ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ กับผลทางกฎหมาย

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องการทำงานในหลายๆ ด้าน แต่บางองค์กรยังยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรับ-ส่งเอกสารแบบกระดาษ เพราะไม่มั่นใจว่าหากเกิดปัญหาต้องฟ้องร้องกันขึ้นมา เอกสารที่ถูกลงนามด้วย ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้หรือไม่?


หากดูตามข้อกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ แล้ว องค์กรสามารถมั่นใจได้เลยว่า การลงนามด้วยลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับการจรดปากกาลงนามบนกระดาษ อย่างแน่นอน
เพียงแต่จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับประเภทของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่เราเลือกใช้ซึ่ง I AM Consulting จะนำมาอธิบายให้เข้าใจกันในบทความนี้


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Signature ไม่ได้หมายถึง การเซ็นชื่อ อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การอัปโหลดรูปภาพลายเซ็น, การพิมพ์ชื่อเป็นตัวอักษร, การใช้ Username-Password บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น, หรือแม้กระทั่งการคลิกปุ่มยอมรับ ( Submit ) ในแบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น


โดยลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมี 3 องค์ประกอบนี้ 


1.    ระบุเจ้าของลายมือชื่อได้ว่าเป็นของใคร
2.    ระบุเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อต่อข้อความที่ลงนาม
3.    ใช้วิธีการที่เชื่อถือได้


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แต่ละประเภท กับผลทางกฎหมาย

 

•    ประเภทที่ 1 มาตรา 9 : ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป


การลงนามอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 9 นี้ เป็น e-Signature แบบทั่วไป ตามที่ได้นิยามไว้ข้างต้น เป็นวิธีที่เข้าใจง่าย สะดวก รวดเร็วที่สุด แต่หากเกิดข้อพิพาทขึ้น ผู้ที่ฟ้องร้องจะมีหน้าที่ในการหาวิธีการพิสูจน์ว่าการลงนามอิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม เช่น นาย A ยืมเงิน นาย B และได้ทำสัญญากันด้วยการเซ็นเอกสาร PDF ไว้ ต่อมานาย A ไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้นาย B และอ้างว่าลายเซ็นที่ลงนามไว้นั้นเป็นของปลอม ในกรณีนี้ หากนาย B ในฐานะเจ้าหนี้ ฟ้องร้องนาย A ซึ่งเป็นลูกหนี้ นาย B ที่จะต้องหาวิธีมายืนยันว่าลายเซ็นของนาย A นั้นเป็นของจริง

•    ประเภทที่ 2 มาตรา 26 : ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้
•    ประเภทที่ 3 มาตรา 28 : ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งใช้ใบรับรองที่ออกโดยผู้ให้บริการออกใบรับรอง


สำหรับการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ตาม มาตรา 26 และ 28 เราจะเรียกว่า Digital Signature หรือ การลงลายมือชื่อดิจิทัล ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ e-Signature แต่มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัยมากกว่า เพราะจะมีกระบวนการเข้ารหัส ( Encrypt ) ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสอบกลับการเปลี่ยนแปลงได้ ส่งผลให้ผู้ลงนามไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบจากข้อความที่ตนเองได้แสดงเจตนาในลงลายมือดิจิทัลไว้


หากเปรียบเทียบกับตัวอย่างเดิม แต่เปลี่ยนการลงนามจาก e-Signature แบบทั่วไป (มาตรา 9) มาเป็นการลงนามแบบดิจิทัล (มาตรา 26 และ 28)  เช่น นาย A ยืมเงิน นาย B และทำสัญญากันด้วยการเซ็นเอกสารผ่านระบบ Digital Signature ไว้ แล้วนาย A ไม่ยอมจ่ายคืน โดยอ้างว่าลายเซ็นเป็นของปลอม ในกรณีนี้จะเป็นหน้าที่ของนาย A ที่จะต้องหาวิธีมายืนยันว่าการลงนามดิจิทัลที่ได้ดำเนินการไว้เป็นของปลอม


การเลือกใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงหรือผลกระทบที่อาจทำให้ลายเซ็นไม่เป็นที่ยอมรับ เอกสารขององค์กรที่มีความสำคัญ เช่น เอกสารสัญญาซื้อ-ขายระหว่างบริษัท เอกสารกู้ยืมเงิน หรือเอกสารที่มีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง การใช้ Digital Signature จึงเป็นทางเลือกเหมาะสมมากกว่า


ระบบ Digital Signature ของที่ไหนดี ?


หากสนใจอยากทำระบบลงนามดิจิทัล I AM Consuting มี iZign  ซึ่งเป็นระบบ 1 เดียว ที่ปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องตามข้อกฎหมายทุกมาตรา ทั้ง มาตรา 9 26 และ 28 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการลงนามต่างๆ มี log เก็บไว้ สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดการใช้กระดาษ และหมึกพิมพ์ ลดการใช้พื้นที่จัดเก็บเอกสาร ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร และสามารถเชื่อมต่อกับระบบ ERP ต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่ออีกด้วย


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ iZign เพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่องระบบ iZign Digital Signature กับ I AM Consulting


เรามีความมั่นใจในระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ด้วยการใช้เทคโนโลยี PKI ที่มีความโปร่งใส สนับสนุนการลงนามดิจิทัลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงนามโดยบุคคลเดียว การลงนามร่วม และ การลงนามระหว่างบริษัท มาพร้อมบริการที่ครอบคลุม คอยดูแลในส่วนของการสร้างใบรับรอง และบริหารจัดการให้สอดคล้องตามพรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิส์ มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแนะนำ ให้คำปรึกษา รวมไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงานของท่าน


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ข้อดีของการทำ ECM  ( Enterprise Content Management ) ในองค์กร

