Ubon Bio Ethanol – Rise with SAP S4 HANA Implementation Project Kick off

Ubon Bio Ethanol – Rise with SAP S/4HANA Implementation Project Kick off


บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย ได้ไว้วางใจให้ทาง I AM Consulting เป็นที่ปรึกษาในโครงการ Ubon Bio Ethanol – Rise with SAP S/4HANA Implementation เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกดิจิทัลผ่านระบบบริหารจัดการทรัพยากร (ERP) ชั้นนำระดับโลกอย่าง SAP S/4HANA ซึ่งจะเข้ามาช่วยให้การจัดการข้อมูลเป็นไปได้อย่างฉับไว เรียลไทม์ ลดงานที่ซ้ำซ้อนด้วยระบบอัตโนมัติ และทำให้กระบวนการทำงานระหว่างสำนักงานที่อยู่ต่างสถานที่เชื่อมโยงกันได้อย่างอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มโอกาสขับเคลื่อนธุรกิจได้เต็มรูปแบบและยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ UBE ที่กล่าวว่า “Leading global organic and bio-base brand through technology and sustainable development”


วันที่ 2 พ.ย. 65 คุณศรีรัตน์ ชูโชติถาวร กรรมการ บริษัท I AM Consulting นำทีมที่ปรึกษาเข้าร่วมประชุมเปิดโครงการ อธิบายแผนงาน ณ สำนักงานใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานี และถ่ายทอดออนไลน์ร่วมกับทีมงานที่สำนักงานกรุงเทพฯ โดยได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะช่วยและก้าวเดินเคียงข้างดั่งพันธมิตรไปกับทีมงาน UBE เพื่อดำเนินการโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน


#IAMConsulting #UBE
#IAMDX #DigitalTransformation
#CreateOurExcitingFuture
#WhenIAMPromisesIAMDelivers

BUU-ERP & iZign GoLive! Burapha University

BUU-ERP & iZign GoLive!


ความสำเร็จโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการคลังและต่อยอดระบบลงนามดิจิทัล มหาวิทยาลัยบูรพา


นับเป็นความสำเร็จและอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาด้าน Digital Transformation ของมหาวิทยาลัยบูรพา (BUU) ขุมปัญญาตะวันออก ในการนำระบบ SAP S/4HANA เข้ามาพัฒนาระบบสารสนเทศด้านการคลังพร้อมกับต่อยอดการทำงานด้วย “iZign” เพื่อส่งเสริมระบบลงนามดิจิทัลเดิมของ BUU ที่พัฒนาขึ้นเองโดยสำนักคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับการลงนามเอกสารที่ต้องส่งออกไปภายนอก


นอกเหนือจากระบบ ERP ระดับโลกอย่าง SAP S/4HANA ที่ทาง BUU เลือกใช้เป็นพื้นฐานในการทำ Digital Transformation แล้ว ทาง BUU เองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถในการพัฒนาระบบต่างๆ เพื่อตอบโจทย์การทำงาน รวมถึงระบบลงนามดิจิทัลของ BUU ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อลงนามเอกสารต่างๆ ภายในองค์กร โดยในโครงการนี้ทาง I AM Consulting ได้นำ “iZign” ซึ่งเป็นระบบลงนามดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูงสุดเข้าไปเสริมกับระบบลงนามดิจิทัลเดิมของ BUU เพื่อให้สามารถใช้ลงนามเอกสารที่จะส่งออกภายนอกได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาตรา 28 ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากโครงการแสดงให้เห็นว่า SAP S/4HANA และระบบลงนามดิจิทัลของ BUU และ iZign ทั้งหมดสามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ (Seamless Integration) ส่งเสริมให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างแม่นยำ เรียลไทม์ และเต็มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และงานกระดาษ (Paperwork) ต่างๆ ทำให้บุคลากรสามารถโฟกัสในงานที่ก่อให้เกิดมูลค่า (Values) ได้ นอกจากนี้ยังส่งผลดีด้านสิ่งแวดล้อมทั้งลดการใช้กระดาษ หมึกพิมพ์ เชื้อเพลิงในการส่งเอกสาร สถานที่จัดเก็บ และอื่นๆอีกมากมาย


มหาวิทยาลัยบูรพา (BUU) เลือกใช้ SAP S/4HANA และ iZign มาเป็นพื้นฐาน ก่อนต่อยอดการใช้นวัตกรรมอื่นๆอีกมากมาย เพื่อการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและปรับสู่การเป็น Digital University


