บริษัทอยากทำ ระบบ e-tax invoice หรือ e-receipt เริ่มยังไงดี

ในยุคที่เทคโนโลยีช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจ และ ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม การจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ( e-tax invoice & e-receipt ) ที่ตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อ จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลของไทย พยายามส่งเสริม และผลักดันออกมาเป็นนโนบายต่างๆ เช่น มาตรการ ช้อปดีมีคืน 2566 ที่ผู้ซื้อสินค้าจะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีมากกว่า หลายองค์กรจึงต้องเร่งมือ เตรียมพร้อม ระบบ e-tax ไว้ตอบรับกับนโยบายปีต่อๆ ไป หากยังมีข้อสงสัยว่าควรเริ่มต้นอย่างไร? ในบทความนี้ I AM Consulting จะพาไปหาคำตอบกัน


e-tax Invoice และ e-Receipt คืออะไร ?


ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-tax invoice คือ ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้และใบลดหนี้ ส่วน ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-receipt) คือ ใบรับหรือใบเสร็จรับเงิน ซึ่งต่างจากรูปแบบกระดาษปกติ ตรงที่ได้มีการจัดทำเอกสารเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์  XML File, PDF File) และลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ก่อนส่งมอบให้ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ และกรมสรรพากร


อยากทำระบบ e-tax เริ่มต้นอย่างไร ?


เพื่อตอบรับนโยบาย Thailand 4.0 กรมสรรพากรได้พัฒนาระบบบริการ e-tax invoice / e-receipt ขึ้น และมีนโยบายส่งเสริมเรื่องนี้ต่อเนื่องมาหลายปี  หากผู้ประกอบการอยากเริ่มต้นทำระบบในปีนี้ สามารถศึกษาขั้นตอนตามด้านล่าง หรือ ติดต่อ I AM Consulting เพื่อรับคำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก


1)    ประเมินความพร้อมในองค์กร
ผู้ใช้งานต้องปรับปรุงหรือพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ เตรียมความพร้อมด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้องค์กรให้สามารถรองรับการจัดทำ ส่งมอบ และจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้


2)    จัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์
เพื่อให้ผู้ใช้งานเกิดความเชื่อมั่นในการรับและส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกัน ผู้ประกอบการจึงต้องจัดหาใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้สร้างลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) ที่ออกจากผู้ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Certification Authority: CA) ที่มีความน่าเชื่อถือ 


3)    ยื่นคำขอ 
ยื่นคำขอเป็นผู้ประกอบการจัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ โดยการลงทะเบียนและตรวจสอบลายมือชื่อดิจิทัล โดยเข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากร https://etax.rd.go.th ดาวน์โหลดโปรแกรม Ultimate Sign & Viewer มาติดตั้ง และ ลงทะเบียน บ.อ.01 ผ่านโปรแกรม


4)    จัดทำและนำส่ง
จัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ส่งมอบแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการการเป็นไปตามข้อตกลงทางการค้าระหว่างกัน แต่สำหรับการนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรนั้นเป็นไปตามมาตรฐาน ขมธอ.3-2560 สามารถนำส่งข้อมูลได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ Upload , Host to Host และผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) สามารถเลือกช่องทางนำส่งข้อมูลที่เหมาะสมกับสภาพของกิจการได้เลย


5)    เก็บรักษา
ผู้จัดทำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ ต้องจัดเก็บรักษาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้องปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด


ทำความรู้จัก EZTax


EZTax by I AM Consulting คือ เครื่องมือที่จะช่วยในขั้นตอนการจัดทำเอกสาร นำส่ง และเก็บข้อมูล ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ บนมาตรฐานระดับสากล สามารถเข้ากันได้กับระบบ ERP ทุกรูปแบบ ที่สำคัญที่สุด คือ สามารถทำงานได้ตรงตามคุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนดทั้งหมด

e-tax


เราเป็นระบบ e-tax รายแรกๆ ของประเทศไทย โดยในปัจจุบันมีพาร์ทเนอร์ที่ใช้งาน EZTax อยู่มากมายทุกอุตสาหกรรม และจัดทำ e-Tax Invoice/e-Receipt ไปมากกว่า 400 ล้านฉบับ ซึ่งนอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสให้องค์กรแล้ว ยังช่วยลดการใช้กระดาษ ลดภาระในการจัดส่งเอกสาร รวมถึงการจัดเก็บหลักฐานต่างๆ อีกด้วย


ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ EZTax เพิ่มเติม คลิกที่นี่


ปรึกษาเรื่องระบบ e-tax กับ I AM Consulting


เรามีความมั่นใจในบริการที่ครอบคลุม พร้อมความสามารถในการแนะนำ ให้คำปรึกษาด้านบัญชี และนำเสนอโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างครบวงจร (One-Stop-Service) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

ระบบ ERP คืออะไร ทำไมทุกองค์กรต้องมี

เมื่อธุรกิจดำเนินไปได้สักพัก จนเริ่มรู้สึกว่าการทำงานผ่าน Excel นั้นยุ่งยาก ไม่เพียงพอรองรับข้อมูลทั้งหลายอีกต่อไป เจ้าของธุรกิจ หรือ พนักงานที่ต้องการให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจต้องหันมาให้ความสนใจกับ “ระบบ” หากกำลังศึกษาข้อมูลของ ระบบ ERP แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเหมาะกับองค์กรเราหรือไม่ บทความนี้จะมีคำตอบให้ครับ


ระบบ ERP คืออะไร ?


Enterprise Resource Planning หรือ ระบบ ERP คือ ระบบที่เข้ามาช่วยจัดการรวบรวมข้อมูลของทุกฝ่ายในองค์กรมาไว้ใน Database หลักที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายขาย, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายบริหารจัดการสินค้า หรือฝ่ายการผลิต ทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมในธุรกิจได้ง่าย เข้าถึงข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ พนักงานแต่ละฝ่ายก็สามารถทำงานเชื่อมต่อกันได้อย่าง seamless ดึงเอาข้อมูลที่ต้องการออกมาทำงานได้ทันที สะดวก รวดเร็ว

รูปแบบ Infrastructure ของ ERP

รูปแบบที่ 1 : On-Premise


ข้อมูลทั้งหมดจะถูกติดตั้งไว้บนเซิร์ฟเวอร์ขององค์กรเอง องค์กรจะเป็นเจ้าของระบบทั้งหมด ต้องมีพื้นที่และเจ้าหน้าที่ด้าน IT คอยดูแลระบบ ผู้ใช้งานจะเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในเซิร์ฟเวอร์ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายในองค์กรเท่านั้น เหมาะสำหรับองค์กรที่มีกระบวนการทำงานซับซ้อน ต้องการควบคุมดูแลฮาร์ดแวร์ของตนเอง เพื่อความปลอดภัย และง่ายต่อการปรับแต่งระบบ

รูปแบบที่ 2 : On-Cloud


ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการ โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลเซิร์ฟเวอร์แบบ Subscription รายปี สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ก็มีความปลอดภัยตามมาตรฐานโลก เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ และต้องการเข้าถึงข้อมูลส่วนกลางได้อย่างรวดเร็ว


ในรูปแบบ On Cloud นั้น SAP มีการให้บริการที่ควบรวมส่วนของ Infrastructure และ License การใช้ Software ในรูปแบบ Subscription รายปีในสัญญาเดียวอีกด้วย โดยแบ่งออกเป็น Private และ Public ได้อีก ซึ่งทาง I AM จะนำมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมกันในบทความ ระบบ SAP On-Cloud Private VS Public แบบไหนที่ใช่สำหรับองค์กร


4 ข้อดี ทำไมองค์กรต้องมีระบบ ERP

1. ข้อมูลในองค์กรเป็นระเบียบและปลอดภัย
ข้อมูลถูกรวบรวมไว้ที่เดียวไม่กระจัดกระจาย ผู้บริหารสามารถเรียกดูได้แบบเรียลไทม์ และกำหนดสิทธิ์ผู้เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ มีการบันทึกประวัติการทำงาน ป้องกันการทุจริต ระบบมีความปลอดภัยและรัดกุม


2. สามารถเชื่อมต่อระบบอัจฉริยะอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์ธุรกิจได้ง่ายขึ้น
สามารถเชื่อมต่อเครื่องมือ หรือ เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อีกมากมาย เพื่อกำหนดมุมมองการวิเคราะห์ในเชิงลึกได้ สร้างข้อได้เปรียบทางเทคโนโลยี ปูทางสู่การเป็นผู้นำทางธรุกิจ


3. สร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
การมีระบบ ERP จะช่วยให้กระบวนการทำงานทุกฝ่ายมีมาตรฐาน ตรวจสอบได้อย่างชัดเจน และป้องกันความคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ตรงกัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าหรือผู้ลงทุน