องค์กรที่ทำงานไปสักระยะมักจะค้นพบว่ามีเอกสารจำนวนมากที่ต้องจัดเก็บ ยิ่งเป็นข้อมูลในรูปแบบกระดาษ ยิ่งต้องใช้เวลานานในการค้นหา และมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญหาย รวมไปถึงมีเอกสารที่เกิดขึ้นจากระบบการทำงานต่างๆหลายระบบ ทำให้การเข้าถึงเอกสาร, การเรียกเอกสารออกมาใช้งาน และการเชื่อมต่อการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม เกิดการติดขัด กระทบกับกระบวนการทำงานทุกภาคส่วนขององค์กร I AM Consulting จึงขอแนะนำการทำ ECM ที่สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ECM  หรือ Enterprise Content Management คือ ระบบการจัดการและเก็บรักษาข้อมูลในองค์กร โดยอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลมากกว่าเดิม เช่น

  • การจัดการไฟล์และบันทึก
  • การแคปเจอร์และสแกน
  • การแชร์ข้อมูลในหน่วยงานหรือภายนอก
  • การจัดการข้อมูลเว็บไซต์

ข้อดีของการทำ ECM

1) เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว

การทำ ECM จะเป็นการนำเอาเอกสารทั้งหมดเก็บไว้ที่ศูนย์กลาง ทำให้สามารถค้นหาข้อมูลเอกสารได้ง่าย และเชื่อมโยงไปสู่เอกสารที่เกี่ยวข้องได้ ทุกหน่วยงานในองค์กรสามารถเข้าถึงเอกสารได้ ทำให้ระบบการทำงาน เกิดความคล่องตัว ไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหาเอกสารจากแฟ้มอีกต่อไป

 

2) เพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูล

จัดเก็บข้อมูลบนระบบที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูง ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะสูญหาย และองค์กรยังสามารถกำหนดสิทธิในการเข้าถึงเอกสารได้ ทำให้สามารถเก็บรักษาเอกสารที่เป็นความลับได้ด้วย

 

3) พนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพ

พนักงานสามารถเรียกดูข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ลดข้อผิดพลาด และ ภาระหน้าที่การทำงานที่ซ้ำซ้อน อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เนื่องจากมีระบบรองรับการทำงานบนอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งมือถือ แท็บเล็ต อำนวยความสะดวกในการใช้งาน

 

4) ลดค่าใช้จ่ายในการเก็บเอกสาร

หากองค์กรมีเอกสารเป็นจำนวนมาก จะมีค่าใช้จ่ายด้านพื้นที่จัดเก็บค่อนข้างสูง การทำ ECM จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บเอกสาร ทำให้สามารถนำต้นทุนไปพัฒนาองค์กรในด้านอื่นๆ ได้

 

5) ช่วยให้องค์กรก้าวสู่การเป็น Paperless & Digital Organization

การทำ ECM สามารถ Integrate กับระบบใหม่ๆ ได้อย่างสะดวก เทคโนโลยีเข้ามาจะช่วย ปรับปรุงแก้ไขปัญหาการจัดการเอกสารแบบเดิมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรไร้กระดาษ และ Digital Transformation ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

ใช้ระบบอะไรในการทำ ECM ?


I AM Consulting เป็นพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของ OpenText เครื่องมือที่จะช่วยบูรณาการซอฟท์แวร์เอนเทอร์ไพรส์จากหลากหลายผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA , Oracle, Salesforce , Microsoft Office 365  หรือ ซอฟท์แวร์อื่นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบจัดการข้อมูลได้อย่างแนบเนียนและมีประสิทธิภาพ (Seamless Integration)


ปรึกษาเรื่อง ECM กับ I AM Consulting 


เราคือที่ปรึกษาและผู้พัฒนาระบบ Enterprise Content Management มาอย่างยาวนาน สามารถเข้ามาช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายพร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ข้อต้องพิจาณา ถึงเวลาของการ Migrate SAP

การทำ SAP Migration คือ การย้ายระบบงานจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งอาจจะรวมถึงฐานข้อมูลด้วย เช่น การย้ายระบบ SAP ปัจจุบันไปสู่ On-premise ใหม่หรือ Cloud ใหม่ เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายบางส่วน รวมถึงอัพเดตระบบให้ทันสมัย เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโต สร้างความสามารถด้านการแข่งขันนำหน้าคู่แข่งทางธุรกิจ


แล้วเมื่อไรล่ะ.. ที่องค์กรควรทำ SAP Migration? เราอาจสังเกตได้จากปัญหาที่พบในการทำงาน ดัง 5 ข้อที่ I AM Consulting จะยกมาในบทความนี้


1.    ฮาร์ดแวร์หมดอายุ 

เมื่อฮาร์ดแวร์หมดอายุ องค์กรต้องใช้งานระบบอยู่บนความเสี่ยง การทำงานอาจต้องหยุดชะงัก และมีปัญหามากมายตามมา เช่น ไม่มีพาร์ท Hardware ให้เปลี่ยนเมื่อเกิดปัญหา, การเพิ่มขนาดของ Resource ของ Hardware ไม่รองรับ เป็นต้น ดังนั้นการ Migration โดยการเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่ จะสามารถช่วยให้ทำงานได้อย่างไม่สะดุด และไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง


2.    ฮาร์ดแวร์รุ่นเก่ามีประสิทธิภาพที่ล้าสมัยและไม่รองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ

องค์กรเริ่มพบว่าฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานอยู่ไม่ตอบสนองต่อการทำงานในปัจจุบัน ไม่รองรับฟีเจอร์ที่ทันสมัย ทำให้ต้องทำงานอย่างยุ่งยาก และได้ผลลัพธ์ที่ล่าช้า หากต้องการย้ายระบบไปอยู่ในฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ก็สามารถทำ Migration ได้เช่นกัน


