6 เหตุผลที่บริษัทแบบ B2B ควรมีระบบ e-Tax สำหรับการบริหารจัดการเรื่องภาษี

ปัจจุบันไม่เพียงแค่ธุรกิจแบบ B2C เท่านั้นที่ปรับมาใช้ระบบภาษี e-Tax แต่ผู้ประกอบการธุรกิจแบบ B2B หลายองค์กร ก็ปรับมาใช้ ระบบภาษี e-Tax เช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็น Service Provider จากกรมสรรพากร ในการเป็นตัวแทนนำส่งเอกสารให้กรมสรรพากรโดยตรง ขอสรุป 6 เหตุผลที่ธุรกิจกิจแบบ B2B ควรทำระบบ e-Tax มาให้ฟังในบทความนี้

 

1. ลดความยุ่งยากในการจัดส่งใบกำกับภาษี


สำหรับธุรกิจแบบ B2B ที่มีคู่ค้าจำนวนมาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่สร้างความปวดหัวก็คือ การจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาในการพิมพ์ ใส่ซอง ติดแสตมป์ และจัดส่งให้คู่ค้าแล้ว หากต้องมีการแก้ไขข้อมูลภายหลัง ก็จะต้องเสียเวลาในการรับคืน ทำซ้ำอีกหลายรอบ การปรับมาใช้ระบบ e-Tax ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ ได้โดยตรง การแก้ไขข้อมูลในภายหลังหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็สามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลามากมายเหมือนแบบเก่า โดยสามารถจัดส่งในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้รับสามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที สะดวก รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ

 

2. เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ


การปรับมาใช้ระบบ e-Tax ทำให้กระบวนการทางภาษีมีความโปร่งใส ทั้งในสายตาของคู่ค้า และกับทางกรมสรรพากร จึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และแน่นอนว่าจะส่งผลทางการตลาด เพราะคู่ค้าย่อมต้องการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีการทำงานที่โปร่งใส เชื่อถือได้

 
3. ช่วยประหยัดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากร ให้บริษัทพัฒนาอย่างยั่งยืน


การใช้ระบบ e-Tax ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในทุกกระบวนการทางภาษีทั้งหมด ตั่งแต่การ จัดทำ จัดส่ง และจัดเก็บ อาทิเช่น ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าขนส่ง ค่าเช่าคลังเพื่อจัดเก็บเอกสารที่ต้องเก็บไว้ขั้นต่ำ 5 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นการลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น กระดาษ หมึกพิมพ์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน

 

4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน


ด้วยการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เป็นเอกสารเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถการเรียกออกมาดูเพื่อการสอบกลับได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกสารเสียหาย หรือสูญหาย และยังช่วยลดเวลาการทำงาน ช่วยให้ผู้รับผิดชอบสามารถนำเวลาไปพัฒนาทักษะด้านอื่นๆให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร

 

5. ข้อกำหนดและการสนับสนุนจากกรมสรรพากร


เป้าหมายของกรมสรรพากร 2 ปีต่อจากนี้ (ภายในปี พ.ศ. 2569) บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ทั้งหมด 100% จะต้องนำส่งข้อมูลธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-Tax Invoice / e-Tax Receipt และกรมสรรพากรมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังผู้ประกอบการทั้งหมดทั่วประเทศ ดังนั้นต่อให้ไม่เริ่มทำระบบ e-Tax ในวันนี้ ก็จะต้องทำในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ผู้ประกอบการจึงควรรีบศึกษาและดำเนินการเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่ออกมาเพื่อสนับสนุน อาทิเช่น การนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ โครงการ easy e-Receipt เป็นต้น

 

6. สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที


ปัจจุบันภาครัฐ โดยทุกภาคส่วนมีเป้าหมายในการนำประเทศไทยให้เข้าสู่การทำ Digital Transformation ซึ่งในอนาคตข้อมูลทุกอย่างจะถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางในรูปแบบดิจิทัล การประยุกต์ใช้ข้อกฎหมายต่างๆ รวมถึงกฎหมายด้านภาษีจากกรมสรรพากรเอง ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง การใช้ระบบ e-Tax ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นการยกระดับระบบของบริษัทในการเชื่อมโยงกับภาครัฐ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายภาษี บริษัทก็จะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

การทำระบบ e-Tax ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการจัดการด้านภาษีรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้องค์กรทำธุรกิจได้โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิผล และป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างดี

 

ปรึกษาเรื่องระบบ e-TAX กับ I AM Consulting 

 

I AM Consulting ไม่เพียงแค่ให้บริการในการติดตั้งระบบเท่านั้น เรายังพร้อมให้คำปรึกษาในการวางแผน การปรับกระบวนการต่างๆ ด้านภาษีของคุณให้ดียิ่งขึ้น ติดต่อเราวันนี้ เพื่อให้เราตอบคุณทุกข้อสงสัย
บริการ EZTax by I AM Consulting จะช่วยคุณในการทำ e-Tax แบบครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะเราตระหนักเป็นอย่างดี ว่าระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

4 แนวทาง ลดใช้กระดาษ ในองค์กร (less paper)

การลดใช้กระดาษในองค์กรไม่เพียงแต่เป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงเท่านั้น แต่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรได้ด้วย ในบทความนี้ I AM จึงจะชวนไปพิจารณา 4 แนวทางสำหรับลดการใช้กระดาษในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

1) e-Tax invoice & e-Receipt

 

การทำระบบ e-Tax invoice & e-Receipt ถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูง ในการลดการใช้กระดาษในกระบวนการการเงินขององค์กร ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินที่กลายเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยลดความซับซ้อนในการจัดทำเอกสาร และนำส่งสรรพากร แถมยังง่ายต่อการเก็บรักษา และสืบค้นข้อมูลย้อนหลัง

