4 สัญญาณเตือนว่าต้องเปลี่ยนระบบ HR มาใช้ SAP SuccessFactors

เพราะพนักงานคือ ฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร ระบบ HR ที่มีมาตรฐาน จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม I AM Consulting ขอชวนมาพิจารณา 4 สัญญาณเตือน หากคุณกำลังเจอปัญหาเหล่านี้อยู่  ระบบ HR เดิมอาจไม่สามารถรองรับการเติบโตขององค์กร และถึงเวลาที่ต้องทำ HR Digital Transformation ได้แล้วล่ะ!


สัญญาณเตือนที่ 1 การทำงานส่วนต่างๆ ไม่เชื่อมโยงกัน


นอกจากจะต้องหาคนเข้ามาทำงานในองค์กรแล้ว ฝ่าย HR ยังต้องดูแล บริหารจัดการกับข้อมูลต่างๆ ทั้งเอกสารประวัติพนักงาน สิทธิ์สวัสดิการของพนักงาน การลงเวลาทำงาน และประมวลผลเงินเดือน เป็นต้น หากระบบของท่านไม่เชื่อมโยงกัน นั่นมีโอกาสที่ข้อมูลที่แต่ละส่วนงานนำไปใช้อาจไม่ถูกต้องได้


SAP SuccessFactors จะเข้ามาช่วยให้การทำงานภายในองค์กรของท่านคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากทำงานอยู่บนระบบเดียวกันแบบครบวงจร ตั้งแต่การสรรหาพนักงานใหม่ การพัฒนาบุคลากร การประเมินผล การปรับขึ้นเงินเดือน ไปจนถึง การประมวลเงินเดือน ซึ่งจะช่วยให้การจัดการข้อมูลและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อสามารถทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากข้อมูลทุกอย่างอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ไม่ต้องข้ามระบบไปมาให้ยุ่งยากและเสียเวลา


สัญญาณเตือนที่ 2 ระบบที่ใช้งานอยู่ไม่มี self service


ในยุคที่การเข้าถึงเทคโนโลยีและดิจิทัล ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากพนักงานยังไม่สามารถดูแลหรือตรวจสอบข้อมูลต่างๆได้ด้วยตนเอง นอกจาก workload ของงานจะมาตกอยู่กับ HR แล้ว พนักงานอาจจะรู้สึกยุ่งยากกับการต้องรอเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตนเองต้องการ ดังนั้นการมีระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย (User Friendly) และพนักงานสามารถเข้าไปจัดการข้อมูลบางส่วนได้ด้วยตนเอง เช่น การแก้ไขข้อมูลส่วนตัวของตนเอง ขอลา เบิกสวัสดิการ ดูสลิปเงินเดือน เป็นต้น จะช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลของพนักงานทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องคอยให้ HR จัดการข้อมูลทุกอย่างให้ และปัญหาคอขวดที่ HR จะหมดไป


สัญญาณเตือนที่ 3 ระบบไม่รองรับการทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) 


หลังวิกฤติ Covid-19 หลายองค์กรปรับนโยบายการทำงานในรูปแบบ Hybrid หรือ Work from Anywhere มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการปรับตัวให้ตามเทรนด์นี้ ย่อมต้องมีการเตรียมความพร้อมที่ดี หากใช้งาน SAP SuccessFactors ฝ่าย HR และพนักงาน จะมีระบบที่สามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา รองรับการทำงานได้จากทุกอุปกรณ์ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลา การเข้าออฟฟิศเพื่อมาทำงานจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป 


สัญญาณเตือนที่ 4 ระบบ HR ที่ใช้อยู่ล้าสมัย และไม่สามารถปรับให้ทันสมัยตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกดิจิทัล


หากระบบ HR ที่ท่านใช้งานอยู่ไม่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกไม่นาน งาน HR จะถึงทางตัน และเกิดผลกระทบกับองค์กรได้ จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกดิจิทัล ตัวช่วยที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไป ก็คือ  SAP SuccessFactors เพราะองค์กรจะได้ใช้ระบบที่มีความทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจาก SAP SuccessFactors จะมี Release ใหม่ทุกครึ่งปี เพื่อพัฒนาระบบให้เป็นไปตาม HR Trend และมี Feature/Function เพิ่มเติมที่น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา โดยผู้ใช้งานไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 


SAP SuccessFactors ถือเป็น Global Software ที่ได้รับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับโลก มีผู้ใช้งานในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ การลงทุนเป็นในรูปแบบ Subscription Model ไม่ต้องลงทุน Infrastructure หรือ Hardware ให้ยุ่งยาก มาพร้อมกับบริการที่ครอบคลุมทุกกระบวนการ จึงช่วยให้การทำงานของฝ่าย HR สะดวกสบายขึ้น และเพิ่มโอกาสให้องค์กรของคุณได้อีกหลายด้าน 


ปรึกษาเรื่อง ระบบ HR กับ I AM Consulting 


I AM Consulting เป็นผู้พัฒนาระบบ SAP SuccessFactors เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานไปกับ ระบบ HR Solutions ที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น ตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศ เราพร้อมสนับสนุนให้องค์กรของคุณสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

e-Signature กับ Digital Signature คืออะไร ต่างกันยังไง

ยุคดิจิทัลแบบนี้ต้องยอมรับว่ามีหลายหน่วยงานทั่วโลกที่ไม่ได้เซ็นเอกสารบนกระดาษอีกต่อไป และหันมาใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด แต่ทั้งองค์กรหรือคู่ค้าบางราย อาจยังไม่เข้าใจว่า e-Signature กับ Digital Signature คืออะไร และ มีข้อแตกต่างกันยังไง แล้วองค์กรจะเลือกใช้งานแบบใดจึงจะเหมาะสม สามารถอ่านสรุปได้จากบทความของ I AM Consulting ตามด้านล่างนี้


e-Signature


e-Signature คือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป ย่อมาจาก Electronic Signature โดยจะอยู่ในรูปแบบของ การเซ็นชื่อ, การอัปโหลดรูปภาพลายเซ็น, การพิมพ์ชื่อเป็นตัวอักษร, การใช้ Username-Password บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น, หรือแม้กระทั่งการคลิกปุ่มยอมรับ ( Submit ) ในแบบฟอร์มต่างๆ เป็นต้น

e Signature

e-Signature ที่กฎหมายรองรับ ( กฏหมายมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ ) จะต้องมี 3 องค์ประกอบนี้ 