3.    ค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบสูงเกินไป

การทำ Migration ไปยังฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรได้ ทั้งค่า MA (Maintenance Service Agreement) ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุการใช้งาน รวมไปถึงการ Maintain Data Center สามารถปรึกษาทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับโซลูชั่นต่างๆ ได้เลย


4.    ไม่มีทีมซัพพอร์ต หรือ มีทีมแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ได้

Service Support ที่ใช้บริการอยู่ไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในทันที การทำ Migration ควรต้องมี Service Support รองรับการทำงานหลังย้ายระบบ เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินการอย่างไม่สะดุด


5.    ฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าไม่ผ่าน IT Audit

ฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานอยู่ไม่ผ่านการรองรับมาตรฐานจาก IT Audit ทำให้การทำงานขององค์กรไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงต้องเปลี่ยนย้ายข้อมูล เข้าสู่ระบบการทำงานใหม่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้


ปรึกษาเรื่องการทำ SAP Migration กับ I AM Consulting


ทีมงาน I AM Consulting ให้บริการ SAP Migration service อย่างครบวงจร มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน SAP Basis ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในการติดตั้งระบบ SAP ทั้งแบบ On-Premise และ On-Cloud ทำให้ทราบถึง ความต้องการของแต่ละองค์กรในการทำ SAP Migration


โดยเฉพาะ ในช่วงการหมดอายุของฮาร์ดแวร์ เราจะรายงานปัญหาให้ลูกค้ารับทราบก่อนเสมอ และเมื่อเกิดปัญหาหรือเหตุติดขัด เราก็พร้อมเข้าดูแลระบบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลใจ สามารถใช้งานระบบได้อย่างต่อเนื่อง เต็มประสิทธิภาพ

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้


โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

e-Tax service provider คืออะไร

การสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียงบริษัทละ 2 ท่าน


บทความนี้ I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax จะขอพาไปทำความรู้จักกับ e-Tax Service Provider ซึ่งเป็นรูปแบบการนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ผู้ซื้อสินค้า ผู้รับบริการ และ กรมสรรพากรที่ได้รับความนิยม เพราะผู้ประกอบการไม่ต้องการลงทุนหรือพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์ด้วยตนเอง


e-Tax Service Provider คืออะไร

e-Tax Service Provider คือ ผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ แทนผู้ประกอบการ ด้วยระบบรับส่งข้อมูลที่เชื่อมต่อกับระบบข้อมูลของกรมสรรพากร ที่มีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย


แต่ในปัจจุบันนอกจากการนำส่งแล้ว e-Tax Service Provider บางแห่งก็สามารถให้คำปรึกษา พร้อมจัดทำ และ เก็บรักษา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และพนักงานได้ด้วย


e-Tax service provider ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

ต้องมีคุณสมบัติตามแนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 15) เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำ ส่งมอบ และเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้


1) เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่งมีฐานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/ 1(5) แห่งประมวลรัษฎากร โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

2) ต้องไม่มีประวัติการออกใบกำกับภาษีหรือใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร

3) กรรมการหรือผู้มีอำนาจจัดการ ไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ถูกพิทักษ์ทรัพย์, (เคย) ล้มละลาย และยังไม่พ้น 2 ปี นับแต่ยกเลิก หรือปลดจากการล้มละลาย หรือเคยได้รับโทษจำคุกในคดีอาญาซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด

4) ต้องมีประสบการณ์หรือมีขีดความสามารถในการให้บริการระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับการรับส่งข้อมูล หรือเป็นผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ในการรับส่งข้อมูล

5) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานของทางราชการ และได้แจ้งเวียนชื่อแล้วหรือไม่เป็นผู้ได้รับผลของการสั่งให้นิติบุคคลหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ทิ้งงานตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ

6) มีระบบสารสนเทศที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือตามข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศสำหรับผู้ให้บริการจัดทำ ส่งมอบและเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (INFORMATION SECURITY FOR DATA MESSAGE GENERATION, TRANSFER AND STORAGE SERVICE PROVIDERS) (ขมธอ. 21-2562) ลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562 และมีหลักฐานผ่านการรับรองระบบสารสนเทศจากหน่วยงานรับรองตามที่กรมสรรพากรกำหนด

7) ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และผู้ออกใบรับอิเล็กทรอนิกส์ และได้จัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นปกติธุระทางธุรกิจ


อ่านโดยละเอียด คลิกที่นี่


3 วิธีพิจารณา ก่อนเลือก e-Tax Service Provider

1 ดูใบรับรอง


หาก e-Tax Service Provider เจ้านั้นผ่านการรับรองจากกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้วจะต้องมี ETDA certified service provider เพื่อยืนยัน และ อาจมี ISO/IEC 27001 certified มาประกอบ เพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานและความปลอดภัย ใบรับรองจะมีหน้าตาตามภาพตัวอย่างด้านล่างนี้



2 ดูระบบและการให้บริการ


เลือกระบบที่สามารถรองรับธุรกรรมในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการขององค์กรได้ หากมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการให้คำปรึกษาตั้งแต่กระบวนการแรก ไปจนถึงหลังติดตั้ง ก็จะช่วยให้การทำงานเป็นไปได้ตามแผนการและเป้าหมายที่วางไว้

3 ดูความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้งานจริง


เลือก e-Tax Service Provider ที่มีประสบการณ์ เช่น ระบบ EZTax ที่ปัจจุบันมีพาร์ทเนอร์ใช้งานอยู่มากมายทุกอุตสาหกรรม และจัดทำ e-Tax Invoice/e-Receipt ไปมากกว่า 400 ล้านฉบับ


ปรึกษาเรื่องระบบ e-Tax กับ I AM Consulting 


เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ข้อดี ที่จะมี SAP S4 HANA On-Cloud เป็น Digital Core ขององค์กร