ปี 2566 ที่ผ่านมา อาจเป็นก้าวแรกของหลาย ๆ องค์กรในการเริ่มนำระบบ e-Tax invoice และ e-Receipt เข้ามาใช้ ด้วยแรงกระตุ้นจากโครงการ Easy e-Receipt ของรัฐบาล หากองค์กรของคุณพลาดโอกาสนี้ไป ยังสามารถเตรียมพร้อมไว้สำหรับโครงการในปีต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายในการทำระบบมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า อีกด้วย

 

2) Digital Signature

 

ระบบลงลายมือชื่อดิจิทัล ปัจจุบันถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการทำสัญญาและเอกสารต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องพิมพ์เอกสารออกมาเพื่อลงนามทุกครั้ง ช่วยลดการใช้กระดาษในกระบวนการอนุมัติ และรับรองเอกสารได้อย่างดีเยี่ยม

Digital Signature ที่กฎหมายรองรับให้เป็นลายมือชื่อที่เชื่อถือได้ จะต้องสอดคล้องตามมาตรา 26 หรือ มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ฯ เหมาะสำหรับเอกสารประเภทที่ต้องการความรัดกุมและมั่นคงปลอดภัยทางกฎหมายเพิ่มขึ้น เช่น เอกสารสัญญาซื้อ-ขายระหว่างบริษัท เอกสารกู้ยืมเงิน หรือเอกสารที่มีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองเจ้าของลายมือชื่อและคนที่ต้องเอาลายมือชื่อนี้ไปใช้ต่อ ว่าสามารถเชื่อถือได้อย่างแน่นอน
 

 

3) Enterprise Content Management

 

การใช้ระบบ Enterprise Content Management (ECM) บริหารข้อมูลขององค์กร เก็บรักษาข้อมูลในองค์กรไว้ที่ศูนย์กลาง ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ปลอดภัย เป็นระบบระเบียบ ช่วยให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึงเอกสารได้ตามสิทธิ์การเข้าถึง ช่วยให้การค้นหาข้อมูลเป็นไปอย่างง่ายดาย สามารถเรียกใช้ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มการทำงาน ช่วยให้เกิดการทำงานแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) และช่วยลดการใช้กระดาษในกระบวนการทำงานเป็นอย่างมาก

 

4) Blockchain

การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้กับการธุรกรรมต่าง ๆ ขององค์กรนอกจากเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานแล้ว ยังช่วยลดกระดาษเป็นอย่างมา อาทิเช่น ระบบ Digital Certificate ที่ไม่ต้องปรินท์เอกสารออกมาเป็นใบรับรอง แต่จะถูกบันทึกไว้ในรูปแบบไฟล์บน Blockchain Network และมีลงนามด้วยระบบ Digital Signature ที่ไม่สามารถปลอมแปลงได้ สามารถเก็บรวบรวม และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง

 

ปรึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่การเป็นองค์กรไร้กระดาษ (Paperless Organization)

ทุกแนวทางข้างต้นนี้ I AM Consulting มีที่ทีมผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำ เพื่อปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล ลดการใช้กระดาษได้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 ความท้าทายในงาน HR ยุคใหม่ : Insight จากงาน Cross Pollination

การดำเนินงานในการบริหารทรัพยากรบุคคลยุคปัจจุบันมีความท้าทายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่ง HR จำเป็นต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านพฤติกรรม วัฒนธรรมการทำงาน และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และนี่คือ 5 ความท้าทายสำคัญที่ได้รับการโหวตจาก HR กว่า 40 คนในงาน Cross Pollination ว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต

 

1) การทำงานแบบ Flexi Hour

เมื่อการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ การเข้างาน 9 โมงตรงเป๊ะ อาจไม่ตอบโจทย์คนทำงานในยุคนี้อีกต่อไป การทำงานแบบ Flexi Hour อาจเป็นอีกทางเลือกที่ HR ต้องจัดการให้เหมาะสม โดยการพัฒนานโยบายการทำงานให้เข้ากับความต้องการและบทบาทหน้าที่ของพนักงานทุกคน แต่ยังคงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้ได้

การกำหนด Management Policy เพื่อให้มีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นแต่ชัดเจน ต้องหารือร่วมกันเพื่อศึกษาว่าพนักงานกลุ่มใดสามารถทำงานแบบ Flexi Hour ได้บ้าง และสร้างข้อตกลงร่วมกัน

 

2) การทำงาน Work from Anywhere

หลังจากยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต้องยอมรับว่าเทรนด์การ Work from Anywhere ไม่ใช่เพียงแค่เป็นรูปแบบการทำงานเฉพาะกิจ แต่กลายมาเป็นวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ที่คนทำงานถวิลหา และกลายเป็นหนึ่งเหตุผลหลักในการเลือกทำงานของคนยุคใหม่ ความท้ายทายคือ HR จะทำอย่างไรให้พนักงานที่ทำงานคนละที่ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สามารถสื่อสารกัน และทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพ

บางองค์กรอาจใช้ Application เป็นสื่อกลาง (เช่น SODA) หรือ เราสามารถให้พนักงาน Work from Anywhere ได้ แต่อาจกำหนดให้มีวันเข้าออฟฟิศบ้าง และในวันที่เข้าออฟฟิศอาจจัดให้มีช่วงพักเบรกประมาณ 30 นาที เพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกัน กิจกรรมลักษณะนี้สามารถช่วยให้มีความสนิทสนมกันมากขึ้น

 

3) การจัด Training สำหรับคนต่าง Gen

ลักษณะการทำงานของคนต่าง Generation เริ่มเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น ในมุมของ HR ที่ต้องจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนในองค์กรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะทำ Training ให้ตอบโจทย์และตรงใจคนในทุกๆ วัย