1.    ระบุเจ้าของลายมือชื่อได้ว่าเป็นของใคร
2.    ระบุเจตนาของเจ้าของลายมือชื่อต่อข้อความที่ลงนาม
3.    ใช้วิธีการที่เชื่อถือได้


แม้ว่า e-Signature จะได้รับการรับรองตามกฎหมาย และเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของการปลอมแปลงได้ง่ายเช่นกัน จึงเหมาะกับการนำไปใช้กับเอกสารที่ไม่ได้สำคัญมากเเละไม่ได้มีความเสี่ยงสูง เช่น ใบลา ใบขออนุมัติ ใบเบิกจ่าย ที่ใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น เป็นต้น


Digital Signature


Digital Signature หรือ การลงลายมือชื่อดิจิทัล คือรูปแบบหนึ่งของ e-Signature แต่มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัยมากกว่า เพราะจะมีกระบวนการเข้ารหัส ( Encrypt ) ซึ่งช่วยให้สามารถยืนยันตัวเจ้าของลายมือชื่อ ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงการทำให้เจ้าของลายมือชื่อไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดจากข้อความที่ตนเองได้แสดงเจตนาในการลงลายมือชื่อได้ด้วย

Digital Signature ที่กฎหมายรองรับให้เป็นลายมือชื่อที่เชื่อถือได้ จะต้องสอดคล้องตามมาตรา 26 หรือ มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ ด้วย โดยมีเนื้อหาดังนี้
1.    ต้องมีการเข้ารหัสลับ ( Encrypt ) ที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของลายมือชื่อและข้อความอิเล็กทรอนิกส์ได้ 
2.    ขณะลงนาม เจ้าของข้อมูลเป็นผู้ควบคุมการลงนามของตัวเอง โดยไม่โดนคนอื่นมาสวมรอยหรือบังคับให้ทำ
3.    มีระบบที่น่าเชื่อถือออกใบรับรองให้


ดังนั้น Digital Signature จึงเหมาะกับเอกสารประเภทที่กฎหมายต้องการความรัดกุมและมั่นคงปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น เอกสารสัญญาซื้อ-ขายระหว่างบริษัท เอกสารกู้ยืมเงิน หรือเอกสารที่มีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองเจ้าของลายมือชื่อและคนที่ต้องเอาลายมือชื่อนี้ไปใช้ต่อ ว่าสามารถเชื่อถือได้อย่างแน่นอน 


ระบบ Digital Signature ของที่ไหนดี ?


หากสนใจอยากทำระบบลงนามดิจิทัล I AM Consuting มี iZign  ซึ่งเป็นระบบ 1 เดียว ที่ปลอดภัยสูงสุด สอดคล้องตามข้อกฎหมายทุกมาตรา ทั้ง มาตรา 9 26 และ 28 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลากระบวนการลงนามต่างๆ มี log เก็บไว้ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดการใช้กระดาษ และหมึกพิมพ์ ลดการใช้พื้นที่จัดเก็บเอกสาร รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสารด้วย 


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ iZign เพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่องระบบ iZign Digital Signature กับ I AM Consulting 


เรามีความมั่นใจในระบบที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย มีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ด้วยการใช้เทคโนโลยี PKI ที่มีความโปร่งใส สนับสนุนการลงนามดิจิทัลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงนามโดยบุคคลเดียว การลงนามร่วม และ การลงนามระหว่างบริษัท มาพร้อมบริการที่ครอบคลุม คอยดูแลในส่วนของการสร้างใบรับรอง และบริหารจัดการให้สอดคล้องตามพรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิส์ มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแนะนำ ให้คำปรึกษา รวมไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงานของท่าน


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

RPA คืออะไร เจาะลึก 5 ตัวอย่างการใช้งานจริงในองค์กร

Digital Transformation เป็นสิ่งที่ทุกองค์กรชั้นนำยกให้มีความสำคัญอันดับต้นๆ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ และ RPA ก็เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นเพราะองค์กรต่างๆ เล็งเห็นความสำคัญว่าพนักงานควรมีเวลาทำงานที่มีคุณค่ามากกว่างาน Routine ซ้ำๆ จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ I AM Consulting ต้องขอยกมาพูดคุยกันในบทความนี้


Robotic Process Automation (RPA) คืออะไร?


Robotic Process Automation หรือ RPA คือ เทคโนโลยีสำหรับการสร้างซอฟต์แวร์บอท เพื่อทำงานแบบอัตโนมัติบนระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกออกแบบกระบวนการ (Process) และขั้นตอน (Workflow) เพื่อจะเข้ามาช่วยในการทำงานรูปแบบเดิมๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดข้อผิดพลาดให้น้อยลง เช่น Rule Engine และ Document Extraction (OCR)


RPA ทำอะไรได้บ้าง?

ตัวอย่างการใช้งานในฝ่าย HR

  • การนำ RPA มาใช้ในการเก็บบันทึกข้อมูลของพนักงานใหม่ หรือ พนักงานเดิมที่มีการปรับตำแหน่ง จากเดิมที่ต้องให้ฝ่าย HR ไปรวบรวมข้อมูลมาคีย์เข้าระบบแบบ manual หลังจากที่นำ RPA เข้ามาใช้งานแล้ว บอทสามารถเข้าไปดึงข้อมูลและนำเข้าระบบได้โดยอัตโนมัติ
  • การนำ RPA ช่วยในการคัดกรองผู้สมัครงานเบื้องต้น โดยให้บอทค้นหาคีย์เวิร์ดสำคัญในแต่ละ CV/Resume รวมถึงให้น้ำหนักคะแนนของแต่ละคีย์เวิร์ดตามที่ผู้ใช้กำหนด และบอทจะมีการสรุปรายงานผลคะแนนให้ผู้ใช้นำไปพิจารณาในการคัดเลือกผู้สมัครงานอีกครั้ง
  • การนำ RPA มาใช้ส่งอีเมลแจ้งเตือนต่างๆ แก่พนักงาน เช่น บริษัทที่มีรอบการประเมินผลงานพนักงานตามวันครบรอบเข้าทำงาน หากไม่ได้ใช้ RPA ในทุกวันฝ่าย HR จะต้องเข้าไปตรวจสอบรายชื่อและส่งอีเมลแจ้งเตือนถึงพนักงานที่ครบรอบการประเมิน บอทจึงเข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลพนักงานและทำการส่งอีเมลไปยัง พนักงาน หัวหน้างาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างการใช้งานในฝ่ายขาย