4. พนักงานทำงานสะดวกมากขึ้น
สะดวกสบาย เพราะสามารถเข้าถึงงานจากทั้งในและนอกองค์กร ได้ทุกเวลา จากทุกที่ ทุกอุปกรณ์ และยังช่วยลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้เหลือเวลาสำหรับพัฒนาศักยภาพพนักงานเอง และหาโอกาสใหม่ๆ ให้องค์กรไปด้วย


ระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน


หากพูดถึงระบบ ERP ชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงก็จะเป็น “ SAP ” เพราะ SAP ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ERP ชั้นนำของโลก ก่อตั้งขึ้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1972 ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ ประเทศเยอรมนี มีพนักงานมากกว่า 105,000 คน ทั่วโลก และมีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก


SAP S/4 HANA เป็นระบบ ERP เวอร์ชั่นล่าสุดของ SAP ที่พัฒนามาพร้อมเทคโลโนยีอัจฉริยะ ทั้ง AI, Machine Learning การวิเคราะห์ขั้นสูง พร้อมรองรับ Big Data และ IoT ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถนำโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ มาปรับใช้ และจัดการการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างได้อย่างรวดเร็ว


ปรึกษาเรื่องระบบ ERP กับ I AM Consulting


I AM Consulting เป็นผู้ Implement ระบบให้กับ SAP เราสามารถให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

นำองค์กรของคุณให้ก้าวสู่ Digital Transformation ด้วย RISE WITH SAP by I AM Consulting

ปี 2021 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เห็นได้จากที่มีการควบรวมบริษัทไอที และการสร้างเทคโนโลยีใหม่อย่างไม่ขาดสาย แต่ในปี 2022 นี้ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญ เสมือนประตูที่ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง


สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกพูดอยู่เสมอ คือ การทำ Digital Transformation ในองค์กร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงกระบวนการและธุรกิจ ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกกับองค์กร จากการวิจัยพบว่ากว่า 90% ขององค์กรมีแผนการทำ Digital Transformation แต่มีเพียงแค่ 40% เท่านั้นที่สามารถทำได้สำเร็จ ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลนั้นไม่ใช่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ mindset ของทุกคนในองค์กร รวมไปถึงการทำ Digital Strategy Roadmap ที่สอดคล้องกับ Business Direction ขององค์กร และแน่นอนว่าหลายองค์กรตกม้าตายในข้อนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร


I AM Consulting ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาในการพัฒนาระบบไอทีให้กับองค์กรชั้นนำมากว่า 15 ปี เราพบว่าปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation คือ “ความพร้อม” ซึ่งหลายๆองค์กรได้มองข้ามเรื่องนี้ไป ความพร้อมในที่นี้มุ่งเน้นไปที่ระบบหลังบ้าน (Backend Readiness) เพราะการที่เราจะนำเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆมาประยุกต์เพื่อปรับเปลี่ยนและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร ระบบหลังบ้านนั้นเปรียบเสมือนรากฐาน จำเป็นต้องสร้างๆมีความแข็งแกร่งเสียก่อน จึงจะสามารถต่อยอดและเชื่อมต่อกับระบบต่างๆ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ


การสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง Building Strong Digital Core with SAP


ระบบที่เป็นรากฐานสำคัญขององค์กรคงหนีไม่พ้น ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร หรือที่เราเรียกกันอย่างคุ้นปากว่าระบบ ERP (Enterprise resource planning) องค์กรที่จะทำ Digital Transformation จำเป็นต้องสร้างระบบ ERP ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้าง Foundation ขององค์กรเสียก่อน เพื่อให้ทุกส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ


หนึ่งในระบบ ERP ที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดระบบในโลกก็คือ SAP ซึ่งประกอบไปด้วย 16 Core Modules ที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์การทำงานขององค์กรอย่างครอบคลุมทุกกระบวนการเริ่มตั้งแต่หลังบ้านต้นทาง งานผลิต จัดซื้อ บัญชี จนถึงหน้าบ้านที่ต้องออกเอกสารถึงมือลูกค้า ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันทั้งหมดภายในระบบเดียว ทำให้องค์กรสามารถบริหารข้อมูลได้อย่างแท้จริง นอกเหนือจากนั้น SAP มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA ที่มีความเร็วสูงและมาพร้อมกับเทคโนโลยีอื่นๆในการทำ Digital Transformation ที่อยู่รอบการทำงานของ SAP S/4HANA หรือที่เราเรียกว่า Business Transformation Platform (BTP) ซึ่งจะมาช่วยองค์กรทรานสฟอร์มและเชื่อมต่อไปสู่ส่วนอื่นๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จในที่เดียว