นอกจากการแบ่งกลุ่มตาม Generation แล้ว บางองค์กรยังมีการแบ่งกลุ่มคนตามจุดแข็ง (Strength) ลักษณะนิสัยการทำงาน หรือไลฟ์สไตล์ ความชอบ ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสนิทสนม ความเข้าใจ ข้าม Gen ได้มากขึ้น จากนั้นค่อยใช้เทคโนโลยี เช่น การนำ Gamification เข้ามาประยุกต์ใช้ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมได้แบบไม่เคอะเขิน

 

4) การทำ Training และ Develop ให้แตกต่างและได้ Business Impact

การพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานไม่เป็นเพียงแค่เป็นการให้ความรู้เพิ่มเติมเท่านั้น แต่ HR ต้องมองว่าสามารถสร้างผลลัพธ์อะไรให้กับตัวพนักงานและองค์กรได้บ้าง การใช้รูปแบบเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้พนักงานรู้สึกเบื่อหน่าย และไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม Training

อาจปรับรูปแบบการฝึกอบรมไปอยู่ในลักษณะของ Project Based ให้พนักงานได้ลงมือทำอะไรสักอย่างขึ้นมาจริง ๆ หรืออาจมีการปรับบทบาทของคนในองค์กร ให้ผู้บริหารลงมา Training ด้วย ก็จะช่วยทุกคนให้เห็นภาพทิศทางที่องค์กร ลดช่องว่างในการสื่อสาร และก้าวต่อไปด้วยกันได้ง่ายขึ้น

 

5) การสร้าง Psychological Safety

ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) เป็นอีกเป้าหมายที่สำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคล สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ, การรับฟัง, และการสนับสนุนจะทำให้พนักงานรู้สึกมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น ช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่องค์กร

วัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างเกิดจาก Mindset ที่ดี ซึ่งพนักงานทุกคนต้องร่วมกันสร้าง แต่ในส่วนของ HR อาจช่วยได้อีกแรงด้วยเครื่องมือการรับฟัง Feedback เช่น การประเมิน 360 องศา เป็นต้น

I AM Consulting ไม่ใช่เพียงผู้พัฒนาระบบ HR แต่เรามีประสบการณ์ในการปรับกระบวนการทำงานทั้งด้าน HRM และ HRD ให้กับองค์กรชั้นนำต่างๆมากมาย เพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการของแต่ละองค์กร เราจึงมีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย และสามารถให้คำแนะนำได้อย่างรอบด้าน

 

สามารถพูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 แนวทางการประเมิน ทดลองงาน (Probation Evaluation) ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ประเมิน ทดลองงาน (Probation Evaluation) เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ นอกจากจะช่วยพิสูจน์ความรู้ความสามารถ หรือทักษะในการทำงานของพนักงานใหม่แล้ว ยังเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ลองสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รวมถึงพิจารณาความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กร ดังนั้นการประเมินควรเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ เพื่อให้ผลลัพธ์นั้นมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและพนักงานในระยะยาว

แต่จะทำการประเมินอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด? วันนี้ I AM Consulting ขอยก 5 แนวทางนี้ มาให้ฝ่าย HR และ หัวหน้างานได้ลองนำไปปรับใช้กัน

 

1) กำหนดเกณฑ์ในการประเมินและสื่อสารกับพนักงานให้ชัดเจน

 

เกณฑ์การประเมินอาจแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งและหน้าที่ที่พนักงานใหม่ได้รับมอบหมาย ซึ่งในรายละเอียดเป็นสิ่งที่ฝ่าย HR ต้องตกลงร่วมกับหัวหน้างาน และชี้แจงให้พนักงานได้รับทราบเกณฑ์การประเมินผลที่ชัดเจน ซึ่งตัววัดที่ดี ควรทำให้องค์กรรับทราบทัศนคติในการทำงาน, การปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น ของตัวพนักงาน แน่นอนว่าเกณฑ์ในการวัดผลงานในเนื้องานของพนักงานก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน

 

2) กำหนด milestone ในการวัดผลและติดตามเป็นระยะ

 

ระยะเวลาทดลองงานโดยส่วนใหญ่ จะอยู่ที่ 90-120 วัน การประเมินจะได้ผลดีหากมีการกำหนด milestone ในการวัดผลย่อยๆ ภายในระยะเวลาดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถติดตาม รับทราบความคืบหน้าของตัววัดได้เป็นระยะ และเกิดการพูดคุยสื่อสารเพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานใหม่ ทำให้องค์กรได้เห็นแนวโน้มของพนักงานใหม่ได้รวดเร็ว

 

3) HR ควรพูดคุยกับหัวหน้างานอย่างสม่ำเสมอ

 

การสรรหาพนักงานจนไปถึงการบรรจุเป็นพนักงานประจำ เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่อง ควรมีการอัปเดตข้อมูลซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ไม่ควรทิ้งให้เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ช่วงทดลองงานถือเป็นโจทย์สำคัญของ HR และ หัวหน้างาน ว่าควรทำอย่างไรให้พนักงานคนนี้ได้ไปต่อ และทำงานในองค์กรได้อย่างราบรื่น

 

4) การขยายเวลาทดลองงาน

 

การขยายเวลาทดลองงาน หรือ ต่อโปร อาจเกิดขึ้นจากกรณีที่องค์กรยังไม่มั่นใจว่าพนักงานใหม่จะสามารถทำงานได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ หรือ จะสามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ได้หรือไม่ ซึ่งสามารถทำได้โดยอาจขยายระยะเวลาไปอีก 1 – 3 เดือน และควรให้เหตุผลพร้อมบอกจุดที่ต้องการให้เขาเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา

 

5) กฎหมายที่ควรรู้ เมื่อลูกจ้างไม่ผ่านระยะ ทดลองงาน

 

กรณี “ไม่ผ่านโปร” ควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน (ออกเป็นหนังสือ) ก่อนครบกำหนดระยะเวลาทดลองงาน มิฉะนั้นองค์กรจะต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) ให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินเท่ากับค่าจ้างในอัตราที่ลูกจ้างได้รับอยู่อัตราสุดท้าย