  • การใช้ RPA ในการสร้างใบคำสั่งขาย (Sale Order) เมื่อมีบริษัทลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา โดยที่ใบคำสั่งซื้อ (Purchase Order) อยู่ในรูปแบบของบริษัท ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้กับระบบ ERP ขององค์กรได้ทันที จากเดิมที่พนักงานต้องเข้าไปตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลายขั้นตอน เมื่อใช้งาน RPA จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการ พร้อมสร้างใบคำสั่งขาย และยังสามารถดาวน์โหลดรายงานรวมถึงส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังคลังสินค้าได้ด้วย

ตัวอย่างการใช้งานในฝ่ายบัญชี

  • การใช้ RPA บันทึกบัญชีเพื่อตั้งหนี้ในระบบ สำหรับพนักงานขายหรือส่วนงานอื่นๆ ที่ต้องการเบิกค่าโทรศัพท์ที่ใช้ในการทำงาน และต้องนำ Invoice มาเบิกกับฝ่ายบัญชี หากเป็นกระบวนการทำงานรูปแบบปกติฝ่ายบัญชีต้องนำข้อมูลในใบเสร็จมาอ่านและตั้งหนี้ในระบบด้วยตัวเอง เมื่อใช้งาน RPA บอทจะช่วยอ่านไฟล์ Invoice (รูปแบบ PDF) พร้อมตั้งหนี้ในระบบให้โดยอัตโนมัติ


ระบบ SAP Intelligent Robotic Process Automation (SAP iRPA) 


นอกจากระบบ ERP ของ SAP ที่ได้รับความนิยมแล้วยังมี ระบบ iRPA ที่มีความโดดเด่นด้านการทำงานอัตโนมัติ ปรับแต่งการทำงานของหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกระดับ ช่วยรักษามาตรฐานการทำงานให้สม่ำเสมอ และมีคุณภาพสามารถออกแบบการทำงานเชื่อมต่อได้ทั้งระบบของ SAP และระบบภายนอกได้อย่างอิสระ


ปรึกษาเรื่องระบบ SAP iRPA กับ I AM Consulting


I AM Consulting สามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ระบบดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย IT Solution มากมาย ที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถสนับสนุนให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 คำถามพบบ่อย ระบบทำ ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ ( e-Tax invoice )

ท่ามกลางการแข่งขันกันอย่างดุเดือดในโลกธุรกิจ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใครที่ปรับตัวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลก่อน ก็ได้เปรียบมากกว่า ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เพราะนอกจากจะมีมาตรการ ช้อปดีมีคืน 2566 ที่กระตุ้นให้ผู้ซื้อเลือกซื้อสินค้ากับร้านที่มี e-Tax เพื่อจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีมากกว่าแล้วนั้น บริษัทยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนและใช้บริการระบบ ไปหักรายจ่ายได้ 2 เท่า อีกด้วย ( ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 )


หากบริษัทของท่านกำลังมองหาระบบ และอยากเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสเข้าร่วมโครงการจากทางรัฐบาลในปีต่อไป แต่ยังมีคำถามอยู่หลายส่วน I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax ซึ่งได้การรับรองการเป็น Service Provider สำหรับการเป็นตัวแทนการนำส่งเอกสารผ่านระบบเข้าไปที่กรมสรรพากรโดยตรง จึงขอรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบให้หายคาใจไว้ในบทความนี้เลย


5 คำถามพบบ่อย ระบบทำ ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ ( e-Tax invoice )

 

1)    ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร


ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ ที่ผู้ประกอบการสามารถจัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์  ( XML File, PDF File ) พร้อมลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) หรือ ประทับรับรองเวลา ( Time Stamp ) ก่อนส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ และกรมสรรพากร รวมถึงสามารถเก็บรักษาข้อมูลในรูปแบบออนไลน์ แทนการใช้กระดาษแบบเดิม

2)    บริษัทอยากทำระบบ e-Tax ต้องทำอะไรบ้าง


สิ่งที่บริษัทต้องเริ่มทำ ก่อนใช้งานระบบ e-Tax มี 2 สิ่งหลักๆ คือ จัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ ( Certification Authority: CA ) และ ยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งท่านสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ในบทความนี้ บริษัทอยากทำ E-tax invoice / E-receipt เริ่มยังไงดี?

 

3)    บริษัทต้องเลือกใช้ระบบรูปแบบใดถึงจะเหมาะสมกับธุรกิจ


ปัจจุบันทางกรมสรรพากร มีระบบ e-Tax อยู่ 2 รูปแบบ คือ e-Tax invoice และ e-Tax invoice by email ซึ่งบริษัทจะต้องเลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีความแตกต่างกันดังนี้

ใบกำกับภาษี อิเล็กทรอนิกส์

( * หมายเหตุ ระบบ EZTax จะรองรับแค่รูปแบบ e-Tax invoice เท่านั้น )


ข้อแตกต่างที่เด่นชัดที่สุด คือ ข้อจำกัดด้านรายได้ รวมถึง รูปแบบการทำงาน e-Tax Invoice  เป็น ระบบ Automation ที่ช่วยลดภาระการทำงาน ส่วน e- Tax Invoice by email นั้นเป็นระบบแบบ Manual ต้องทำไฟล์ทีละเอกสารแล้วส่ง E-mail ทีละ 1 เอกสาร และต้องหาที่เก็บเอกสารหลังจากที่ได้รับ E-mail กลับมาแล้ว
เมื่อพิจารณาจาก 2 ปัจจัยนี้แล้ว การใช้ระบบ e-Tax invoice เต็มรูปแบบก็น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมกว่า เพราะช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น และ หากในอนาคต บริษัทมีรายได้มากกว่า 30 ล้านบาท การยกเลิกรูปแบบ e-Tax Invoice by E-mail แล้วไปเริ่มขอยื่นแบบ e-Tax Invoice ใหม่ จะทำให้เกิดความยุ่งยากด้วย

 

4)    หากใช้ระบบรูปแบบ e-Tax invoice ต้องนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรยังไง


หากบริษัทของท่านไม่ต้องการพัฒนาระบบงานด้วยตนเอง สามารถเลือกส่งข้อมูลในรูปแบบ Service Provider ( ผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ) โดย EZTax ได้เลย ระบบของเราสามารถทำงานได้ครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดทำเอกสาร นำส่ง และเก็บข้อมูล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด มีประสิทธิภาพ เข้ากันได้กับระบบ ERP ทุกรูปแบบ


เราเป็นระบบ e-Tax รายแรกๆ ของประเทศไทย มีพาร์ทเนอร์ที่ใช้งาน EZTax อยู่มากมายทุกอุตสาหกรรม และจัดทำ e-Tax Invoice/e-Receipt ไปมากกว่า 400 ล้านฉบับ จึงสามารถมั่นใจได้ว่า ท่านจะทำงานได้ตรงตามคุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนดทั้งหมด

5)    การจัดเก็บเอกสารตามกฎหมายมีอะไรบ้าง


แม้ว่าจะไม่ใช่รูปแบบกระดาษ แต่บริษัทก็ยังคงจำเป็นจะต้องเก็บรักษาเอกสารไว้ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ดังนี้


(1) ต้องสามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง
(2) อยู่ในรูปแบบเดียวกับตอนที่สร้าง ส่ง หรือได้รับข้อมูลนั้น หรือ อยู่ในรูปแบบที่สามารถแสดงข้อความที่สร้าง ส่ง หรือได้รับ ให้ปรากฏอย่างถูกต้องได้
(3) ได้เก็บรักษาข้อความส่วนที่ระบุถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง และปลายทางของใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนวันและเวลาที่ส่งหรือได้รับข้อความดังกล่าว ถ้ามี และต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี กรณีอยู่ระหว่างการตรวจสอบภาษีอากรจะต้องเก็บไว้จนกว่าการตรวจสอบภาษีอากรจะแล้วเสร็จ


หากทำงานผ่านระบบของ EZTax ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเก็บไว้บน Cloud ซึ่งมีความปลอดภัยสูงตามมาตรฐานสากล และสามารถเรียกค้นข้อมูล เพื่อนำมาประมวลผลได้อย่างง่ายดาย


ปรึกษาเรื่องระบบ E-TAX กับ I AM Consulting 


เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

MOVE SAP ECC6.0 ไปยัง RISE with SAP ดีไหม มีเรื่องอะไรที่องค์กรต้องพิจารณา

หลายๆ องค์กรคงทราบกันดีแล้วว่า SAP ได้มีประกาศจะหมด Mainstream Maintenance สำหรับระบบ SAP ECC6.0 และกำลังสับสนว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป วันนี้ทาง I AM Consulting จึงสรุปข้อมูลสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดแก่องค์กรได้ ตามไปดูกันได้เลย


จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ SAP ECC6.0 หมด Mainstream Maintenance ?

 

SAP ECC6.0


• SAP ECC6.0 EHP0 ถึง EHP5 จะหมด Mainstream Maintenance ในปี 2025
• SAP ECC6.0 EHP6 ถึง EHP8 จะหมด Mainstream Maintenance ในปี 2027

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อ SAP หมด Mainstream Maintenance


1) เข้าสู่ Client Specific maintenance โดยมีค่าใช้จ่ายบางส่วน
2) ต้องรับความเสี่ยง หากเกิด BUG หรือจากกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านกฏหมาย หรือข้อกำหนดในประเทศไทย จะไม่มีการปรับปรุงให้รองรับ
3) ไม่รองรับการซัพพอร์ตเต็มรูปแบบ
4) ไม่มี SLA รองรับ
5) การอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ มีข้อจำกัด


ข้อดี-ข้อจำกัด ของการอัปเกรดไปเป็น SAP S4/HANA


ไม่ว่า SAP ECC6.0 EHP เวอร์ชั่นปัจจุบันที่องค์กรใช้งานอยู่จะเป็นเวอร์ชั่นใด ก็สามารถ Move ไปเป็น Rise with SAP ได้ .. แต่จะอัปเกรดดีไหม? I AM Consulting สรุปข้อดี พร้อมข้อจำกัดมาให้ตามภาพด้านล่าง

 


ข้อดี


SAP S/4HANA เป็นซอฟต์แวร์ ERP รุ่นใหม่ล่าสุดของ SAP จึงเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นสูง มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่พัฒนาจากประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น IoT และ Machine Learning จึงมีการเข้าถึงข้อมูล ดึงรีพอร์ต และวิเคราะห์ได้รวดเร็วกว่า สามารถเชื่อมต่อธุรกิจกับโลกดิจิทัลได้อย่างยอดเยี่ยม และให้การซัพพอร์ตระบบอย่างเต็มรูปแบบยาวไปถึงปี 2040

 

ข้อจำกัด


การอัปเกรดไปเป็น SAP S/4HANA สำหรับองค์กรแล้วอาจถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และ ต้องทำสัญญาใหม่ รวมถึงใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5-12 เดือน หากเริ่มดำเนินการเร็วก็จะช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างไม่มีสะดุด แต่จะการอัปเกรดครั้งนี้จะคุ้มค่าเท่าใด อาจพิจารณาเพิ่มเติมได้ตาม 6 ข้อต่อไปนี้


6 CHECKLIST ช่วยพิจารณาก่อนตัดสินใจอัปเกรดไปเป็น SAP S4/HANA

 


1.    SAP ECC Version ปัจจุบันขององค์กร และการ End of Mainstream Maintenance ของ SAP ECC
2.    โครงการอื่นๆ ด้าน IT ที่กำลังดำเนินการอยู่
3.    Pain-Point ด้านการดำเนินการของ IT ในองค์กร (Hardware, Software, Operation)
4.    แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ เพื่อพิจารณาถึงการขยายตัวขององค์กรที่จะส่งผลต่องานด้าน IT (Hardware, Software, Operation, Report)
5.    ระยะเวลาที่ยอบรับได้ของการปิดระบบงานสำหรับพัฒนาและปรับปรุงระบบงาน SAP
6.    นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ SAP ที่มีความต้องการใช้งานในอนาคต