I AM Consulting ในฐานะที่ปรึกษาโครงการขอแสดงความยินดีกับ BUU ในความสำเร็จครั้งนี้ และขอบคุณที่ได้ให้ความไว้วางใจแก่เราในฐานะ Partner ของมหาวิทยาลัยที่จะช่วย Transform องค์กรสู่ Digital University เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามคำขวัญของมหาวิทยาลัย “ขุมปัญญาตะวันออก (Wisdom of the East)”


สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SAP S/4HANA และระบบลงนามดิจิทัล iZign หรือ Solutions อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ระบบบริหารงานบุคคล ระบบภาษีดิจิทัล ระบบจัดการเอกสาร ระบบการทำงานอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ เครือข่ายบล็อกเชน และการทำ Digital Transformation แก่องค์กร สามารถติดตามเว็บไซต์และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่


Website: https://www.iamconsulting.co.th/
Email: info@iamconsulting.co.th
Tel: 02 026 3964


#IAmConsulting #BUU #SAP #S4HANA
#iZign #DigitalSignature
#DigitalTransformation #IAMDX
#CreateOurExcitingFuture
#WisdomOfTheEast

AAF – SAP S4HANA Project Kickoff with I AM Consulting

AAF – SAP S/4HANA Project Kickoff with I AM Consulting


บริษัท เอเอเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายแผ่นกรองอากาศอันดับหนึ่งของประเทศไทย ได้มอบความไว้วางใจให้ I AM Consulting เป็นที่ปรึกษาในโครงการ AAF Supply and Implementation of SAP ERP S/4HANA Solution เพื่อยกระดับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรสู่โปรแกรม ERP ชั้นนำของโลกอย่าง SAP S/4HANA เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกดิจิทัลด้วยการบริหารและจัดการข้อมูลที่ฉับไว ปรับกระบวนการทำงานด้วยการทำ Automation ซึ่งจะช่วยให้การประสานงานระหว่างหน่วยงาน หรือกับบริษัทแม่และบริษัทในเครือที่อยู่ต่างประเทศ จากเดิมที่เป็นระบบ Manual เปลี่ยนเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบแบบอัตโนมัติ ทำงานเชื่อมโยงกันแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) อันเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ AAF ที่วางไว้คือ ความพึงพอใจของลูกค้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด คุณภาพของสินค้าไม่สามารถและจะไม่เป็นที่ยอมรับได้ ถ้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน


คุณวัชรินทร์ ไตรสัมฤทธิ์ผล ผู้ช่วยกรรมการสายงานระบบการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร บริษัท I AM Consulting นำทีมที่ปรึกษาเข้าร่วมประชุมเปิดโครงการและอธิบายแผนงาน พร้อมให้คำมั่นแก่ทีมงาน AAF Thailand ที่จะนำโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน


#IAMConsulting #SAP #S4HANA
#AAF #AAFInternational
#IAMDX #DigitalTransformation
#CreateOurExcitingFuture
#WhenIAMpromisesIAMdelivers

TG – APS Project Kickoff with I AM Consulting (26 Sep 2022)

TG – APS Project Kickoff


บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะสายการบินแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพในการบริการเสมอมา เพราะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน I AM Consulting ในฐานะที่ปรึกษามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ  TG Automated Payment System (TG-APS) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการทำ Digital Transformation ของการบินไทย


สำหรับโครงการ TG-APS บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เลือกระบบ SAP Vendor Invoice Management (VIM) มาประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถดำเนินการได้อย่างแม่นยำ ครบถ้วน ประหยัดเวลา และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการพิมพ์และจัดเก็บเอกสาร นอกจากนี้ยังลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน ปรับการทำงานด้วยการทำ Automation ซึ่งจะช่วยให้พนักงานสามารถบริหารเวลาไปกับกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าได้มากยิ่งขึ้น


คุณ ชาย เอี่ยมศิริ  ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดประชุมโครงการ และต้อนรับ Mr. Atul Tuli กรรมการผู้จัดการ SAP Indochina พร้อมกันนี้ คุณพรศักดิ์ ชูโชติถาวร รองกรรมการ บริษัท I AM Consulting นำทีมที่ปรึกษาเข้าร่วมประชุมและอธิบายแผนงาน พร้อมให้คำมั่นแก่ทีมงานที่จะนำโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน


#IAMConsulting #SAP
#TG #ThaiAirways #SmoothAsSilk
#IAMDX  #DigitalTransformation 
#CreateOurExcitingFuture
#WhenIAMpromisesIAMdelivers
 