จะมี Digital Core ขององค์กร ทั้งที ต้องเลือกระบบ ERP ที่ดีที่สุด! SAP S/4 HANA ON CLOUD จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว ยังมีข้อดีอีกมากมาย ซึ่ง I AM Consulting รวบรวมไว้ให้ในบทความนี้แล้ว


รู้จัก SAP S/4 HANA On-Cloud กันก่อน


SAP S/4HANA  คือ ระบบ ERP ของ SAP หนึ่งในผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ERP ชั้นนำ ถูกพัฒนามาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก โดย SAP SAP S/4HANA On-Cloud จะสามาถแบ่งได้อีก 2 รูปแบบ คือ Private และ Public ( สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ระบบ SAP On-Cloud Private VS Public แบบไหนที่ใช่สำหรับองค์กร )


ข้อดี SAP S/4 HANA On-Cloud

 

1 ผู้บริหารและพนักงานทั่วไปใช้งานระบบได้ง่าย


แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ก็สามารถใช้งาน SAP S/4 HANA ON CLOUD ได้ไม่ยาก เพราะถูกออกแบบหน้าตาระบบโดยการใช้ SAP Fiori ที่คำนึงถึง UX/UI ( User Experience / User Interface ) เป็นสำคัญ ทำให้ลดความซับซ้อน ใช้งานง่ายขึ้น และปรับแต่งให้เข้ากับรูปแบบธุรกิจต่างๆ ได้ 

 

2 เข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น


SAP S/4 HANA ใช้การทำงานบนฐานข้อมูลใหม่อย่าง In-Memory Database ทำให้มีศักยภาพในการอ่านและประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว มาพร้อมความสะดวกสบาย รองรับการใช้งานได้ทุก Devices ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต มือถือ ทำให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้แบบเรียลไทม์

 

3 ได้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ


SAP S/4 HANA On-Cloud ถือเป็นระบบ ERP ทำงานบน Cloud ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในตัว ทั้งเทคโนโลยี AI และ Machine Learning นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา Version ใหม่อยู่เสมอเพื่อรองรับฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ๆ องค์กรจะได้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่ซึ่งช่วยสร้างข้อได้เปรียบในเชิงธุรกิจ


•     ผู้ใช้งาน Private Cloud สามารถตัดสินใจ Upgrade version ได้ด้วยตัวเอง
•    ผู้ใช้งาน Public Cloud จะมีการ Upgrade Automation ในทุกไตรมาส โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

4 ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายบานปลาย


ช่วยลดต้นทุนโดยรวม เช่น การดูแลรักษาระบบ server  โดย SAP จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลทั้งการดำเนินการ บำรุงรักษา ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมไปถึงมี การคำนวณ user license (Full Usage Equivalent-FUE) ด้วยหลักการที่มีความยืดหยุ่นขึ้น อ้างอิงการคิดจำนวน User ID ตามประเภทการใช้งาน  ทำให้องค์กรสามารถปรับเพิ่มหรือลดจำนวนผู้ใช้งานตามประเภทการใช้งานโดยมีจำนวน FUE เท่าเดิม สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น 

 

5 ช่วยให้องค์กรเป็นระบบ และมีความน่าเชื่อถือ


ข้อมูลถูกรวบรวมไว้ที่เดียวไม่กระจัดกระจาย สามารถกำหนดสิทธิ์ผู้เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ กระบวนการทำงานทุกฝ่ายมีมาตรฐาน มีการบันทึกประวัติการทำงาน ป้องกันการทุจริต ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน และป้องกันความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ตรงกัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าหรือผู้ลงทุน


ทุกวินาทีในโลกธุรกิจคือการแข่งขัน การเลือก Digital Core ที่ทรงประสิทธิภาพ จะช่วยเร่งให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนนำหน้าคู่แข่งไปได้อย่างรวดเร็ว และ I AM Consulting พร้อมเคียงข้างให้คำปรึกษา และช่วยนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับองค์กรของคุณ


ปรึกษาเรื่อง SAP On-Cloud กับ I AM Consulting 


I AM Consulting เป็นผู้ Implement ระบบให้กับ SAP เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

4 สัญญาณเตือนว่าต้องเปลี่ยนระบบ HR มาใช้ SAP SuccessFactors

เพราะพนักงานคือ ฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร ระบบ HR ที่มีมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม I AM Consulting ขอชวนมาพิจารณา 4 สัญญาณเตือน หากคุณกำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่  ระบบ HR เดิมอาจไม่สามารถรองรับการเติบโตขององค์กร และถึงเวลาที่ต้องทำ HR Digital Transformation ได้แล้วล่ะ!


สัญญาณเตือนที่ 1 การทำงานส่วนต่างๆ ไม่เชื่อมโยงกัน


นอกจากจะต้องหาคนเข้ามาทำงานในองค์กรแล้ว ฝ่าย HR ยังต้องดูแล บริหารจัดการกับข้อมูลต่างๆ ทั้งเอกสารประวัติพนักงาน สิทธิ์สวัสดิการของพนักงาน การลงเวลาทำงาน และประมวลผลเงินเดือน เป็นต้น หากระบบของท่านไม่เชื่อมโยงกัน นั่นมีโอกาสที่ข้อมูลที่แต่ละส่วนงานนำไปใช้อาจไม่ถูกต้องได้


SAP SuccessFactors จะเข้ามาช่วยให้การทำงานภายในองค์กรของท่านคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากทำงานอยู่บนระบบเดียวกันแบบครบวงจร ตั้งแต่การสรรหาพนักงานใหม่ การพัฒนาบุคลากร การประเมินผล การปรับขึ้นเงินเดือน ไปจนถึง การประมวลเงินเดือน ซึ่งจะช่วยให้การจัดการข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อสามารถทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากข้อมูลทุกอย่างอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่ต้องข้ามระบบไปมาให้ยุ่งยากและเสียเวลา