ทั้งนี้สำหรับองค์กรที่ใช้ SAP ECC6.0 และยังมีข้อสงสัยว่าควรตัดสินใจอย่างไร ไม่ว่าจะติดตั้งระบบกับทาง I AM Consulting มาก่อนหรือไม่ เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ มอบ Service Model หรือ IAM Managed Service ที่จะมาช่วยดูแลรักษาระบบงานในปัจจุบันหรืออนาคต ให้มีความเสถียรและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยตอบโจทย์ขององค์กรอย่างแท้จริง


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

 

5 โอกาสที่ธุรกิจจะพลาด หากไม่มีระบบ e-Tax invoice

ใบกำกับภาษีเป็นเอกสารทางการเงินที่มีความสำคัญมาก จึงทำให้กรมสรรพากรพัฒนาระบบบริการ e-Tax invoice ขึ้น เพื่อจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2560 และแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการบังคับใช้กับทุกๆ องค์กร แต่หากในตอนนี้องค์กรของท่านยังไม่มีระบบ e-Tax invoice จะพลาดโอกาสอะไรไปบ้าง I AM Consulting ขอยกตัวอย่างมาให้ดูกันตามด้านล่างนี้


พลาดโอกาสในการลดต้นทุน

การจัดทำใบกำกับภาษีรูปแบบกระดาษ จะมีต้นทุนทั้ง ค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ หากต้องจัดส่งข้อมูลให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการผ่านทางไปรษณีย์ ก็จะต้องมีต้นทุนค่าคนส่งเอกสาร ค่าชอง ค่าส่งไปรษณีย์ ค่าน้ำมัน และใช้เวลานาน  นอกจากนี้ยังต้องมีพื้นที่จัดเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับในการตรวจสอบด้วย ดังนั้นการทำ ระบบ e-Tax ที่สามารถจัดทำใบกำกับภาษีในรูปแบบของไฟล์ ส่งผ่านช่องทาง E-mail และจัดเก็บไฟล์ไว้บนระบบ Cloud จึงช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี


พลาดโอกาสเข้าร่วมโครงการกับนโยบายจากรัฐบาล

ตามที่ได้เกริ่นไปข้างต้น แม้ว่าภาครัฐจะไม่ได้บังคับใช้ แต่ก็มีความพยายามส่งเสริม และผลักดันออกมาเป็นนโนบายต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น ล่าสุดในปี 2566 นี้ ก็มีมาตรการ #ช้อปดีมีคืน ที่ให้ผู้ซื้อสินค้าและบริการ นำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 40,000 บาท (ใบกำกับภาษีรูปแบบกระดาษ ลดหย่อนได้เพียง 30,000 บาท เท่านั้น) ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้ากับร้านค้าที่มี ระบบ e-Tax มากกว่า เพื่อจะนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน นอกจากนี้องค์กรยังสามารถหักรายจ่ายสำหรับการลงทุนและใช้บริการ e-Tax ได้ 2 เท่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 อีกด้วย


พลาดโอกาสในการช่วยลดภาระงานของพนักงานในองค์กร

การจัดทำใบกำกับภาษีรูปแบบเดิมมีความยุ่งยากหลายขั้นตอน โดยเฉพาะการจัดเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม การค้นหา เอกสารเพื่อนำไปใช้ ทำได้ยากเสียเวลา ต่างจากการเปลี่ยนมาจัดเก็บไฟล์ไว้บนระบบ Cloud ที่สามารถเรียกค้นข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ทำให้พนักงานมีเวลาไปดูแลงานในส่วนอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น


พลาดโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความน่าเชื่อถือขององค์กร

การทำ e-Tax invoice ช่วยในเรื่องการประหยัดกระดาษ (Paperless) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรในเรื่องของการรักษ์โลก รวมถึงระบบจะนำข้อมูลส่งกรมสรรพากร โดยผ่านการตรวจสอบเอกสารในทุกเดือน จึงทำให้มีความโปร่งใสในเอกสารทางการเงิน ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนได้อีกด้วย


พลาดโอกาสพาองค์กรเข้าสู่ Digital Transformation

เพราะธุรกิจคือการวิ่งอยู่บนถนนที่มีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในทุกๆ ด้าน นอกจากจะช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานและการเข้าถึงลูกค้า ขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโต ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืน

 

e-Tax invoice

 
ระบบ e-Tax invoice ของที่ไหนดี ?

หากสนใจอยากทำระบบวันนี้ I AM Consuting มี EZTax ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร นำส่ง และเก็บข้อมูล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ บนมาตรฐานระดับสากล สามารถเข้ากันได้กับระบบ ERP ทุกรูปแบบ ที่สำคัญที่สุด คือ สามารถทำงานได้ตรงตามคุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนดทั้งหมด ไม่ให้ท่านต้องพลาดทุกโอกาสในการดำเนินธุรกิจ


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ EZTax เพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่องระบบ E-TAX กับ I AM Consulting


เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร (One-Stop-Service) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

ระบบ SAP On-Cloud Private VS Public แบบไหนที่ใช่สำหรับองค์กร

ระบบการทำงาน การจัดเก็บ และการประมวลผลข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ในสมัยก่อนองค์กรส่วนใหญ่มักจะใช้ ระบบ Server ของตัวเอง (On-Premise) แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบที่สูงมาก ประกอบกับมีเทคโนโลยี Cloud เข้ามา ปัจจุบันหลายองค์กรจึงหันมาใช้ ระบบ On-Cloud แทน บทความนี้ I AM จึงขอพาไปดูความแตกต่าง ระหว่าง SAP On-Cloud รูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางให้คุณได้ตัดสินใจเลือกรูปแบบที่ตอบโจทย์สำหรับองค์กร


SAP On-Cloud คืออะไร


SAP On-Cloud คือ ระบบ ERP ทำงานบน Cloud ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในตัว ทั้งเทคโนโลยี AI และ Machine Learning พร้อมปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลใหม่ให้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว


SAP On-Cloud นั้น SAP มีการให้บริการที่ควบรวมส่วนของ Infrastructure และ License การใช้ Software ในรูปแบบ Subscription รายปีในสัญญาเดียวอีกด้วย โดยจะมี 2 รูปแบบ คือ Private Edition และ Public Edition


ความแตกต่างระหว่าง Private กับ Public

SAP On-Cloud

Private Edition

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ขององค์กรเพียงผู้เดียว มีความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูงมาก  สามารถดูแล หรือแก้ไขปรับแต่งระบบของตนเองได้ตามความต้องการ มีความยืดหยุ่นสูง แต่จะใช้เวลาดำเนินการขึ้นระบบที่นาน และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแบบ Public