นำองค์กรของคุณให้ก้าวสู่ Digital Transformation ด้วย RISE WITH SAP by I AM Consulting

ปี 2021 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เห็นได้จากที่มีการควบรวมบริษัทไอที และการสร้างเทคโนโลยีใหม่อย่างไม่ขาดสาย แต่ในปี 2022 นี้ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญ เสมือนประตูที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง


สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกพูดอยู่เสมอ คือ การทำ Digital Transformation ในองค์กร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงกระบวนการและธุรกิจ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับองค์กร จากการวิจัยพบว่ากว่า 90% ขององค์กรมีแผนการทำ Digital Transformation แต่มีเพียงแค่ 40% เท่านั้นที่สามารถทำได้สำเร็จ ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลนั้นไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ mindset ของทุกคนในองค์กร รวมไปถึงการทำ Digital Strategy Roadmap ที่สอดคล้องกับ Business Direction ขององค์กร และแน่นอนว่าหลายองค์กรตกม้าตายในข้อนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร


I AM Consulting ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาในการพัฒนาระบบไอทีให้กับองค์กรชั้นนำมากว่า 15 ปี เราพบว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation คือ “ความพร้อม” ซึ่งหลายๆองค์กรได้มองข้ามเรื่องนี้ไป ความพร้อมในที่นี้มุ่งเน้นไปที่ระบบหลังบ้าน (Backend Readiness) เพราะการที่เราจะนำเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆมาประยุกต์เพื่อปรับเปลี่ยนและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ระบบหลังบ้านนั้นเปรียบเสมือนรากฐาน จำเป็นต้องสร้างๆมีความแข็งแกร่งเสียก่อน จึงจะสามารถต่อยอดและเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง Building Strong Digital Core with SAP


ระบบที่เป็นรากฐานสำคัญขององค์กรคงหนีไม่พ้น ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร หรือที่เราเรียกกันอย่างคุ้นปากว่าระบบ ERP (Enterprise resource planning) องค์กรที่จะทำ Digital Transformation จำเป็นต้องสร้างระบบ ERP ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง Foundation ขององค์กรเสียก่อน เพื่อให้ทุกส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ


หนึ่งในระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดระบบในโลกก็คือ SAP ซึ่งประกอบไปด้วย 16 Core Modules ที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์การทำงานขององค์กรอย่างครอบคลุมทุกกระบวนการเริ่มตั้งแต่หลังบ้านต้นทาง งานผลิต จัดซื้อ บัญชี จนถึงหน้าบ้านที่ต้องออกเอกสารถึงมือลูกค้า ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันทั้งหมดภายในระบบเดียว ทำให้องค์กรสามารถบริหารข้อมูลได้อย่างแท้จริง นอกเหนือจากนั้น SAP มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA ที่มีความเร็วสูงและมาพร้อมกับเทคโนโลยีอื่นๆในการทำ Digital Transformation ที่อยู่รอบการทำงานของ SAP S/4HANA หรือที่เราเรียกว่า Business Transformation Platform (BTP) ซึ่งจะมาช่วยองค์กรทรานสฟอร์มและเชื่อมต่อไปสู่ส่วนอื่นๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จในที่เดียว


ทำไมต้อง Digital Transform ด้วย RISE with SAP


จาก Pain points ต่างๆในการทำ Digital Transformation ของหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการหาระบบ ERP ที่ดีมาเป็นรากฐาน สามารถต่อยอดเทคโนโลยีอื่นๆได้สะดวกรวดเร็วและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ การกำหนด Milestone ที่ชัดเจน จนไปถึงค่าใช้จ่ายที่องค์กรมองว่าจะคุ้มกับการลงทุน


เพื่อตอบโจทย์องค์กรใน Pain points เหล่านี้ SAP จึงได้เสนอการใช้งานในรูปแบบของ Cloud as a Services เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้องค์กรทำ Digital Transformation ได้เบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ตั้งแต่ Backend System จนถึงการเชื่อมต่อไปสู่ส่วนต่างๆ ขององค์กรด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งไม่เพียงให้ความเร็วในการพัฒนา และอำนวยความสะดวกในการใช้งาน แต่มองไปถึงโมเดลราคาที่ง่าย และยืดหยุ่นมากขึ้นในรูปแบบ Subscription
 