สัญญาณเตือนที่ 2 ระบบที่ใช้งานอยู่ไม่มี self service


ในยุคที่การเข้าถึงเทคโนโลยีและดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากพนักงานยังไม่สามารถดูแลหรือตรวจสอบข้อมูลต่างๆได้ด้วยตนเอง นอกจาก workload ของงานจะมาตกอยู่กับ HR แล้ว พนักงานอาจจะรู้สึกยุ่งยากกับการต้องรอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตนเองต้องการ ดังนั้นการมีระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย (User Friendly) และพนักงานสามารถเข้าไปจัดการข้อมูลบางส่วนได้ด้วยตนเอง เช่น การแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของตนเอง ขอลา เบิกสวัสดิการ ดูสลิปเงินเดือน เป็นต้น จะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยให้ HR จัดการข้อมูลทุกอย่างให้ และปัญหาคอขวดที่ HR จะหมดไป


สัญญาณเตือนที่ 3 ระบบไม่รองรับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) 


หลังวิกฤติ Covid-19 หลายองค์กรปรับนโยบายการทำงานในรูปแบบ Hybrid หรือ Work from Anywhere มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการปรับตัวให้ตามเทรนด์นี้ ย่อมต้องมีการเตรียมความพร้อมที่ดี หากใช้งาน SAP SuccessFactors ฝ่าย HR และพนักงาน จะมีระบบที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา รองรับการทำงานได้จากทุกอุปกรณ์ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา การเข้าออฟฟิศเพื่อมาทำงานจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป 


สัญญาณเตือนที่ 4 ระบบ HR ที่ใช้อยู่ล้าสมัย และไม่สามารถปรับให้ทันสมัยตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกดิจิทัล


หากระบบ HR ที่ท่านใช้งานอยู่ไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นาน งาน HR จะถึงทางตัน และเกิดผลกระทบกับองค์กรได้ จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกดิจิทัล ตัวช่วยที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็คือ  SAP SuccessFactors เพราะองค์กรจะได้ใช้ระบบที่มีความทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจาก SAP SuccessFactors จะมี Release ใหม่ทุกครึ่งปี เพื่อพัฒนาระบบให้เป็นไปตาม HR Trend และมี Feature/Function เพิ่มเติมที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา โดยผู้ใช้งานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 


SAP SuccessFactors ถือเป็น Global Software ที่ได้รับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับโลก มีผู้ใช้งานในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ การลงทุนเป็นในรูปแบบ Subscription Model ไม่ต้องลงทุน Infrastructure หรือ Hardware ให้ยุ่งยาก มาพร้อมกับบริการที่ครอบคลุมทุกกระบวนการ จึงช่วยให้การทำงานของฝ่าย HR สะดวกสบายขึ้น และเพิ่มโอกาสให้องค์กรของคุณได้อีกหลายด้าน 


ปรึกษาเรื่อง ระบบ HR กับ I AM Consulting 


I AM Consulting เป็นผู้พัฒนาระบบ SAP SuccessFactors เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานไปกับ ระบบ HR Solutions ที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น ตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศ เราพร้อมสนับสนุนให้องค์กรของคุณสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

e-Signature กับ Digital Signature คืออะไร ต่างกันยังไง

ยุคดิจิทัลแบบนี้ต้องยอมรับว่ามีหลายหน่วยงานทั่วโลกที่ไม่ได้เซ็นเอกสารบนกระดาษอีกต่อไป และหันมาใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด แต่ทั้งองค์กรหรือคู่ค้าบางราย อาจยังไม่เข้าใจว่า e-Signature กับ Digital Signature คืออะไร และ มีข้อแตกต่างกันยังไง แล้วองค์กรจะเลือกใช้งานแบบใดจึงจะเหมาะสม สามารถอ่านสรุปได้จากบทความของ I AM Consulting ตามด้านล่างนี้


e-Signature


e-Signature คือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป ย่อมาจาก Electronic Signature โดยจะอยู่ในรูปแบบของ การเซ็นชื่อ, การอัปโหลดรูปภาพลายเซ็น, การพิมพ์ชื่อเป็นตัวอักษร, การใช้ Username-Password บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น, หรือแม้กระทั่งการคลิกปุ่มยอมรับ ( Submit ) ในแบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น

e Signature

e-Signature ที่กฎหมายรองรับ ( กฏหมายมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ ) จะต้องมี 3 องค์ประกอบนี้ 


1.    ระบุเจ้าของลายมือชื่อได้ว่าเป็นของใคร
2.    ระบุเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อต่อข้อความที่ลงนาม
3.    ใช้วิธีการที่เชื่อถือได้


แม้ว่า e-Signature จะได้รับการรับรองตามกฎหมาย และเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการปลอมแปลงได้ง่ายเช่นกัน จึงเหมาะกับการนำไปใช้กับเอกสารที่ไม่ได้สำคัญมากเเละไม่ได้มีความเสี่ยงสูง เช่น ใบลา ใบขออนุมัติ ใบเบิกจ่าย ที่ใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น เป็นต้น


Digital Signature


Digital Signature หรือ การลงลายมือชื่อดิจิทัล คือรูปแบบหนึ่งของ e-Signature แต่มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัยมากกว่า เพราะจะมีกระบวนการเข้ารหัส ( Encrypt ) ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันตัวเจ้าของลายมือชื่อ ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงการทำให้เจ้าของลายมือชื่อไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดจากข้อความที่ตนเองได้แสดงเจตนาในการลงลายมือชื่อได้ด้วย