ส่วนกรณีที่มีการ “ต่อโปร” และพนักงานทำงานจนเกินระยะเวลา 120 วัน แต่สุดท้ายถูกประเมินว่ายังไม่ผ่านทดลองงาน องค์กรจะต้องจ่ายค่าชดเชย ในอัตราที่ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย และหากไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ก็ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) เช่นกัน

 

การมีระบบที่รองรับการประเมินในช่วงทดลองงาน จะช่วยให้ HR และ หัวหน้างาน สามารถทำการประเมินได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องกังวลว่าจะเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

 

ทำความรู้จัก IPOP PMS

 

IPOP PMS เป็นระบบประเมินผลพนักงานที่ครอบคลุม การประเมินทุกรูปแบบ รวมไปถึงการประเมิน probation ซึ่งจะมีรายงานและ Dashboard ที่ทำให้ ใช้งานได้ง่าย

สามารถทำการประเมิน probation โดยวัดประเมินผลได้สูงสุดถึง 4 รอบ และรองรับการต่อระยะเวลาทดลองงาน โดยจะมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่อง ไม่ต้องเสียเวลาในการจัดทำใบประเมินใหม่ในทุกๆ ครั้ง 

I AM Consulting พัฒนาโดยคำนึงถึงประสบการณ์ใช้งานของพนักงานจริง ทั้งฝ่าย HR หัวหน้างาน และพนักงานทั่วไป จึงเป็นระบบที่สามารถเข้าได้ใจง่าย ไม่สร้างความเครียดและกดดัน สามารถเชื่อมต่อกับระบบ core HR ของลูกค้าที่มีอยู่แล้วได้ ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน มองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจน นำไปวิเคราะห์ และช่วยขับเคลื่อนคนในองค์กรไปในมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ขอ Demo คลิก https://ipop-hr.iamconsulting.co.th/pms-kpi

 

หากองค์กรของคุณกำลังมองหา ระบบ PMS ที่ตอบโจทย์ที่สุด
สามารถพูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

5 สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนติดตั้ง ระบบ ERP ในองค์กร

การนำ ระบบ ERP เข้ามาใช้ หรือ การเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเป็นระบบใหม่ ต่างก็ถือว่าเป็นโครงการใหญ่ เพราะเป็นการพลิกรูปแบบการทำงานในองค์กร พนักงานต้องพบกับหน้าตาของแพลตฟอร์มใหม่ อาจมีขั้นตอนการทำงาน หรือข้อกำหนดบางอย่างที่เปลี่ยนไป I AM Consulting จึงขอแนะนำ 5 สิ่งที่ควรมีการเตรียมความพร้อม ติดตั้งระบบ ERP ในบทความนี้

 

1 พูดคุยกับพนักงาน พร้อมจัดตั้งทีมงานที่รับผิดชอบ

พนักงาน คือผู้ที่จะใช้งานระบบ ERP เป็นหลัก ดังนั้นก่อนผู้บริหารจะนำระบบเข้ามาใช้ ควรพูดคุย เปิดโอกาสให้พนักงานได้ตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็น ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกระบบ ERP ที่จะนำมาใช้
หลังจากนั้นควรประกาศไปยังพนักงานทุกระดับ ให้ทราบถึงข้อดี และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดตั้งทีมงานที่รับผิดชอบในฝ่ายต่างๆ อย่างชัดเจน รวมทั้งเตรียมความพร้อมในเรื่องของเวลา ให้ทีมงานสามารถมีส่วนร่วมกับโครงการอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานภายในองค์กร และ การประสานงานกับ Implementor เป็นไปได้อย่างราบรื่น

 

2 เลือก Implementor ที่ตอบโจทย์

แม้จะเป็น ระบบ ERP เดียวกัน แต่การทำงานของผู้พัฒนาระบบ (Implementor) แต่ละที่ก็มีความแตกต่างกัน โครงการที่มีระยะเวลาดำเนินการนาน และงบประมาณค่อนข้างสูงอย่างนี้ องค์กรควรเลือก Implementor ที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในเรื่องธุรกิจขององค์กร รายละเอียดของโครงการ จนถึงความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กร อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เคล็ดลับการเลือกผู้พัฒนาระบบ

I AM Consulting เป็นผู้พัฒนาระบบให้กับ SAP เรามีประสบการณ์ และพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาระบบไอทีให้กับลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจ

 

3 เตรียม Requirement ให้ชัดเจน

องค์กรต้องเตรียมข้อมูล Requirement ให้ชัดเจน และแจ้งจุดประสงค์ของการใช้ระบบ ERP ปัญหาที่พบเจอและต้องการแก้ไข รวมถึงกำหนดเป้าหมายขึ้นมา เพื่อให้ Implementor ทำความเข้าใจ และมองหา Solutions ที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด อาจต้องปรับปรุงหรือพัฒนาระบบบางอย่างในองค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่จะใช้ ซึ่ง Implementor จะช่วยไกด์ และตรวจสอบให้ก่อนขึ้นระบบจริง โดยควรเตรียมตัวอย่างเอกสาร หรือรายงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้ Implementor มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

 

4 ทดสอบระบบอย่างละเอียด

หลังจากขึ้นระบบแล้ว ก่อนจะเริ่มนำไปใช้งานจริง ทางองค์กร และ ทีม Implementor จะต้องทำการทดสอบระบบร่วมกัน เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อผิดพลาดอะไรหรือไม่ หรือต้องการเพิ่มเติมส่วนใด โดยหยิบยกตัวอย่าง scenario ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาใช้ร่วมในการทดสอบด้วย

 