โดย RISE with SAP ประกอบไปด้วย 4 Components หลักๆ คือ


ระบบ Backend version ใหม่ อย่าง S/4HANA Cloud Editions


อุปกรณ์และบริการในการทำ Technical Migration


Platform as a Service ที่มี Tools มากมายอย่าง SAP Business Technology Platform


การบริหารจัดการภาพใหญ่ขององค์กรด้วย Business Process Intelligence


RISE with SAP, BEYOND with I AM


ในฐานะที่ปรึกษาผู้พัฒนาระบบ SAP กับ RISE WITH SAP เรามองเห็นจุดเปลี่ยนของการพัฒนาระบบ SAP ไปอีกยุคสมัยหนึ่ง จากประสบการณ์กว่า 15 ปี ที่เราได้ร่วมพัฒนาระบบให้กับ Partners กว่า 400 โครงการ เราเห็นถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะนำ RISE with SAP มาช่วยให้ลูกค้าของเราทำ Digital Transformation ในองค์กรได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงสร้าง Digital Core ที่แข็งแรง แต่สามารถต่อยอดไปถึงความสำเร็จในการทรานสฟอร์ม ด้วยซอฟท์แวร์จาก RISE with SAP ที่เปลี่ยนแปลงโลก SAP แบบเดิมๆที่เราคุ้นเคยไปอย่างชัดเจน


Methodology ของ I AM นั้นไม่ใช่แค่เพียงมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ดี แต่เป็นความเข้าใจในระบบและธุรกิจของลูกค้า เพื่อการนำมาปรับใช้ เรามักออกแบบระบบและการใช้งานร่วมกับลูกค้าเสมอ เพื่อดึงศักยภาพที่ลูกค้าจะได้รับจากระบบให้ได้มากที่สุด เรามุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในกระบวนทำงาน โดยมี Business Process Experts ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ


ด้วยทีมงานกว่า 400 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบและพร้อมทุ่มเท DNA ของเราไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบให้สำเร็จเพราะเราตระหนักเสมอว่า “ระบบจะอยู่กับองค์กรตลอดไป” เราจึงออกแบบ methodology การพัฒนาโครงการให้มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามความต้องการขององค์กร สร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแรง เพื่อช่วยต่อยอดและสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของเราให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


สิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำ Digital transformation ไม่ใช่แค่การเลือกแค่ระบบ แต่ต้องออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อและต่อยอดไปยังส่วนอื่นๆได้ ต้องสร้าง Digital Strategy Roadmap โดยมีรากฐานระบบ Digital Core ที่แข็งแรง หากท่านกำลังมองหาพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยพัฒนาให้องค์กรเติบโตไปด้วยกัน เราคือพาร์ทเนอร์ที่อยู่เคียงข้างตลอดเส้นทางการเติบโตขององค์กรคุณ “What I AM Promises, I AM Delivers”

 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663

 

AssetWise RISE with SAP: Project Kick Off

AssetWise ผู้สร้างความสุขในการอยู่อาศัย กับก้าวใหม่ในการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลกับ RISE with SAP


นับเป็นเวลากว่า 17 ปี จากจุดเริ่มต้นในโครงการเล็กๆ จนถึงปัจจุบันที่ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน)  ได้เติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทย และวันนี้บริษัทกำลังก้าวต่อไปสู่การใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบบริหารองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนกับโครงการ AssetWise RISE with SAP ซึ่งได้มีการประชุมเริ่มโครงการไปในวันที่ 1 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา


คุณศรีรัตน์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท I AM Consulting นำทีมที่ปรึกษาเข้าร่วมประชุมเปิดโครงการและให้คำมั่นแก่ AssetWise ที่จะร่วมเดินเคียงข้างสู่จุดหมายที่วางไว้ โดยในงาน คุณปัญญา นันทกิจตระกูร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานบัญชีและการเงิน ได้กล่าวต้อนรับทีมที่ปรึกษาจาก I AM Consulting และแสดงเป้าหมายที่จะนำ AssetWise สู่การเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล ซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทฯ ซึ่งแม้จะท้าทาย แต่มีความมั่นใจในบุคลากรที่พร้อมทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ และเชื่อมั่นว่าทีมที่ปรึกษา I AM ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจะสามารถนำความรู้ความสามารถที่มี มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ AssetWise ได้อย่างสูงสุด


พร้อมกันนี้ คุณกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์ เล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัท มุมมองและเป้าหมายในการทำ Digital Transformation กับโครงการ AssetWise RISE with SAP  ไว้อย่างน่าสนใจ