Digital Signature ที่กฎหมายรองรับให้เป็นลายมือชื่อที่เชื่อถือได้ จะต้องสอดคล้องตามมาตรา 26 หรือ มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ ด้วย โดยมีเนื้อหาดังนี้
1.    ต้องมีการเข้ารหัสลับ ( Encrypt ) ที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของลายมือชื่อและข้อความอิเล็กทรอนิกส์ได้ 
2.    ขณะลงนาม เจ้าของข้อมูลเป็นผู้ควบคุมการลงนามของตัวเอง โดยไม่โดนคนอื่นมาสวมรอยหรือบังคับให้ทำ
3.    มีระบบที่น่าเชื่อถือออกใบรับรองให้


ดังนั้น Digital Signature จึงเหมาะกับเอกสารประเภทที่กฎหมายต้องการความรัดกุมและมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น เอกสารสัญญาซื้อ-ขายระหว่างบริษัท เอกสารกู้ยืมเงิน หรือเอกสารที่มีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองเจ้าของลายมือชื่อและคนที่ต้องเอาลายมือชื่อนี้ไปใช้ต่อ ว่าสามารถเชื่อถือได้อย่างแน่นอน 


ระบบ Digital Signature ของที่ไหนดี ?


หากสนใจอยากทำระบบลงนามดิจิทัล I AM Consuting มี iZign  ซึ่งเป็นระบบ 1 เดียว ที่ปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องตามข้อกฎหมายทุกมาตรา ทั้ง มาตรา 9 26 และ 28 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการลงนามต่างๆ มี log เก็บไว้ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดการใช้กระดาษ และหมึกพิมพ์ ลดการใช้พื้นที่จัดเก็บเอกสาร รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสารด้วย 


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ iZign เพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่องระบบ iZign Digital Signature กับ I AM Consulting 


เรามีความมั่นใจในระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ด้วยการใช้เทคโนโลยี PKI ที่มีความโปร่งใส สนับสนุนการลงนามดิจิทัลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงนามโดยบุคคลเดียว การลงนามร่วม และ การลงนามระหว่างบริษัท มาพร้อมบริการที่ครอบคลุม คอยดูแลในส่วนของการสร้างใบรับรอง และบริหารจัดการให้สอดคล้องตามพรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิส์ มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแนะนำ ให้คำปรึกษา รวมไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงานของท่าน


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

RPA คืออะไร เจาะลึก 5 ตัวอย่างการใช้งานจริงในองค์กร

Digital Transformation เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรชั้นนำยกให้มีความสำคัญอันดับต้นๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ และ RPA ก็เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเพราะองค์กรต่างๆ เล็งเห็นความสำคัญว่าพนักงานควรมีเวลาทำงานที่มีคุณค่ามากกว่างาน Routine ซ้ำๆ จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ I AM Consulting ต้องขอยกมาพูดคุยกันในบทความนี้


Robotic Process Automation (RPA) คืออะไร?


Robotic Process Automation หรือ RPA คือ เทคโนโลยีสำหรับการสร้างซอฟต์แวร์บอท เพื่อทำงานแบบอัตโนมัติบนระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกออกแบบกระบวนการ (Process) และขั้นตอน (Workflow) เพื่อจะเข้ามาช่วยในการทำงานรูปแบบเดิมๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดให้น้อยลง เช่น Rule Engine และ Document Extraction (OCR)


RPA ทำอะไรได้บ้าง?

ตัวอย่างการใช้งานในฝ่าย HR

  • การนำ RPA มาใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลของพนักงานใหม่ หรือ พนักงานเดิมที่มีการปรับตำแหน่ง จากเดิมที่ต้องให้ฝ่าย HR ไปรวบรวมข้อมูลมาคีย์เข้าระบบแบบ manual หลังจากที่นำ RPA เข้ามาใช้งานแล้ว บอทสามารถเข้าไปดึงข้อมูลและนำเข้าระบบได้โดยอัตโนมัติ
  • การนำ RPA ช่วยในการคัดกรองผู้สมัครงานเบื้องต้น โดยให้บอทค้นหาคีย์เวิร์ดสำคัญในแต่ละ CV/Resume รวมถึงให้น้ำหนักคะแนนของแต่ละคีย์เวิร์ดตามที่ผู้ใช้กำหนด และบอทจะมีการสรุปรายงานผลคะแนนให้ผู้ใช้นำไปพิจารณาในการคัดเลือกผู้สมัครงานอีกครั้ง
  • การนำ RPA มาใช้ส่งอีเมลแจ้งเตือนต่างๆ แก่พนักงาน เช่น บริษัทที่มีรอบการประเมินผลงานพนักงานตามวันครบรอบเข้าทำงาน หากไม่ได้ใช้ RPA ในทุกวันฝ่าย HR จะต้องเข้าไปตรวจสอบรายชื่อและส่งอีเมลแจ้งเตือนถึงพนักงานที่ครบรอบการประเมิน บอทจึงเข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลพนักงานและทำการส่งอีเมลไปยัง พนักงาน หัวหน้างาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างการใช้งานในฝ่ายขาย

  • การใช้ RPA ในการสร้างใบคำสั่งขาย (Sale Order) เมื่อมีบริษัทลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา โดยที่ใบคำสั่งซื้อ (Purchase Order) อยู่ในรูปแบบของบริษัท ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้กับระบบ ERP ขององค์กรได้ทันที จากเดิมที่พนักงานต้องเข้าไปตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลายขั้นตอน เมื่อใช้งาน RPA จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการ พร้อมสร้างใบคำสั่งขาย และยังสามารถดาวน์โหลดรายงานรวมถึงส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังคลังสินค้าได้ด้วย