Public Edition

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ ร่วมกับบริษัทอื่นๆ (แต่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบข้อมูลของบริษัทอื่นๆ ได้) ยังคงมีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย เหมาะสำหรับองค์กรที่สามารถใช้ระบบดั้งเดิมของ SAP โดยไม่ต้องการปรับแต่งระบบมากนัก ใช้เวลาขึ้นระบบได้ค่อนข้างเร็วกว่ารูปแบบอื่น และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแบบ Private


หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ


•    On-Premise = การซื้อรถส่วนตัว ค่าใช้จ่ายสูงที่สุด สามารถปรับแต่งรถได้ตามใจ ขับเอง ดูแลรักษาเอง
•    Private = การเดินทางโดย grab มีฟังก์ชันบางอย่างที่ยังเลือกได้ (grab car, grab taxi, grab bike) มีคนขับรถให้ ไม่ต้องดูแลรักษา
•    Public = การเดินทางโดยรถเมล์ ใช้งานร่วมกับผู้อื่น ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด 


การเลือก SAP On-Cloud รูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีหลายสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ซึ่ง I AM Consulting พร้อมให้คำปรึกษา และช่วยนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับคุณ


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

ทำความรู้จัก 6 รูปแบบ สำหรับการ ประเมินผลงาน พนักงาน ในองค์กรยุคใหม่

ถึงช่วง ประเมินผลงาน พนักงาน ทีไร หากทุกคนในองค์กรรู้สึกปวดหัว คิดว่ารูปแบบที่ใช้อยู่มีปัญหา ทำไปก็เสียเวลา หรือไม่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ได้จริง ก็คงหนีไม่พ้นหน้าที่ของฝ่าย HR ที่ต้องทบทวน Concept การประเมินรูปแบบเดิม หรือลองดู Concept รูปแบบประเมินผลอื่นๆ มาลองปรับเปลี่ยนกันแล้ว! I AM ขอสรุปให้ว่า ปัจจุบันมีรูปแบบอะไรบ้างที่ได้รับความนิยม มองหารูปแบบที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณได้เลย


Key Performance Indicator (KPI)

KPI คือ ดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ถ่ายทอดเป้าหมายขององค์กรในลักษณะ top down วัดคุณค่าที่ประเมินผลออกมาเป็นตัวเลข/จำนวน/ปริมาณได้ชัดเจนและแสดงให้เห็นว่าพนักงานคนนั้นมีศักยภาพ หรือประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่องค์กรส่วนใหญ่ของไทยใช้ในการประเมินผลงาน


Objective and Key Result (OKR)

OKR คือ วิธีการตั้งเป้าหมายเพื่อวัดผลความสำเร็จ เน้นการกำหนดเป้าใหญ่ขององค์กร และให้พนักงานมีส่วนร่วมในการตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่ขององค์กรขึ้นไป โดยกำหนด objective หรือวัตถุประสงค์ที่เราต้องการทำให้สำเร็จ และ การกำหนด key result หรือผลลัพธ์ที่จะวัดเพื่อให้รู้ว่า เราบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


Competency

Competency คือ การประเมินความรู้ ทักษะ ความสามารถ พฤติกรรมการทํางานของบุคคล รวมทั้งคุณลักษณะที่แสดงออกและเปรียบเทียบกับระดับสมรรถนะที่คาดหวังในตําแหน่งงานนั้นๆ เพื่อกําหนดวิธีการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยแบ่งออกได้ เป็น  ประเภทหลักๆ ได้แก่

  1. Core Competency คือ สมรรถนะความสามารถหลักที่พนักงานทุกคน ทุกระดับในองค์กรจะต้องมีร่วมกัน
  2. Functional Competency คือ สมรรถนะความสามารถของหน่วยงาน แตกต่างกันตามขอบเขตของหน่วยงาน
  3. Leadership หรือ Managerial Competency คือ สมรรถนะความสามารถของของพนักงานในระดับหัวหน้างานและผู้บริหาร


Task Achievement

Task Achievement คือ การให้พนักงานประเมินผลงานหน้าที่ตามตำแหน่งงานที่ได้รับมอบหมาย และมีความรับผิดชอบโดยตรง ว่ามี Performance หรือผลลัพธ์เป็นอย่างไร ซึ่งวัดจาก คุณภาพ ความสมบูรณ์ของงาน และการส่งงานได้ทันตามกำหนดเวลา โดยทุกๆ งานอาจกำหนดให้มีการแนบบันทึกหลักฐานการทำงาน เพื่อเป็นหลักฐานในการประเมิน


360 Degree Feedback

การประเมินผลแบบ 360 องศา  คือ การใช้การประเมินจากหัวหน้างาน, การประเมินจากเพื่อนร่วมงาน, การประเมินจากลูกน้องใต้บังคับบัญชา, การประเมินจากผู้ที่เกี่ยวข้อง, การประเมินจากฝ่ายบุคคล, หรือแม้แต่กระทั่งการประเมินผลตัวเอง ทุกผลประเมินจากทุกมิติจะถูกนำมารวมกันเพื่อเป็นผลประเมินสุดท้ายอีกครั้ง


Rubric

Rubric คือ เกณฑ์การให้คะแนนแบบผสมผสานรูปแบบใหม่ที่เริ่มนำมาใช้ในประเทศไทย เป้าหมายจะถูกตั้งโดยองค์กร มาพร้อมกับ SET LIST ของงานและคะแนนในแต่ละส่วน แต่ให้พนักงานเป็นผู้เลือก สิ่งที่ต้องการจะทำจาก LIST นั้นๆ เพื่อวางแผนสะสมคะแนนให้ถึงเป้าหมายด้วยตัวเอง และสามารถสะสมคะแนนเกินกว่าเป้าหมายได้


รูปแบบทั้ง 6 ที่ยกมาข้างต้น มีข้อดี ข้อจำกัด ที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวว่าแบบใดดีที่สุด ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมขององค์กร ประเภทธุรกิจ และไม่จำเป็นต้องเลือกใช้เพียงอย่างเดียว อาจมีการผสมผสาน และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมได้