กว่าจะมาเป็น AssetWise ในวันนี้


AssetWise เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ปีที่ 18 บริษัทเติบโตจากทำบ้านทีละ 5-7หลัง แล้วเริ่มมาทำคอนโดในช่วงประมาณปี 2556 เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากการขยายตัวของเมือง การที่มีสายรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น บวกกับปัจจัยที่ดินในแนวราบที่แพงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจึงปรับตัวจากการพัฒนาอสังหาแนวราบมาเป็นแนวดิ่ง ซึ่งในช่วงแรกบริษัทอาศัยการมีพาร์ทเนอร์ที่ดี เรียนรู้การทำคอนโดกับ พาร์ทเนอร์เริ่มต้นจากตึกเล็กๆ จนปัจจุบันพัฒนาไปแล้วกว่า 30 โครงการ นับได้ว่าบริษัทมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วง 3 ปีหลัง ซึ่งหลักๆมาจากโครงการ Kave และ Atmoz  ซึ่งเป็นโครงการมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท


การที่บริษัทมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดนี่เอง แน่นอนว่าพนักงานก็เพิ่มมากขึ้น มีคนที่มาเกี่ยวข้องมากขึ้น องค์กรมีการเติบโตในทุกๆด้าน โดยบริษัทได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่โควิดระบาดระลอกที่ 3 พอดี แต่เนื่องจากเรามีการเตรียมตัวกันอย่างหนักก่อนหน้านั้น 2-3 ปี จัดเตรียมสิ่งต่างๆให้เป็นไปตามข้อกำหนด จึงสามารถนำพาบริษัทให้ผ่านวิกฤตมาได้ และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

AssetWise นักพัฒนาอสังหาที่สร้างความสุข


AssetWise ชอบทำอะไรใหม่ๆ ที่ดินเหมือนกัน แปลงติดกัน เราจะไม่ออกแบบซ้ำ ในทุกโครงการเราออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เราสนุกกับการทำอะไรใหม่ๆ พยายามคิดเสมอว่าลูกค้าควรจะได้อะไร สิ่งไหนที่จำเป็น อะไรตอบโจทย์ หรือกระทั่งสิ่งที่เกินความคาดหวัง เราก็ใส่เพิ่มเติมให้ เพราะเราคิดเสมอว่าลูกค้าลงทุนซื้อบ้านหนึ่งหลัง หรือคอนโดหนึ่งห้อง นั่นคือที่อยู่ของเค้าทั้งชีวิต


สโลแกนของเราคือ We Build Happiness ดังนั้นเรามองลูกค้าเป็นหลัก แต่เราก็ให้ความสำคัญกับพนักงานภายในบริษัทด้วย เพราะเราเชื่อว่าการที่จะทำให้ลูกค้าได้รับของดีและมีความสุข สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ทีมงานและพนักงานของเราก็ต้องมีความสุขด้วยจึงจะทำมันออกมาได้ดี ไม่มีทางที่พนักงานมีความเครียดแต่จะไปสร้างความสุขให้กับลูกค้าได้


We Build Happiness จึงเป็นสโลแกนที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ลูกค้าหรือพนักงานในองค์กรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้ไปถึงพันธมิตรทางธุรกิจของเราอีกด้วย อย่างที่บอกว่าเราอาศัยการมีพาร์ทเนอร์ที่ดี เน้นการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เราช่วยเหลือและรับฟังเสมอ สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนไปยังผลิตภัณฑ์ของเรา มันไม่ใช่แค่การได้ที่ดินมาแล้วก็สร้างโดยใช้แบบแปลนที่เหมือนกับโครงการอื่นๆ เราไม่ทำอะไรง่ายๆแบบนั้น ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ และความสุขของลูกค้าอยู่ใน DNA ของเรา มันทำให้ลูกค้าเห็นความแตกต่างในจุดนี้


อีกสิ่งสำคัญคือ เรามุ่งมั่นจะสร้าง Value ให้ลูกค้าให้ได้มากที่สุด Value ของเราไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ห้อง แต่รวมไปถึงตำแหน่งที่ตั้ง ส่วนกลางโครงการ จนไปถึงการบริการ ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เราเน้นมาก เพราะต้องการให้ลูกค้าได้รับ Value ที่แตกต่างจากที่อื่น มันไม่ใช่แค่ขายแล้วจบ แต่ลูกค้าต้องภูมิใจในสถานที่ที่เขาอยู่ด้วย 