ตัวอย่างการใช้งานในฝ่ายบัญชี

  • การใช้ RPA บันทึกบัญชีเพื่อตั้งหนี้ในระบบ สำหรับพนักงานขายหรือส่วนงานอื่นๆ ที่ต้องการเบิกค่าโทรศัพท์ที่ใช้ในการทำงาน และต้องนำ Invoice มาเบิกกับฝ่ายบัญชี หากเป็นกระบวนการทำงานรูปแบบปกติฝ่ายบัญชีต้องนำข้อมูลในใบเสร็จมาอ่านและตั้งหนี้ในระบบด้วยตัวเอง เมื่อใช้งาน RPA บอทจะช่วยอ่านไฟล์ Invoice (รูปแบบ PDF) พร้อมตั้งหนี้ในระบบให้โดยอัตโนมัติ


ระบบ SAP Intelligent Robotic Process Automation (SAP iRPA) 


นอกจากระบบ ERP ของ SAP ที่ได้รับความนิยมแล้วยังมี ระบบ iRPA ที่มีความโดดเด่นด้านการทำงานอัตโนมัติ ปรับแต่งการทำงานของหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกระดับ ช่วยรักษามาตรฐานการทำงานให้สม่ำเสมอ และมีคุณภาพสามารถออกแบบการทำงานเชื่อมต่อได้ทั้งระบบของ SAP และระบบภายนอกได้อย่างอิสระ


ปรึกษาเรื่องระบบ SAP iRPA กับ I AM Consulting


I AM Consulting สามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย IT Solution มากมาย ที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถสนับสนุนให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 คำถามพบบ่อย ระบบทำ ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ ( e-Tax invoice )


Deprecated: str_replace(): Passing null to parameter #1 ($search) of type array|string is deprecated in /home/iamconsulting_cp/htdocs/www.iamconsulting.co.th/wp-content/plugins/shortpixel-image-optimiser/class/Controller/Front/PictureController.php on line 241

ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในโลกธุรกิจ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใครที่ปรับตัวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลก่อน ก็ได้เปรียบมากกว่า ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เพราะนอกจากจะมีมาตรการ ช้อปดีมีคืน 2566 ที่กระตุ้นให้ผู้ซื้อเลือกซื้อสินค้ากับร้านที่มี e-Tax เพื่อจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีมากกว่าแล้วนั้น บริษัทยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนและใช้บริการระบบ ไปหักรายจ่ายได้ 2 เท่า อีกด้วย ( ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 )


หากบริษัทของท่านกำลังมองหาระบบ และอยากเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสเข้าร่วมโครงการจากทางรัฐบาลในปีต่อไป แต่ยังมีคำถามอยู่หลายส่วน I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax ซึ่งได้การรับรองการเป็น Service Provider สำหรับการเป็นตัวแทนการนำส่งเอกสารผ่านระบบเข้าไปที่กรมสรรพากรโดยตรง จึงขอรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบให้หายคาใจไว้ในบทความนี้เลย


5 คำถามพบบ่อย ระบบทำ ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ ( e-Tax invoice )

 

1)    ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร


ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ที่ผู้ประกอบการสามารถจัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์  ( XML File, PDF File ) พร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) หรือ ประทับรับรองเวลา ( Time Stamp ) ก่อนส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ และกรมสรรพากร รวมถึงสามารถเก็บรักษาข้อมูลในรูปแบบออนไลน์ แทนการใช้กระดาษแบบเดิม

2)    บริษัทอยากทำระบบ e-Tax ต้องทำอะไรบ้าง


สิ่งที่บริษัทต้องเริ่มทำ ก่อนใช้งานระบบ e-Tax มี 2 สิ่งหลักๆ คือ จัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ ( Certification Authority: CA ) และ ยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งท่านสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ในบทความนี้ บริษัทอยากทำ E-tax invoice / E-receipt เริ่มยังไงดี?

 

3)    บริษัทต้องเลือกใช้ระบบรูปแบบใดถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจ


ปัจจุบันทางกรมสรรพากร มีระบบ e-Tax อยู่ 2 รูปแบบ คือ e-Tax invoice และ e-Tax invoice by email ซึ่งบริษัทจะต้องเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีความแตกต่างกันดังนี้

ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์

( * หมายเหตุ ระบบ EZTax จะรองรับแค่รูปแบบ e-Tax invoice เท่านั้น )


ข้อแตกต่างที่เด่นชัดที่สุด คือ ข้อจำกัดด้านรายได้ รวมถึง รูปแบบการทำงาน e-Tax Invoice  เป็น ระบบ Automation ที่ช่วยลดภาระการทำงาน ส่วน e- Tax Invoice by email นั้นเป็นระบบแบบ Manual ต้องทำไฟล์ทีละเอกสารแล้วส่ง E-mail ทีละ 1 เอกสาร และต้องหาที่เก็บเอกสารหลังจากที่ได้รับ E-mail กลับมาแล้ว
เมื่อพิจารณาจาก 2 ปัจจัยนี้แล้ว การใช้ระบบ e-Tax invoice เต็มรูปแบบก็น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า เพราะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น และ หากในอนาคต บริษัทมีรายได้มากกว่า 30 ล้านบาท การยกเลิกรูปแบบ e-Tax Invoice by E-mail แล้วไปเริ่มขอยื่นแบบ e-Tax Invoice ใหม่ จะทำให้เกิดความยุ่งยากด้วย

 

4)    หากใช้ระบบรูปแบบ e-Tax invoice ต้องนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรยังไง


หากบริษัทของท่านไม่ต้องการพัฒนาระบบงานด้วยตนเอง สามารถเลือกส่งข้อมูลในรูปแบบ Service Provider ( ผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ) โดย EZTax ได้เลย ระบบของเราสามารถทำงานได้ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดทำเอกสาร นำส่ง และเก็บข้อมูล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด มีประสิทธิภาพ เข้ากันได้กับระบบ ERP ทุกรูปแบบ


เราเป็นระบบ e-Tax รายแรกๆ ของประเทศไทย มีพาร์ทเนอร์ที่ใช้งาน EZTax อยู่มากมายทุกอุตสาหกรรม และจัดทำ e-Tax Invoice/e-Receipt ไปมากกว่า 400 ล้านฉบับ จึงสามารถมั่นใจได้ว่า ท่านจะทำงานได้ตรงตามคุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนดทั้งหมด