นอกจากเรื่องของรูปแบบที่ต้องให้ความสำคัญ “เครื่องมือ” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยให้การทำงานประเมินผลเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกฝ่าย การใช้ spreadsheet แบบเดิมๆ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผลได้ยาก ปัจจุบันจึงมีเทคโลโนยีใหม่ๆ มากมาย ที่ถูกพัฒนามาอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่น รองรับแผนการพัฒนารายบุคคล ตอบโจทย์ทุกองค์กร เช่น ระบบ IPOP PMS จาก I AM Consulting


3 เหตุผลหลัก ที่ควรให้ IPOP PMS ช่วยในการทำประเมินผลงาน


•    มีระบบจัดการ Goal และ KPI ระดับรายบุคคล ทีม แผนก หรือทั้งองค์กร และการกำหนด Competency ให้แก่พนักงานตามระดับงาน (Proficiency Level) และพฤติกรรมการแสดงออก (Behavior) ได้ และยังสามารถประยุกต์ใช้กับรูปแบบ OKR หรือ Task Achievement
•    รองรับครบทุกกิจกรรมการประเมินผล ทั้งการตั้งเป้าหมาย การบันทึกความคืบหน้า การประเมินประจำปี ครึ่งปี ประเมิน Probation และบันทึกแผนพัฒนารายบุคคล การนำผลลัพธ์มาจัดทำ Bell Curve รวมไปถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์ด้วย Report and Dashboard
•    มีฟีเจอร์ Achievement ส่งเสริมให้พนักงานจัดเก็บผลงานและทำเป้าหมายให้สำเร็จ เชื่อมต่อกันทั้ง KPI และ Competency ทั้งระบบ


IPOP ไม่ได้ทำได้เพียงจัดการ ระบบ ประเมินผล พนักงาน เท่านั้น แต่สามารถดูแลองค์กรครบครัน ทั้งเรื่องการจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM) และการพัฒนาบุคลากร (HRD) รวมไปถึงการเพิ่มปฏิสัมพันธ์ (Engagement) ของคนในองค์กรมากขึ้นด้วย


หากองค์กรของคุณกำลังมองหาระบบบริหารจัดการพนักงานที่ตอบโจทย์ที่สุด ในรูปแบบของ Cloud Solutions สามารถพูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้


โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

ระบบ HR มีอะไรบ้าง รู้จัก SuccessFactors ระบบที่องค์กรชั้นนำเลือกใช้

ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของแผนกทรัพยากรบุคคล (Human Resource) ในยุคที่ทุกองค์กรต่างต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (Employee Experience) และเฟ้นหาพนักงานที่มีศักยภาพสูง (Talent People) เข้ามาเติมเต็มในส่วนงานต่างๆ รวมไปถึงการบริหารจัดการกับข้อมูลหลังบ้าน ทั้งเอกสารประวัติพนักงาน (Personal Record)  ข้อมูลสิทธิ์สวัสดิการของพนักงาน (Benefit Information) หรือ การประมวลผลเงินเดือน (Payroll) หากต้องเสียเวลาไปกับการจัดการข้อมูลที่ไม่เป็นระเบียบ หรือทำงานซ้ำๆ กันไปในแต่ละวัน คงไม่ดีแน่! I AM Consulting จึงขอยกตัวอย่าง ระบบ HR ที่จะมาช่วยให้การทำงานราบรื่นมากยิ่งขึ้น พร้อมกับพาไปรู้จัก SAP SuccessFactors ซึ่งเป็นเครื่องมือ HR Solutions ยอดนิยมขององค์กรชั้นนำทั่วโลก


ระบบ HR มีอะไรบ้าง ?


ระบบงาน HR สามารถแบ่งได้เป็นหลายระบบงานย่อย แต่ละองค์กรอาจจะมีกระบวนการทำงาน บทบาทหน้าที่ และผู้รับผิดชอบของแต่ละระบบงานไม่เหมือนกัน การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและ HR ได้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น


•    ระบบบริหารจัดการโครงสร้างองค์กรและข้อมูลส่วนบุคคล (Organization and Personnel Management)
ระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลโครงสร้างองค์กร ข้อมูลตำแหน่งงาน และข้อมูลของพนักงาน ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน จนวันสุดท้ายที่ออกจากองค์กร ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนอัตรากำลังในหน่วยงานของตนเองได้ สามารถบันทึกประวัติการทำงานและโอนย้ายพนักงานได้ในระบบ โดยมีผู้อนุมัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กำหนด พนักงานสามารถเข้าถึงและปรับปรุงข้อมูลต่างๆได้ด้วยตนเอง สามารถออกหนังสือรับรองการทำงานได้จากระบบ


•    ระบบสวัสดิการ (Benefit Management)
ระบบที่สามารถกำหนดสิทธิ์สวัสดิการให้กับพนักงานตามเงื่อนไขของบริษัท ทำให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลและเห็นข้อมูลสวัสดิการของตนเองได้จากในระบบ รองรับการเบิกสวัสดิการและตรวจสอบยอดคงเหลือตามสิทธิ์ของพนักงานแต่ละคนได้ รวมทั้งรองรับการใช้งานผ่านทาง Mobile Device ด้วย 


•    ระบบบริหารจัดการเวลา (Time Management)
ระบบที่ช่วยจัดการสิทธิ์การลาของพนักงานตามเงื่อนไข ทำให้พนักงานสามารถขออนุมัติการลาและตรวจสอบสิทธิ์วันลาคงเหลือจากในระบบได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกเวลาการเข้า-ออกงานได้ ทำให้สามารถประมวลผลการขาดงาน การมาสาย หรือการทำงานล่วงเวลาได้อัตโนมัติ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อมต่อไปยังระบบบริหารจัดการเงินเดือนต่อไป


•    ระบบบริหารจัดการเงินเดือน (Payroll Management)
ระบบที่ช่วยจัดการประมวลผลเงินเดือนของพนักงาน รองรับเรื่องของรายงานเกี่ยวกับกรมสรรพากร เช่น รายงานภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) หรือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) โดยพนักงานสามารถเรียกดูข้อมูลหรือดาวน์โหลด Pay Slip ได้ด้วยตนเองแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดการใช้กระดาษในองค์กรได้อย่างดี