5 ฝึกอบรมพนักงานทุกฝ่าย

เมื่อตรวจสอบระบบเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ในขั้นตอนสุดท้าย คือการจัดฝึกอบรมการใช้งานให้แก่พนักงานทุกฝ่าย เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในตัวระบบ และสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น

การเตรียมความพร้อมทั้ง 5 ส่วนข้างต้นนี้ จะช่วยให้การติดตั้งระบบ ERP ประสบผลสำเร็จ ตามระยะเวลา และงบประมาณที่องค์กรวางไว้ รวมถึงเข้ามาช่วยข้อมูลในองค์กรเป็นระเบียบและปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ การวิเคราะห์ธุรกิจ ตามความคาดหวังอย่างแน่นอน

 

ระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน

 

หากพูดถึงระบบ ERP ชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงก็จะเป็น “ SAP ” เพราะ SAP ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ERP ชั้นนำของโลก ก่อตั้งขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1972 ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ ประเทศเยอรมนี มีพนักงานมากกว่า 105,000 คน ทั่วโลก และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก
SAP S/4 HANA เป็นระบบ ERP เวอร์ชั่นล่าสุดของ SAP ที่พัฒนามาพร้อมเทคโลโนยีอัจฉริยะ ทั้ง AI, Machine Learning การวิเคราะห์ขั้นสูง พร้อมรองรับ Big Data และ IoT ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถนำโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ มาปรับใช้ และจัดการการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างได้อย่างรวดเร็ว

 

ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting 

 

I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ช่วยเปลี่ยนฝ่ายบัญชี ให้ไม่มีเอกสารกองโต

ฝ่ายบัญชียุคใหม่คงไม่มีใครอยากทำงานกับเอกสารกระดาษกองโตอีกต่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่สามารถเข้ามาช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากต่างๆ ได้ อย่าง ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ก็เป็นหนึ่งในโซลูชั่นที่ตอบโจทย์นี้ได้มากทีเดียว

 

e-Tax Invoice & e-Receipt คืออะไร?

อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ e-Tax Invoice & e-Receipt ก็คือ ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และ ใบรับหรือใบเสร็จรับเงิน ที่เปลี่ยนจากรูปแบบกระดาษ มาอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง ซึ่งทางกรมสรรพากรเล็งเห็นว่าเป็นวิธีการทำงานที่สะดวกมากขึ้นกับทุกฝ่าย จึงออกมาตรการที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศลงทุนทำระบบนี้ด้วย

 

ตัวอย่างปัญหาที่อาจเกิดจากการทำใบกำกับภาษีรูปแบบกระดาษ
 

 

กระบวนการจัดทำใบกำกับภาษีในรูปแบบเดิมมีหลายขั้นตอน ใช้เวลานาน มีคนหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง นักบัญชีจึงอาจพบปัญหาเหล่านี้ได้บ่อยครั้ง เช่น

1)    เอกสารสูญหาย หรือ เสียหาย
2)    ข้อมูลบนเอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง
3)    เกิดความล่าช้าในการจัดส่ง และจัดเก็บเอกสาร
4)    เอกสารที่จัดเก็บในคลังไม่เป็นระบบระเบียบทำให้ค้นหาได้ยาก
5)    ต้นทุนสูงทั้งค่าจัดทำ จัดส่ง และ ค่าเก็บรักษา
 

e-Tax Invoice & e-Receipt จะช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้นได้อย่างไรบ้าง?

 

 

ดูจากภาพเปรียบเทียบกันก็จะเห็นได้ชัดว่า การทำใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ขั้นตอนในการทำงานลดลงไปมาก เปลี่ยนกระบวนการที่ต้องให้คนทำงาน มาเป็นระบบอัตโนมัติเยอะขึ้น และยังมีประโยชน์อีกมากมาย เช่น

•    ไม่จำเป็นต้องมีกระดาษเลยแม้แต่แผ่นเดียว เพราะอาศัยการส่งผ่านระบบ หรือ E-mail 
•    ช่วยลดรายจ่ายทุกทางทั้งค่าจัดทำ จัดส่ง และ ค่าเก็บรักษา
•    การจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ช่วยให้การสืบค้นง่ายกว่าการค้นหาเอกสารจากในแฟ้ม
•    ใบกำกับภาษีมีความน่าเชื่อถือ ป้องกันการปลอมแปลงใบกำกับ
•    ผู้ได้รับเอกสาร (ผู้ซื้อ) สามารถนำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ไปใช้ในระบบอื่นต่อได้ทันที

 

EZTax จะช่วยให้ฝ่ายบัญชีทำงานได้แบบ..อีซี่

 

ระบบของเราได้รับการรับรองมาตรฐานสากล สามารถทำงานได้ตรงตามคุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนดทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำเอกสาร นำส่ง ไปจนถึงการเก็บข้อมูล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ บนมาตรฐานระดับสากล สามารถเข้ากันได้กับระบบ ERP ทุกรูปแบบ 

 

 

 

ปรึกษาเรื่องระบบ e-tax กับ I AM Consulting 

 
เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร (One-Stop-Service) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

6 ตัวช่วย HR ค้นหา รักษา คนเก่งในองค์กร (Talent)

ทรัพยากรบุคคลเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะส่งเสริมให้องค์กรก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ  ทุกองค์กรย่อมอยากให้มีบุคลากรที่มีศักยภาพสูงหรือคนเก่งในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นจากการค้นหาคนเก่งจากภายนอกหรือสร้างคนเก่งในองค์กร แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาคนเก่ง คือการรักษาคนเหล่านั้นให้ยังคงอยุ่ในองค์กรของเรา


I AM Consulting ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการพนักงานผู้มีศักยภาพสูงเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากแนะนำ “6 ตัวช่วย HR ค้นหา รักษา คนเก่งในองค์กร” ด้วยระบบ SAP SuccessFactors – Talent Management