AssetWise กับการทำ Digital Transformation


AssetWise เริ่มทำ Digital Transformation มาบ้างแล้วเป็นส่วนๆ อาทิเช่นการนำโปรแกรมเข้ามาใช้ในงานด้านบัญชี การตลาด การขาย แต่เมื่อบริษัทมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีพนักงานมากขึ้น กระบวนการทำงานต่างๆก็มากขึ้น บริษัทก็ต้องปรับตัวสู่ดิจิทัลมากยิ่งขึ้น


เราต้องการสร้างระบบที่สามารถเชื่อมโยงกันอย่าง Seamless พนักงานต้องสามารถที่จะ Connect ถึงกันและมีความคล่องตัวในการทำงาน จนไปถึงช่องทางที่จะสามารถติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ระบบต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบเพื่อยืนยันความถูกต้องได้ และต้องมีความเสถียร เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

AssetWise Rise with SAP


ความท้าทายในการทำ Digital Transformation ของเราคือเรื่องของ Scalability เนื่องจากบริษัทของเราเติบโตอย่างรวดเร็ว สองปีที่แล้วเรามีพนักงานประมาณ 100 คน แต่พอเข้าตลาดหลักทรัพย์มีการขยายโครงการมากขึ้น พนักงานของเราเพิ่มเป็น300 คน โปรแกรมต่างๆที่เคยใช้ได้สองปีที่เเล้ว วันนี้ไม่ตอบโจทย์แล้ว และหากมองไปข้างหน้าที่เทคโนโลยีก้าวไปเร็วมากๆ หรือความต้องการของเราเองที่อาจจะขยายธุรกิจใหม่ๆในอนาคต เราจึงมองหาระบบบริหารทรัพยากรองค์กรที่สามารถพัฒนาและพร้อมขยายไปกับความต้องการของเราได้


RISE with SAP จึงเป็นคำตอบของเรา เพราะมีความเสถียร สามารถขยายส่วนต่อไปยังกระบวนการอื่นๆ จะช่วยให้เราสามารถขยายธุรกิจใหม่ๆได้ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการบริการที่เรามั่นใจว่า SAP จะสามารถดูแล และให้บริการเราอย่างดีในระยะยาว มีผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับการทำงานและพัฒนาระบบงานต่างๆให้ดียิ่งขึ้นได้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาองค์กรให้มีความยั่งยืนได้ต่อไป 

I AM Consulting as a Partner


เราใช้เวลาค่อนข้างนานในการเลือกทีมที่ปรึกษา อย่างที่บอกว่าเราเน้นการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ และการเป็นพาร์ทเนอร์ที่จะร่วมเดินเคียงข้างไปกับเรา ซึ่งตรงนี้เราสัมผัสได้ว่า I AM Consulting คิดเหมือนเรา และจากประสบการณ์ของทีมที่ปรึกษา เรามั่นใจว่า I AM มีความชำนาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดี ซึ่งก็จะมี Use Case ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดให้กับเราได้ การทำระบบอาจจะไม่นาน แต่ระบบจะอยู่กับเราไปอีกนาน และเราเชื่อว่า I AM Consulting จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีของเราในระยะยาว 

ข้อคิดถึงผู้ประกอบการในประเทศไทยที่กำลังปรับตัวในการทำ Digital Transformation


การทำ Digital Transformation เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งในอนาคตที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว การสื่อสารจะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น การทำงานต่างๆก็จะมุ่งเข้าสู่โลกดิจิทัล ดังนั้นการมีระบบการจัดการที่ดี จะช่วยให้การทำงานคล่องตัว สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ลึกและละเอียดยิ่งขึ้น ช่วยประหยัดเวลาให้กับบุคลากร ทำให้พวกเขาสามารถที่จะใช้เวลาในการวิเคราะห์และสร้างกลยุทธ์ที่มีความสำคัญกับองค์กรได้มากยิ่งขึ้น


การลงทุนในการทำ Digital Transformation จะส่งผลดีต่อองค์กรทั้งในด้านของการลดค่าใช้จ่าย การพัฒนากระบวนการทำงาน ความก้าวหน้าของธุรกิจ และการสร้างความยั่งยืนแก่องค์กรต่อไป

เคล็ดลับการเลือกผู้พัฒนาระบบ (Implementor) ให้ถูกใจ ฟิตกับองค์กร โครงการจบไว ได้ใจผู้บริหาร