•    ระบบสรรหาและคัดเลือก (Recruiting Management)
ระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการขออนุมัติเพื่อเปิดสรรหาพนักงาน ประกาศรับสมัครงาน การสมัครงานออนไลน์ การจัดเก็บฐานข้อมูลของผู้สมัครและการจัดการข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้สมัคร ไปจนถึงการขออนุมัติจ้างงาน การมีระบบจะช่วยลดเวลาที่ Recruiter ต้องใช้ในการสรรหาพนักงานเข้ามาในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทุกบริษัทต่างก็ต้องการแย่งชิงผู้สมัครที่มีความสามารถโดดเด่น


ยกมาเพียงแค่นี้ก็เห็นชัดแล้วว่าระบบงานย่อยก็มีรายละเอียดค่อนข้างมาก คิดภาพว่าหากระบบเหล่านี้แยกกันไปแต่ละส่วน หรือไม่มีระบบอัตโนมัติใดๆ ต้องใช้  Manual Work ทั้งหมด ฝ่าย HR จะต้องยุ่งเหยิง เสียเวลาขนาดไหน? หลายๆ องค์กร โดยเฉพาะองค์กรชั้นนำ จึงต้องมองหาเครื่องมือเข้ามาจัดการงานเหล่านี้ได้แบบครบวงจร โดย SAP SuccessFactors คือหนึ่งในระบบที่ได้รับความนิยมสูงมาก เป็นระบบที่ได้รับการไว้วางใจ ให้เข้ามาช่วยกระบวนการและบริหารจัดการด้าน HR อย่างเต็มรูปแบบ


SAP SuccessFactors คืออะไร ?

ระบบ HR


SAP SuccessFactors เป็นระบบบริหารทรัพยากรบุคคลที่ให้บริการในรูปแบบ cloud-based application ซึ่งเป็นผู้นำ (Leader) ในการจัดลำดับโปรแกรมของ Gartner Quadrant และได้รับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยในระดับโลก
มีผู้ใช้งานทั่วโลกในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ให้บริการครอบคลุมทุกกระบวนการของการบริหารทรัพยากรบุคคล


•    Core HR: การจัดการโครงสร้างองค์กร (Organization Management) การเก็บข้อมูลประวัติของบุคลากร (Personnel Administration) การบริหารสวัสดิการ (Benefits Management) การบริหารจัดการเวลา (Time Management) และการประมวลผลเงินเดือน (Payroll)


•    Talent Management: การสรรหาและคัดเลือก (Recruiting) การเตรียมความพร้อมให้พนักงานใหม่ (Onboarding) การบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance & Goals) การบริหารค่าตอบแทน (Compensation) และการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่งและแผนพัฒนาพนักงาน (Succession & Development)


นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการใช้งานผ่าน mobile application ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา ได้ใช้งาน Feature/Function ใหม่ๆ ที่ทาง SAP จะมีการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มทุกครึ่งปีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม  สามารถเชื่อมต่อกับระบบงานอื่นๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น SAP Product หรือไม่ก็ตาม และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้อย่างง่ายดาย


ปรึกษาเรื่อง ระบบ HR กับ I AM Consulting


I AM Consulting เป็นผู้พัฒนาระบบให้กับ SAP SuccessFactors เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานไปกับ ระบบ HR Solutions ที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น ตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศ เราพร้อมสนับสนุนให้องค์กรของคุณสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 เหตุผลที่ควรเลือกใช้ SAP S4HANA

เทคโนโลยีในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกธุรกิจต้องเตรียมความพร้อม เสริมความแข็งแกร่ง เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และการเตรียมระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ระบบ ERP) ให้พร้อมก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ I AM จึงอยากพาทุกท่านมาทำความรู้จัก SAP S/4HANA ว่าระบบนี้คืออะไร มีจุดเด่นอย่างไรที่ควรเลือกใช้ ตามไปดูกันได้ในบทความนี้เลย


SAP S/4HANA คืออะไร ?


SAP S/4HANA  คือ ระบบ ERP เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ของ SAP หนึ่งในผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ERP ชั้นนำของโลก มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะในตัว ทั้งเทคโนโลยี AI และ Machine Learning พร้อมปรับรูปแบบการเก็บข้อมูลใหม่ให้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว สามารถเชื่อมต่อกระบวนการทำงานทั้งหมดในองค์กร เช่น ระบบ HR, ระบบงานขาย, ระบบบัญชี, ระบบบริหารจัดการสินค้า หรือระบบผลิต


จุดเด่นของ SAP S/4 HANA แบ่งออกให้เข้าใจง่ายๆ ตาม 5 ข้อ ดังนี้


5 เหตุผลที่ควรเลือกใช้ SAP S4/HANA


1.    ได้ใช้เทคโนโลยีอัปเดตที่ทันสมัยที่สุด
เป็นระบบเวอร์ชั่นล่าสุด ถูกออกแบบให้ก้าวข้ามข้อจำกัดจากรุ่นก่อน ๆ ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง IoT และ AI นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร เพราะเชื่อถือได้ และมีความปลอดภัยสูง การันตีด้วยจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก


2.    ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
การสื่อสารภายในองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ลดความซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาดในการทำงาน


3.    เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
ทั้งผู้บริหารและพนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ สะดวกสบาย เข้าถึงงานจากทั้งในและนอกองค์กร ได้ทุกเวลา จากทุกที่ และทุกอุปกรณ์ ผ่านแดชบอร์ดที่ทันสมัยและเข้าใจง่าย


4.    วิเคราะห์ข้อมูลแบบเชิงลึกได้
ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ในเชิงลึกได้อย่างมั่นใจ แก้ไขปัญหาและพัฒนางานในองค์กรได้มากขึ้น สร้างข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี


5.    เพิ่มความคล่องตัว
กระบวนการทำงานสอดคล้องกัน เชื่อมต่อระบบกันทั้งหมด และขยายไปสู่โซลูชันอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย ธุรกิจจะรองรับการเปลี่ยนแปลงและพร้อมเติบโตได้ตลอดเวลา


หากองค์กรของคุณยังไม่มีระบบ ERP มารองรับ หรือ กำลังใช้ SAP ECC6.0 ที่มีประกาศออกมาแล้วว่ากำลังจะหมด Mainstream Maintenance และยังมีข้อสงสัยว่า SAP S/4HANA  เหมาะสมกับองค์กรหรือไม่? I AM Consulting พร้อมให้คำปรึกษา และช่วยนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับคุณ


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting 


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.