1. Recruiting


ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา สงครามการแย่งคนเก่ง (Talent War) ร้อนแรงมากขึ้น เนื่องจากทุกองค์กรและธุรกิจ ต้องปรับตัวไปสู่โลกดิจิทัล ดังนั้นสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการคือคนที่มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพ ที่จะเข้ามาช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและเป็นผู้นำในตลาดได้ ระบบ SAP SuccessFactors จะช่วยคุณลดระยะเวลาที่ใช้ในการสรรหาพนักงาน พร้อมเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้สมัครเพื่อช่วยให้เราดึงดูดผู้สมัครเก่งๆเหล่านั้นให้เข้ามาทำงานกับองค์กรของเรา

2. Onboarding


หลายครั้งที่องค์กรอาจจะได้คนเก่งเข้ามาในองค์กรแล้วแต่รักษาไว้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานใหม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับองค์กรใหม่ ดังนั้น หากพนักงานเหล่านั้นรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ในองค์กรก็ไม่แปลกที่พนักงานจะลาออก ระบบ SAP SuccessFactors จะช่วยให้พนักงานเหล่านั้นรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และช่วยให้การ onboard พนักงานใหม่มีประสิทธิภาพ

3. Performance Management


การประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างยุติธรรม ให้คะแนนตามศักยภาพและความสามารถของพนักงาน เป็นสิ่งสำคัญที่จะรักษาพนักงานให้ยังคงทำงานอยู่กับองค์กรได้สูงทีเดียว ระบบ SAP SuccessFactors ช่วยให้การกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัดผลงาน และแนวทางการประเมินผลมีความชัดเจนมากขึ้น พนักงานทราบตั้งแต่ต้นปีว่าปัจจัยอะไรบ้างที่จะถูกนำมาใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเอง และระบบยังรองรับการทำ Calibration เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บังคับบัญชาทุกคนใช้มาตรฐานเดียวกันและมีวิธีคิดในการประเมินผลการปฏิบัติงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันกับทุกคนในองค์กร

4. Compensation Management


การจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน (Pay for Performance) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างแรงจูงใจในการทำงานของพนักงาน หากทุกคนได้ขึ้นเงินเดือนเท่าๆกัน ได้โบนัสเท่าๆกัน แรงจูงใจของพนักงานเก่งๆก็คงจะหดหายไป และส่งผลให้เกิดการลาออกเพื่อไปหาองค์กรที่สามารถให้ค่าตอบแทนได้มากกว่า
ระบบ SAP SuccessFactors จะช่วยให้การวางแผนขึ้นเงินเดือนและให้โบนัส สอดคล้องกับผลการประเมินของแต่ละบุคคล แต่ยังคงอยู่ในกรอบของงบประมาณที่ตั้งไว้ และสามารถแสดงข้อมูลต่างๆที่อาจจะมีผลกับการพิจารณาปรับค่าตอบแทนให้พนักงานได้ เช่น Compa-Ratio, Market Pay เป็นต้น 

5. Succession & Development


อีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยรักษาพนักงานไว้ คือ การที่พนักงานมองเห็นโอกาสเติบโตในองค์กร และองค์กรส่งเสริมให้พนักงานได้นำศักยภาพที่มีออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  ระบบ SAP SuccessFactors ช่วยเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเห็นสายอาชีพ (Career path) และ Competency Gap ของตนเอง เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถวางแผนการพัฒนาตนเอง (Individual Development Plan) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรองรับการวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) และค้นหาคนเก่งในองค์กร (Talent) เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนเหล่านั้นมีศักยภาพที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญในอนาคตได้

6. Learning


การฝึกอบรมเป็นหนึ่งในวิธีการพัฒนาบุคลากร และสร้างคนเก่งในองค์กร จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานสามารถค้นคว้าหาความรู้และพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่ ระบบ SAP SuccessFactors รองรับการจัดการหลักสูตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรฝึกอบรมแบบที่เรียนในห้องเรียน เรียนออนไลน์ หรือการเชื่อมต่อกับ content provider ที่มีชื่อเสียงต่างๆ นอกจากนี้ยังรองรับการทำข้อสอบออนไลน์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบุคลากรของเรามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนอย่างแท้จริง


นอกจาก 6 ตัวช่วยที่ยกมานี้ SAP SuccessFactors ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมาย สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่อง ระบบ HR กับ I AM Consulting


I AM Consulting เป็นผู้พัฒนาระบบ SAP SuccessFactors เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณไปสู่การทำงานแบบดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานไปกับ ระบบ HR ที่ครอบคลุม ยืดหยุ่น และตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศ เราพร้อมสนับสนุนให้องค์กรของคุณสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail: info@iamconsulting.co.th 
LINE@: http://bit.ly/3Eji6r1
 

GROW with SAP คืออะไร

องค์กรขนาดกลางมักเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากไม่มีทรัพยากรหรือโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงเท่ากับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ยังต้องมีความคล่องตัว ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และเข้าถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ นี่คือสิ่งที่ GROW with SAP แคมเปญใหม่จาก SAP สามารถช่วยได้ ซึ่ง I AM Consulting จะนำมาให้รู้จักกันในบทความนี้ 


GROW with SAP คือ โซลูชั่นที่จะช่วยธุรกิจขนาดกลางในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยการยกระดับระบบ ERP ให้เน้นการทำงานบน Cloud Public Edition ซึ่งช่วยให้ขึ้นระบบได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ข้อมูลถูกเก็บไว้ด้วยความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับโลก และได้ใช้งาน SAP S/4HANA ที่มี Best Practice ที่พร้อมใช้ จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ SAP ในหลากหลายอุตสาหกรรม 


ข้อดีของ GROW with SAP สำหรับองค์กรขนาดกลางคืออะไร ? 