5)    การจัดเก็บเอกสารตามกฎหมายมีอะไรบ้าง


แม้ว่าจะไม่ใช่รูปแบบกระดาษ แต่บริษัทก็ยังคงจำเป็นจะต้องเก็บรักษาเอกสารไว้ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้


(1) ต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง
(2) อยู่ในรูปแบบเดียวกับตอนที่สร้าง ส่ง หรือได้รับข้อมูลนั้น หรือ อยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงข้อความที่สร้าง ส่ง หรือได้รับ ให้ปรากฏอย่างถูกต้องได้
(3) ได้เก็บรักษาข้อความส่วนที่ระบุถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง และปลายทางของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนวันและเวลาที่ส่งหรือได้รับข้อความดังกล่าว ถ้ามี และต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี กรณีอยู่ระหว่างการตรวจสอบภาษีอากรจะต้องเก็บไว้จนกว่าการตรวจสอบภาษีอากรจะแล้วเสร็จ


หากทำงานผ่านระบบของ EZTax ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บไว้บน Cloud ซึ่งมีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐานสากล และสามารถเรียกค้นข้อมูล เพื่อนำมาประมวลผลได้อย่างง่ายดาย


ปรึกษาเรื่องระบบ E-TAX กับ I AM Consulting 


เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

MOVE SAP ECC6.0 ไปยัง RISE with SAP ดีไหม มีเรื่องอะไรที่องค์กรต้องพิจารณา

หลายๆ องค์กรคงทราบกันดีแล้วว่า SAP ได้มีประกาศจะหมด Mainstream Maintenance สำหรับระบบ SAP ECC6.0 และกำลังสับสนว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป วันนี้ทาง I AM Consulting จึงสรุปข้อมูลสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแก่องค์กรได้ ตามไปดูกันได้เลย


จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ SAP ECC6.0 หมด Mainstream Maintenance ?

 

SAP ECC6.0


• SAP ECC6.0 EHP0 ถึง EHP5 จะหมด Mainstream Maintenance ในปี 2025
• SAP ECC6.0 EHP6 ถึง EHP8 จะหมด Mainstream Maintenance ในปี 2027

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ SAP หมด Mainstream Maintenance


1) เข้าสู่ Client Specific maintenance โดยมีค่าใช้จ่ายบางส่วน
2) ต้องรับความเสี่ยง หากเกิด BUG หรือจากกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านกฏหมาย หรือข้อกำหนดในประเทศไทย จะไม่มีการปรับปรุงให้รองรับ
3) ไม่รองรับการซัพพอร์ตเต็มรูปแบบ
4) ไม่มี SLA รองรับ
5) การอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ มีข้อจำกัด


ข้อดี-ข้อจำกัด ของการอัปเกรดไปเป็น SAP S4/HANA


ไม่ว่า SAP ECC6.0 EHP เวอร์ชั่นปัจจุบันที่องค์กรใช้งานอยู่จะเป็นเวอร์ชั่นใด ก็สามารถ Move ไปเป็น Rise with SAP ได้ .. แต่จะอัปเกรดดีไหม? I AM Consulting สรุปข้อดี พร้อมข้อจำกัดมาให้ตามภาพด้านล่าง

 


ข้อดี


SAP S/4HANA เป็นซอฟต์แวร์ ERP รุ่นใหม่ล่าสุดของ SAP จึงเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูง มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่พัฒนาจากประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น IoT และ Machine Learning จึงมีการเข้าถึงข้อมูล ดึงรีพอร์ต และวิเคราะห์ได้รวดเร็วกว่า สามารถเชื่อมต่อธุรกิจกับโลกดิจิทัลได้อย่างยอดเยี่ยม และให้การซัพพอร์ตระบบอย่างเต็มรูปแบบยาวไปถึงปี 2040

 

ข้อจำกัด


การอัปเกรดไปเป็น SAP S/4HANA สำหรับองค์กรแล้วอาจถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และ ต้องทำสัญญาใหม่ รวมถึงใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5-12 เดือน หากเริ่มดำเนินการเร็วก็จะช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด แต่จะการอัปเกรดครั้งนี้จะคุ้มค่าเท่าใด อาจพิจารณาเพิ่มเติมได้ตาม 6 ข้อต่อไปนี้


6 CHECKLIST ช่วยพิจารณาก่อนตัดสินใจอัปเกรดไปเป็น SAP S4/HANA

 


1.    SAP ECC Version ปัจจุบันขององค์กร และการ End of Mainstream Maintenance ของ SAP ECC
2.    โครงการอื่นๆ ด้าน IT ที่กำลังดำเนินการอยู่
3.    Pain-Point ด้านการดำเนินการของ IT ในองค์กร (Hardware, Software, Operation)
4.    แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ เพื่อพิจารณาถึงการขยายตัวขององค์กรที่จะส่งผลต่องานด้าน IT (Hardware, Software, Operation, Report)
5.    ระยะเวลาที่ยอบรับได้ของการปิดระบบงานสำหรับพัฒนาและปรับปรุงระบบงาน SAP
6.    นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ SAP ที่มีความต้องการใช้งานในอนาคต


ทั้งนี้สำหรับองค์กรที่ใช้ SAP ECC6.0 และยังมีข้อสงสัยว่าควรตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่าจะติดตั้งระบบกับทาง I AM Consulting มาก่อนหรือไม่ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ มอบ Service Model หรือ IAM Managed Service ที่จะมาช่วยดูแลรักษาระบบงานในปัจจุบันหรืออนาคต ให้มีความเสถียรและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยตอบโจทย์ขององค์กรอย่างแท้จริง


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

 

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.