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบคือการทำระบบให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรให้มากที่สุด และปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การพัฒนาระบบได้สำเร็จนั้น ก็คือการเลือกผู้พัฒนาระบบ หรือ Implementor ซึ่งหลายๆองค์กรมักมองข้ามข้อนี้ไป จากการวิจัยพบว่า “มากกว่า 50% ของโครงการที่ล้มเหลวในการพัฒนาระบบ เกิดจากการเลือกทีมพัฒนาที่ผิดพลาด ไม่เหมาะกับองค์กร”


การเลือกทีมพัฒนาก็เหมือนการเลือกคู่แต่งงานให้กับองค์กร คู่ที่ดีก็จะช่วยเสริมองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ง่าย ทีมทำงานสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เพราะแน่นอนว่าทุกโครงการย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นระหว่างดำเนินโครงการ แต่ผู้พัฒนาระบบที่ดีจะช่วยนำพาลูกค้าให้ไปได้ตลอดลอดฝั่ง จนลูกค้าเองรู้สึกเหมือนประหนึ่งว่า ผู้พัฒนาระบบนั้นเป็นเสมือนหนึ่งพนักงานในองค์กรของตน ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน และในทางตรงกันข้าม หากเลือกคู่ที่ไม่มีความเข้าใจมากเพียงพอ ก็อาจเกิดความผิดพลาดในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบที่มีมูลค่าสูง จะส่งผลกระทบทั้งในเรื่องของงบประมาณและระยะเวลาดำเนินการ


ทั้งนี้ทีมพัฒนาที่ “ใช่” หมายความว่า ต้องเป็นผู้พัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในเรื่องธุรกิจขององค์กร รายละเอียดของโครงการ จนถึงความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กร และจากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในการเป็นที่ปรึกษามานาน เรามีเคล็ดลับที่จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกทีมพัฒนาที่ถูกใจ ฟิตกับองค์กร ได้ใจผู้บริหาร ทำให้โครงการจบไว มาฝากดังนี้


1.มีความชัดเจนในความต้องการขององค์กร


ไม่มีใครรู้ความต้องการ และธุรกิจขององค์กรมากกว่าตัวองค์กรเอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มต้นหา ทีมพัฒนา ก็คือการเตรียม Business Need Requirement ให้ชัดเจน ว่าคุณต้องการอะไร และอยากให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร เพื่อความกระชับรวดเร็วของการทำงาน หากองค์กรสามารถ Simplify Business Process สรุปข้อกำหนดของตัวเองให้ชัดเจนก่อน ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลา และเป็นข้อมูลให้กับทีมพัฒนาไปศึกษาหาแนวทางมาช่วยแนะนำได้ดีขึ้น


2.ทำความเข้าใจซอฟท์แวร์


องค์กรต้องมั่นใจว่า Software Vendors ที่จะเลือกใช้นั้นเหมาะกับองค์กรของเรา มี Features / Functions ตรงตามความต้องการ สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกๆโมดูล เพราะหากเราจะลงทุนแล้วก็ควรมั่นใจว่าจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า และต่อยอดได้ในอนาคตหากองค์กรมีโจทย์หรือความต้องการเพิ่มเติม  จากนั้นจึงค่อยมองหาทีมพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับซอฟท์แวร์นั้นๆ


3.เลือกทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์และเหมาะกับธุรกิจ


บ่อยครั้งที่องค์กรเลือกทีมพัฒนาจากชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียว เราควรเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะกับตัวขององค์กร โดยพิจารณาจากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในเรื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เนื่องจากทีมพัฒนาที่เข้าใจธุรกิจจะสามารถนำ Best Practice มาประยุกต์ช่วยพัฒนาให้องค์กรทรานสฟอร์มได้มากกว่า


4.เลือกทีมพัฒนาที่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร


ในการดำเนินโครงการ Teamwork เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะต่อให้ทีมพัฒนามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากเพียงใด โครงการก็ไม่อาจสำเร็จได้หากทีมพัฒนาไม่สามารถทำงานร่วมกับคนขององค์กร เราจำต้องเลือกทีมพัฒนาที่มี “จริต” การทำงานที่ตรงกัน ถ้าองค์กรของคุณมี Best Practice  และมาตรฐานที่สูง ก็ต้องเลือกทีมพัฒนาที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่คล้ายคลึงกัน และหากองค์กรของคุณมีความยืดหยุ่นในกระบวนการทางธุรกิจ ก็ควรหาทีมงานที่สามารถเปิดรับความยืดหยุ่นนี้ได้ บ่อยครั้งที่โครงการไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ จากความไม่ลงรอยในการทำงานระหว่างองค์กร และทีมพัฒนาที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันสุดขั้ว


