invoice / e-Tax Receipt และกรมสรรพากรมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังผู้ประกอบการทั้งหมดทั่วประเทศ ดังนั้นต่อให้ไม่เริ่มทำระบบ e-Tax ในวันนี้ ก็จะต้องทำในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ผู้ประกอบการจึงควรรีบศึกษาและดำเนินการเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่ออกมาเพื่อสนับสนุน อาทิเช่น การนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ โครงการ easy e-Receipt เป็นต้น

 

6. สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที


ปัจจุบันภาครัฐ โดยทุกภาคส่วนมีเป้าหมายในการนำประเทศไทยให้เข้าสู่การทำ Digital Transformation ซึ่งในอนาคตข้อมูลทุกอย่างจะถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางในรูปแบบดิจิทัล การประยุกต์ใช้ข้อกฎหมายต่างๆ รวมถึงกฎหมายด้านภาษีจากกรมสรรพากรเอง ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง การใช้ระบบ e-Tax ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นการยกระดับระบบของบริษัทในการเชื่อมโยงกับภาครัฐ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายภาษี บริษัทก็จะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

การทำระบบ e-Tax ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการจัดการด้านภาษีรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้องค์กรทำธุรกิจได้โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิผล และป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างดี

 

ปรึกษาเรื่องระบบ e-TAX กับ I AM Consulting 

 

I AM Consulting ไม่เพียงแค่ให้บริการในการติดตั้งระบบเท่านั้น เรายังพร้อมให้คำปรึกษาในการวางแผน การปรับกระบวนการต่างๆ ด้านภาษีของคุณให้ดียิ่งขึ้น ติดต่อเราวันนี้ เพื่อให้เราตอบคุณทุกข้อสงสัย
บริการ EZTax by I AM Consulting จะช่วยคุณในการทำ e-Tax แบบครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะเราตระหนักเป็นอย่างดี ว่าระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

4 แนวทาง ลดใช้กระดาษ ในองค์กร (less paper)

การลดใช้กระดาษในองค์กรไม่เพียงแต่เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงเท่านั้น แต่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรได้ด้วย ในบทความนี้ I AM จึงจะชวนไปพิจารณา 4 แนวทางสำหรับลดการใช้กระดาษในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

1) e-Tax invoice & e-Receipt

 

การทำระบบ e-Tax invoice & e-Receipt ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูง ในการลดการใช้กระดาษในกระบวนการการเงินขององค์กร ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินที่กลายเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความซับซ้อนในการจัดทำเอกสาร และนำส่งสรรพากร แถมยังง่ายต่อการเก็บรักษา และสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง

ปี 2566 ที่ผ่านมา อาจเป็นก้าวแรกของหลาย ๆ องค์กรในการเริ่มนำระบบ e-Tax invoice และ e-Receipt เข้ามาใช้ ด้วยแรงกระตุ้นจากโครงการ Easy e-Receipt ของรัฐบาล หากองค์กรของคุณพลาดโอกาสนี้ไป ยังสามารถเตรียมพร้อมไว้สำหรับโครงการในปีต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการทำระบบมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า อีกด้วย

 

2) Digital Signature

 

ระบบลงลายมือชื่อดิจิทัล ปัจจุบันถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการทำสัญญาและเอกสารต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาเพื่อลงนามทุกครั้ง ช่วยลดการใช้กระดาษในกระบวนการอนุมัติ และรับรองเอกสารได้อย่างดีเยี่ยม

Digital Signature ที่กฎหมายรองรับให้เป็นลายมือชื่อที่เชื่อถือได้ จะต้องสอดคล้องตามมาตรา 26 หรือ มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ เหมาะสำหรับเอกสารประเภทที่ต้องการความรัดกุมและมั่นคงปลอดภัยทางกฎหมายเพิ่มขึ้น เช่น เอกสารสัญญาซื้อ-ขายระหว่างบริษัท เอกสารกู้ยืมเงิน หรือเอกสารที่มีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองเจ้าของลายมือชื่อและคนที่ต้องเอาลายมือชื่อนี้ไปใช้ต่อ ว่าสามารถเชื่อถือได้อย่างแน่นอน
 

 

3) Enterprise Content Management

 

การใช้ระบบ Enterprise Content Management (ECM) บริหารข้อมูลขององค์กร เก็บรักษาข้อมูลในองค์กรไว้ที่ศูนย์กลาง ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ปลอดภัย เป็นระบบระเบียบ ช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงเอกสารได้ตามสิทธิ์การเข้าถึง ช่วยให้การค้นหาข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย สามารถเรียกใช้ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มการทำงาน ช่วยให้เกิดการทำงานแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) และช่วยลดการใช้กระดาษในกระบวนการทำงานเป็นอย่างมาก

 

4) Blockchain

การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้กับการธุรกรรมต่าง ๆ ขององค์กรนอกจากเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานแล้ว ยังช่วยลดกระดาษเป็นอย่างมา อาทิเช่น ระบบ Digital Certificate ที่ไม่ต้องปรินท์เอกสารออกมาเป็นใบรับรอง แต่จะถูกบันทึกไว้ในรูปแบบไฟล์บน Blockchain Network และมีลงนามด้วยระบบ Digital Signature ที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้ สามารถเก็บรวบรวม และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง

 

ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่การเป็นองค์กรไร้กระดาษ (Paperless Organization)

ทุกแนวทางข้างต้นนี้ I AM Consulting มีที่ทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล ลดการใช้กระดาษได้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ความท้าทายในงาน HR ยุคใหม่ : Insight จากงาน Cross Pollination

การดำเนินงานในการบริหารทรัพยากรบุคคลยุคปัจจุบันมีความท้าทายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่ง HR จำเป็นต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านพฤติกรรม วัฒนธรรมการทำงาน และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี่คือ 5 ความท้าทายสำคัญที่ได้รับการโหวตจาก HR กว่า 40 คนในงาน Cross Pollination ว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต

 

1) การทำงานแบบ Flexi Hour

เมื่อการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ การเข้างาน 9 โมงตรงเป๊ะ อาจไม่ตอบโจทย์คนทำงานในยุคนี้อีกต่อไป การทำงานแบบ Flexi Hour อาจเป็นอีกทางเลือกที่ HR ต้องจัดการให้เหมาะสม โดยการพัฒนานโยบายการทำงานให้เข้ากับความต้องการและบทบาทหน้าที่ของพนักงานทุกคน แต่ยังคงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้ได้

การกำหนด Management Policy เพื่อให้มีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นแต่ชัดเจน ต้องหารือร่วมกันเพื่อศึกษาว่าพนักงานกลุ่มใดสามารถทำงานแบบ Flexi Hour ได้บ้าง และสร้างข้อตกลงร่วมกัน

 

2) การทำงาน Work from Anywhere

หลังจากยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องยอมรับว่าเทรนด์การ Work from Anywhere ไม่ใช่เพียงแค่เป็นรูปแบบการทำงานเฉพาะกิจ แต่กลายมาเป็นวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ที่คนทำงานถวิลหา และกลายเป็นหนึ่งเหตุผลหลักในการเลือกทำงานของคนยุคใหม่ ความท้ายทายคือ HR จะทำอย่างไรให้พนักงานที่ทำงานคนละที่ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สามารถสื่อสารกัน และทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพ

บางองค์กรอาจใช้ Application เป็นสื่อกลาง (เช่น SODA) หรือ เราสามารถให้พนักงาน Work from Anywhere ได้ แต่อาจกำหนดให้มีวันเข้าออฟฟิศบ้าง และในวันที่เข้าออฟฟิศอาจจัดให้มีช่วงพักเบรกประมาณ 30 นาที เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกัน กิจกรรมลักษณะนี้สามารถช่วยให้มีความสนิทสนมกันมากขึ้น

 

3) การจัด Training สำหรับคนต่าง Gen

ลักษณะการทำงานของคนต่าง Generation เริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น ในมุมของ HR ที่ต้องจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำ Training ให้ตอบโจทย์และตรงใจคนในทุกๆ วัย

นอกจากการแบ่งกลุ่มตาม Generation แล้ว บางองค์กรยังมีการแบ่งกลุ่มคนตามจุดแข็ง (Strength) ลักษณะนิสัยการทำงาน หรือไลฟ์สไตล์ ความชอบ ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสนิทสนม ความเข้าใจ ข้าม Gen ได้มากขึ้น จากนั้นค่อยใช้เทคโนโลยี เช่น การนำ Gamification เข้ามาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมได้แบบไม่เคอะเขิน

 

4) การทำ Training และ Develop ให้แตกต่างและได้ Business Impact

การพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานไม่เป็นเพียงแค่เป็นการให้ความรู้เพิ่มเติมเท่านั้น แต่ HR ต้องมองว่าสามารถสร้างผลลัพธ์อะไรให้กับตัวพนักงานและองค์กรได้บ้าง การใช้รูปแบบเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้พนักงานรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม Training

อาจปรับรูปแบบการฝึกอบรมไปอยู่ในลักษณะของ Project Based ให้พนักงานได้ลงมือทำอะไรสักอย่างขึ้นมาจริง ๆ หรืออาจมีการปรับบทบาทของคนในองค์กร ให้ผู้บริหารลงมา Training ด้วย ก็จะช่วยทุกคนให้เห็นภาพทิศทางที่องค์กร ลดช่องว่างในการสื่อสาร และก้าวต่อไปด้วยกันได้ง่ายขึ้น

 

5) การสร้าง Psychological Safety

ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) เป็นอีกเป้าหมายที่สำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคล สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ, การรับฟัง, และการสนับสนุนจะทำให้พนักงานรู้สึกมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น ช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่องค์กร

วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างเกิดจาก Mindset ที่ดี ซึ่งพนักงานทุกคนต้องร่วมกันสร้าง แต่ในส่วนของ HR อาจช่วยได้อีกแรงด้วยเครื่องมือการรับฟัง Feedback เช่น การประเมิน 360 องศา เป็นต้น

I AM Consulting ไม่ใช่เพียงผู้พัฒนาระบบ HR แต่เรามีประสบการณ์ในการปรับกระบวนการทำงานทั้งด้าน HRM และ HRD ให้กับองค์กรชั้นนำต่างๆมากมาย เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของแต่ละองค์กร เราจึงมีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย และสามารถให้คำแนะนำได้อย่างรอบด้าน

 

สามารถพูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.