 

การดำเนินงานที่คล่องตัว 


GROW with SAP นำเสนอชุดแอปพลิเคชันบน Cloud แบบบูรณาการ โดยโซลูชั่นนี้จะเป็นแบบ end-to-end ในทุกแง่มุมของธุรกิจ ตั้งแต่การจัดการทรัพยากรไปจนถึงการบริการลูกค้า ช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานสามารถมองเห็นปัญหาและดำเนินการแก้ไขเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมได้ 

วิเคราะห์และตัดสินใจได้ดีขึ้น 


SAP S/4HANA มีอัลกอริทึมการวิเคราะห์ขั้นสูงและ Machine Learning เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถตัดสินใจโดยใช้ฐานข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ทำให้วิเคราะห์และตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนองค์กรได้ดี รวมถึงช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร 


 

ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า 


ระบบมีคุณลักษณะต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ขั้นสูงที่สามารถช่วยให้องค์กรขนาดกลางเข้าใจความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้า จึงสามารถปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการของตนให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้า ความพึงพอใจ และพัฒนาไปสู่การสร้าง Brand Loyalty ได้ 

 

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น 


GROW with SAP สามารถช่วยองค์กรขนาดกลางปรับปรุงประสิทธิภาพโดยทำให้งานประจำเป็นแบบอัตโนมัติและปรับกระบวนการทางธุรกิจให้เหมาะสม ช่วยให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นไปที่ความคิดริเริ่มเชิงกลยุทธ์ที่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน 

ค่าใช้จ่ายลดลง 


องค์กรขนาดกลางไม่จำเป็นต้องลงทุนในฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ราคาแพง สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก ทั้งด้านระยะเวลาและค่าใช้จ่าย ทำให้บริษัทสามารถลงทุนในด้านอื่นๆ ของธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและสร้างผลกำไร GROW with SAP มาพร้อมกับ Best Practice ที่สามารถใช้งานได้ทันที  ไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกหรือลงทุนเพื่ออัปเดตความสามารถด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม 


ปรึกษาเรื่อง GROW with SAP กับ I AM Consulting  


I AM Consulting เป็นผู้ Implement ระบบให้กับ SAP เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้ 


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้ 

โทรศัพท์ : 02-026-3964  

E-mail : info@iamconsulting.co.th  

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1 


ดูหน้าเว็บไซต์ Grow with SAP เพิ่มเติม คลิกที่นี่

5 เหตุผล ทำไมต้องเลือก I AM Consulting ในการ Implement SAP

หากองค์กรของคุณกำลังต้องการ ระบบต่างๆ จาก SAP ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก เข้ามาช่วยจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และ กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการ Implement SAP ในประเทศไทย .. เลือก I AM Consulting ดีไหม ? เรามี 5 เหตุผลประกอบการตัดสินใจมาให้ทุกท่านในบทความนี้


1)    เราทำความเข้าใจโจทย์ของลูกค้าอย่างจริงจัง

เพราะความต้องการ ข้อจำกัด ข้อบังคับ ของแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกัน ในเฟสแรกของการทำงาน ทีมจะเข้าไปเก็บข้อมูล Business Requirement อย่างละเอียด รวมถึง สำรวจความพร้อมในองค์กร ทั้งในด้าน ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ที่สุด


2)    เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถให้คำปรึกษาลูกค้าได้ทุกขั้นตอน

ทีมงานของ I AM มีประสบการณ์ในการ Implement SAP มาหลายปี เราได้รับโอกาสทำงานในทุกอุตสาหกรรม จึงมีความรู้ความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ สามารถให้คำปรึกษาได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการสื่อสาร โดยเฉพาะศัพท์เฉพาะทางที่เข้าใจยาก เราจะอธิบายให้ลูกค้าสามารถเห็นภาพ และเข้าใจได้ง่ายขึ้น


3)    เราสามารถทำตามที่ได้สัญญาไว้กับลูกค้า

“When I AM Promises… I AM Delivers” คือหนึ่งในหลักการทำงานที่เรายึดถือ การอยู่เคียงข้างลูกค้า ช่วยให้การติดตั้งระบบประสบผลสำเร็จ ไปตามแผนงานและงบประมาณที่กำหนดไว้ เป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาว I-AMer ทุกคน


4)    เรามีบริการดูแลหลังการติดตั้งระบบ

เมื่อติดตั้งระบบแล้ว ก็จะอยู่กับองค์กรไปอีก 5 – 10 ปี I AM จึงจะเป็นทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแลหากเกิดปัญหา หรือ ข้อสงสัยระหว่างการใช้งาน คอยมอนิเตอร์หากระบบจำเป็นต้อง ปรับปรุง พัฒนา เพื่อให้ทันสมัย พร้อมรองรับเทคโนโลยีที่หลากหลายในการพัฒนาธุรกิจในอนาคต


5)    เรามีบริการที่ครอบคลุม นอกเหนือจาก SAP

นอกจาก SAP แล้ว เรายังมี IT Solutions อีกมากมายที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดให้องค์กรของลูกค้าก้าวเข้าสู่ Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ เช่น OpenText : ระบบจัดการเอกสาร Enterprise Content Management (ECM), EZTax : ระบบ e-Tax invoice & e-Receipt, ระบบ iZign : ระบบลงลายมือชื่อดิจิทัลที่เชื่อถือได้ จนไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อธุรกิจเป็นต้น


นอกจากระบบที่ดีแล้ว การเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะสมถือเป็นอีกหัวข้อที่ไม่ควรละเลย หากสนใจให้ I AM Consulting เป็นที่ปรึกษา สามารถติดต่อเราได้ในทุกๆ ช่องทาง

 

ปรึกษาเรื่อง SAP กับ I AM Consulting 


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

SAP S/4HANA มีอะไรใหม่และดีกว่า เมื่อเทียบกับ SAP ECC 

ในปี 2015 SAP ได้เปิดตัว SAP S/4HANA ซึ่งเป็น ซอฟต์แวร์ ERP เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด แต่ ณ ปัจจุบัน หลายองค์กรยังคงใช้ SAP ECC อยู่ ซึ่งใกล้จะหมด Mainstream Maintenance แล้ว หากท่านกำลังเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 ระบบนี้ I AM Consulting มีคำตอบให้ตามด้านล่าง


หรือ หากองค์กรยังไม่มีระบบ ERP สามารถทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ที่นี่ ระบบ ERP คืออะไร ทำไมทุกองค์กรต้องมี 


SAP S/4HANA แตกต่างจาก SAP ECC อย่างไร?