5.การต่อรอง (Negotiation)


การต่อรองเป็นอีกขั้นตอนที่ไม่ควรละเลย เพราะมีความละเอียดอ่อน เป้าหมายของการต่อรอง คือช่วยให้โครงการครอบคลุม และคุ้มค่ากับการลงทุน ชึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของจำนวนงบประมาณเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงความคุ้มค่า อย่าลืมว่าระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีก 5-10 ปี  ดังนั้นต้องมองให้ครบทุกมุมมอง ตั้งแต่ ค่า License ไปจนถึงการดูแลรักษาระบบ หากการต่อรองมีความไม่เป็นธรรมมากจนเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของโครงการที่อาจจะล่มได้ในอนาคต บางครั้งข้อเสนอที่ดีเกินไป ก็ต้องระวังว่ามันเป็นไปได้จริงหรือไม่ “Too good to be true”


6. เพิ่มความเห็นจากมุมมองที่สาม (Third Party opinion)


หากยังไม่มั่นใจในการพิจารณา องค์กรสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยเลือกทีมพัฒนา เพราะมุมมองของบุคคลที่สามจะช่วยให้มองเห็นได้รอบด้าน ในบางกรณีอาจจะว่าจ้างให้เข้าร่วมเป็น Project Management Office หรือ PMO ในโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาโครงการจะประสบความสำเร็จอย่างเต็มประสิทธิภาพ


สำหรับองค์กรที่พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ จะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนด้านเวลาและงบประมาณ ซึ่งไม่มีช่องว่างให้เกิดข้อผิดพลาดได้ การเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะสมถือเป็นอีกหัวข้อที่ไม่ควรละเลย เพราะการเริ่มต้นที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


I AM Consulting เล็งเห็นถึงความสำคัญในหัวข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงรวบรวมนำเคล็ดลับต่างๆ มาช่วยเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับทุกองค์กร และเราพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาระบบไอทีให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.iamconsulting.co.th


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663

 

The Next Chapter of HR Technology with NIDA

HR Technology ขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล


สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ร่วมกับบริษัท ไอแอม คอนซัลติ้ง จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ นำเอาองค์ความรู้และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งเน้นการนำเอา HR Technology ช่วยขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล


ศ.ดร. กำพล  ปัญญาโกเมศ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวถึง ความร่วมมือกับภาคเอกชนในครั้งนี้ว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของ NIDA ที่ว่าด้วย “เป็นสถาบันชั้นนำแห่งชาติที่สร้างผู้นำและองค์ความรู้ในระดับสากล เพื่อการเปลี่ยนแปลง” จึงนำมาสู่การสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานต่างๆ ที่จะมาช่วยเสริมสร้างความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ความร่วมมือกับบริษัท ไอแอม คอนซัลติ้งในครั้งนี้ เป็นการนำระบบเทคโนโลยีทรัพยากรมนุษย์ มาช่วยพัฒนาบุคลากร โดยเริ่มต้นที่การพัฒนาและประเมินผล เนื่องจากสถาบันมองว่าไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีใดๆ มาใช้ในองค์กร แต่ถ้าไม่ผลักดันให้คนได้ใช้งานอย่างเหมาะสม ก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะผลักดันทั้งคนและเทคโนโลยี เพื่อก้าวสู่ Digital Transformation ต่อไป

ด้านกริช วิโรจน์สายลี Country Vice President บริษัท ไอแอม คอนซัลติ้ง จำกัด ผู้ให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้แก่องค์กรเอนเทอร์ไพรส์ระดับประเทศ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาไอแอม คอนซัลติ้งเอง มีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ SAP ให้กับทั้งหน่วยงานเอกชน และมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ได้ร่วมมือกับภาคการศึกษา ที่จะช่วยนำเอาเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนให้ NIDA ได้การเป็นองค์กรดิจิทัล ด้วยการใช้ HR Technology ในโซลูชัน Performance management มาร่วมพัฒนาบุคลากรของสถาบัน และผลักดันให้เกิดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในสถาบัน”


โดยทั้งสองหน่วยงานยังคาดหวังว่า การเริ่มต้นพัฒนาระบบ HR Technology ครั้งนี้ จะสามารถนำไปเป็นแม่แบบ และต่อยอดไปใช้กับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ต่อไปได้

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.