SAP S/4HANA ถูกพัฒนา ปรับปรุงคุณสมบัติและกระบวนการทำงานจาก SAP ECC เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ มีฟีเจอร์บางอย่างที่เปลี่ยนไป รวมถึงมีฟีเจอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย ตามตัวอย่าง ดังนี้ 

 

CO-Profitability Analysis 

  • การวิเคราะห์ความสามารถทำกำไร หรือ Profitability Analysis (CO-PA) นั้นใน SAP ECC จะเป็นแบบ costing-based  ส่วน SAP S/4HANA จะเป็นในรูปแบบ account-based  แต่ยังสามารถเรียกใช้งานทั้งสองตัวเลือกพร้อมกันได้ 
  • การรวมระบบของ FI และ CO (SAP S/4HANA Universal Journal) 
  • ในระบบ SAP S/4HANA จะทำการรวมโครงสร้างของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกรายการบัญชีของระบบบัญชีการเงิน Financial Accounting (FI) และระบบบัญชีบริหาร Controlling (CO) ไว้ที่แหล่งข้อมูลชุดเดียวกันในตารางชื่อ ACDOCA หรือ Universal Journal 
  • การประมวลผลข้อมูลที่เก็บไว้ในแหล่งข้อมูลชุดเดียวกันนั้น ทำให้ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความอัพเดตได้แบบ Real Time เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังทำให้กระบวนการกระทบยอดข้อมูลนั้นไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป 


การเพิ่ม Material Number 

  • SAP S/4HANA ให้คุณมีตัวเลือกในการเพิ่ม Material Number จากเดิม 18 Digit เป็น 40 Digit 


พันธมิตรทางธุรกิจแบบบูรณาการ 


ใน SAP ECC ลูกค้าและผู้ขายเป็นข้อมูลที่แยกจากกัน แต่สำหรับ SAP S/4HANA จะรวมลูกค้าและผู้ขายไว้ในข้อมูลหลักแบบรวมที่เรียกว่าพันธมิตรทางธุรกิจ การรวมลูกค้ากับผู้ขายมีประโยชน์หลายประการ เช่น: 

  • คู่ค้าทางธุรกิจหนึ่งรายสามารถมีบทบาทและที่อยู่ได้หลายรายการ 
  • ข้อมูลทั่วไปจะถูกแชร์ข้ามบทบาท ซึ่งช่วยลด database footprint ได้ 
  • มีความซ้ำซ้อนน้อยลงเนื่องจากข้อมูลที่ไม่ได้ใช้จะถูกลบหลังจากระยะเวลาหนึ่ง 

MRP Live 


การประมวลผลการวางแผนระบบ MRP ใน SAP ECC ต้องรอจนถึงช่วงที่ไม่ใช่ชั่วโมงเร่งด่วนถึงจะ Run MRP (Background Job) ได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับ Performace ของระบบได้ 


แต่ใน SAP S/4HANA สามารถประมวลผลการวางแผนระบบ MRP ได้ทันที   จะช่วยให้ได้ข้อมูลแบบ เรียลไทม์ และนำไปใช้ประโยชน์ ได้ทันที โดยไม่ต้องกังวล Performace ของระบบ 


ฟีเจอร์ใหม่ใน SAP S/4HANA

Database ของ SAP HANA 


SAP S/4HANA ทำงานบนฐานข้อมูล SAP HANA ทั้งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า SAP ECC เพราะ SAP S/4HANA อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำหลักแทนฮาร์ดดิสก์ ดังนั้นจึงมีการเคลื่อนย้ายข้อมูลน้อยลง 

Advanced ATP 


SAP S/4HANA สามารถตรวจสอบความพร้อมใช้งานของผลิตภัณฑ์ การจัดสรรผลิตภัณฑ์ และสินค้าค้างส่ง และอีกมากมายด้วย ATP ขั้นสูง (aATP) 

Global Trade Services 


SAP S/4HANA มีบริการการค้าทั่วโลก (GTS) ซึ่งแทนที่ฟังก์ชันการค้าต่างประเทศใน SAP ECC โดย SAP GTS ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความเร็วของกระบวนการทำงาน ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการห้ามส่งสินค้า การตรวจสอบใบอนุญาต และการประกาศนำเข้าและส่งออก 

SAP Fiori User Interface 


SAP S/4HANA มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ใหม่ ใช้งานง่าย มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ช่วยให้สามารถทำงานให้เสร็จเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแอปขององค์กรแบบกำหนดเองให้สอดคล้องกับทุกๆ Devices ได้ด้วย  


Source : blog.sap-press 


SAP S/4HANA ยังมีข้อดี และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกมากมาย หากองค์กรของท่านต้องการพูดคุยรายละเอียดอย่างเจาะลึก เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด เราพร้อมให้คำปรึกษาด้วยทีมงานที่มีคุณภาพ มอบ Service Model หรือ IAM Managed Service ที่จะมาช่วยดูแลรักษาระบบงานในปัจจุบันหรืออนาคต ให้มีความเสถียรและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยตอบโจทย์ขององค์กรอย่างแท้จริง 


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting


I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้ 


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้ 

โทรศัพท์ : 02-026-3964  

E-mail : info@iamconsulting.co.th  

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1 

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.