ทำไมต้อง Digital Transform ด้วย RISE with SAP


จาก Pain points ต่างๆในการทำ Digital Transformation ของหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการหาระบบ ERP ที่ดีมาเป็นรากฐาน สามารถต่อยอดเทคโนโลยีอื่นๆได้สะดวกรวดเร็วและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ การกำหนด Milestone ที่ชัดเจน จนไปถึงค่าใช้จ่ายที่องค์กรมองว่าจะคุ้มกับการลงทุน


เพื่อตอบโจทย์องค์กรใน Pain points เหล่านี้ SAP จึงได้เสนอการใช้งานในรูปแบบของ Cloud as a Services เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้องค์กรทำ Digital Transformation ได้เบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ตั้งแต่ Backend System จนถึงการเชื่อมต่อไปสู่ส่วนต่างๆ ขององค์กรด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งไม่เพียงให้ความเร็วในการพัฒนา และอำนวยความสะดวกในการใช้งาน แต่มองไปถึงโมเดลราคาที่ง่าย และยืดหยุ่นมากขึ้นในรูปแบบ Subscription
 

โดย RISE with SAP ประกอบไปด้วย 4 Components หลักๆ คือ


ระบบ Backend version ใหม่ อย่าง S/4HANA Cloud Editions


อุปกรณ์และบริการในการทำ Technical Migration


Platform as a Service ที่มี Tools มากมายอย่าง SAP Business Technology Platform


การบริหารจัดการภาพใหญ่ขององค์กรด้วย Business Process Intelligence


RISE with SAP, BEYOND with I AM


ในฐานะที่ปรึกษาผู้พัฒนาระบบ SAP กับ RISE WITH SAP เรามองเห็นจุดเปลี่ยนของการพัฒนาระบบ SAP ไปอีกยุคสมัยหนึ่ง จากประสบการณ์กว่า 15 ปี ที่เราได้ร่วมพัฒนาระบบให้กับ Partners กว่า 400 โครงการ เราเห็นถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะนำ RISE with SAP มาช่วยให้ลูกค้าของเราทำ Digital Transformation ในองค์กรได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงสร้าง Digital Core ที่แข็งแรง แต่สามารถต่อยอดไปถึงความสำเร็จในการทรานสฟอร์ม ด้วยซอฟท์แวร์จาก RISE with SAP ที่เปลี่ยนแปลงโลก SAP แบบเดิมๆที่เราคุ้นเคยไปอย่างชัดเจน


Methodology ของ I AM นั้นไม่ใช่แค่เพียงมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ดี แต่เป็นความเข้าใจในระบบและธุรกิจของลูกค้า เพื่อการนำมาปรับใช้ เรามักออกแบบระบบและการใช้งานร่วมกับลูกค้าเสมอ เพื่อดึงศักยภาพที่ลูกค้าจะได้รับจากระบบให้ได้มากที่สุด เรามุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในกระบวนทำงาน โดยมี Business Process Experts ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนั้นๆ


ด้วยทีมงานกว่า 400 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบและพร้อมทุ่มเท DNA ของเราไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบให้สำเร็จเพราะเราตระหนักเสมอว่า “ระบบจะอยู่กับองค์กรตลอดไป” เราจึงออกแบบ methodology การพัฒนาโครงการให้มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนไปได้ตามความต้องการขององค์กร สร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแรง เพื่อช่วยต่อยอดและสนับสนุนพาร์ทเนอร์ของเราให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


สิ่งสำคัญที่สุดในการเริ่มต้นทำ Digital transformation ไม่ใช่แค่การเลือกแค่ระบบ แต่ต้องออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อและต่อยอดไปยังส่วนอื่นๆได้ ต้องสร้าง Digital Strategy Roadmap โดยมีรากฐานระบบ Digital Core ที่แข็งแรง หากท่านกำลังมองหาพาร์ทเนอร์เข้ามาช่วยพัฒนาให้องค์กรเติบโตไปด้วยกัน เราคือพาร์ทเนอร์ที่อยู่เคียงข้างตลอดเส้นทางการเติบโตขององค์กรคุณ “What I AM Promises, I AM Delivers”

 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663

 

ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) วิถีใหม่ของการลงนามเอกสาร ที่สะดวกและปลอดภัยกว่าที่คุณคิด

การลงนามเอกสารนั้น หากพิจารณาดูแล้ว จะพบว่ามีความซ้ำซ้อนและต้นทุนแฝงอยู่มากมาย หากลองจินตนาการดูง่ายๆ เราจะเห็นว่าตั้งแต่เอกสารถูกจัดเตรียม จนถึงการลงนามเสร็จสิ้น เราต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ตั้งแต่กระดาษ หมึกพิมพ์ แฟ้มและซองเอกสาร ยิ่งถ้าเอกสารต้องลงนามโดยบุคคลภายนอก ก็จะมีค่าส่งเอกสาร ค่าเดินทาง รวมถึงค่าเสียเวลาและโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไปในการรอคอย นี่ยังไม่รวมถึงการจัดเก็บเอกสารที่ลงนามและการค้นหาที่ควรเรียกออกมาดูได้ง่าย หรือแม้กระทั่งกระบวนการลงนามแบบดั่งเดิมที่อาจจะมีการสัมผัสและเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19


ในปัจจุบันเราจึงเห็นว่าหลายๆ องค์กรเริ่มเปลี่ยนระบบการลงนามมาเป็นแบบดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าการลงนามดิจิทัลนั้นมีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร และมีผลรับรองทางกฎหมายหรือไม่ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกัน


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature หรือ e-Signature)


e-Signature คือ ชุดข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง ที่ใช้ระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) เพื่อแสดงว่า บุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์รองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการลงลายมือชื่อบนเอกสารกระดาษ

ตัวอย่างของรูปแบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

  • การพิมพ์ชื่อไว้ท้ายเนื้อหาของอีเมล
  • การสแกนภาพของลายมือชื่อที่เขียนด้วยมือและแนบไปกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
  • การใช้สไตลัส (stylus) เขียนลายมือชื่อด้วยมือลงบนหน้าจอและบันทึกไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • การคลิกปุ่มแสดงการยอมรับหรือตกลง
  • การทำเครื่องหมายในช่องแสดงการยอมรับ
  • การใช้ลายมือชื่อดิจิทัล

 
ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature)


Digital Signature คือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบหนึ่ง ที่ได้จากกระบวนการเข้ารหัสลับของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้สามารถ ยืนยันตัวเจ้าของและสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อความและลายมือชื่อได้ หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ถ้าต้องการความมั่นคงปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ลงนาม และตรวจสอบได้ว่ามีการแก้ไขเอกสารหลังลงนามหรือไม่ ก็ควรเลือกใช้การลงนามแบบดิจิทัล


ประเภทของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทด้วยกัน ตามเกณฑ์การรองรับของกฎหมาย


มาตรา 9 – ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป
อาทิเช่น email, Pin Code, Token ซึ่งหากพิจารณาดู จะเห็นว่าใช้งานง่าย สะดวกรวดเร็ว และสามารถ “ยอมรับได้” ในทางกฎหมาย แต่หากมีกรณีพิพาท การพิสูจน์จะเป็นไปได้ยาก และต้องดูเจตนาประกอบกับวิธีการ เช่น รหัสผ่านอีเมล เป็นต้น


มาตรา 26 – ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้
คือการลงนามดิจิทัลที่มีระบบป้องกันการปลอมแปลงลายเซ็น ป้องกันการแก้ไขเนื้อหาเอกสาร สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการเข้ารหัสตามมาตรฐานสากล ซึ่งเมื่อเกิดกรณีพิพาทก็จะสามารถพิสูจน์ได้ง่ายกว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป


มาตรา 28 – ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้และผ่านการรับรอง
คือการลงนามดิจิทัลที่มีระบบป้องกันการปลอมแปลงลายเซ็น ป้องกันการแก้ไขเนื้อหาเอกสาร สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการเข้ารหัสตามมาตรฐานสากล และ รับรองโดย Certificate Authority (CA) ที่ออกโดยผู้ให้บริการซึ่งผ่านการรับรอง หรือหากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนมาตรา 26 แต่เพิ่มเรื่องของการรับรองโดย CA


จะเลือกใช้แบบไหนดี ระหว่าง e-Signature กับ Digital Signature?


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่อดิจิทัล มีความแตกต่างกันตรงระบบการรักษาความปลอดภัย การป้องกันการปลอมแปลงและแก้ไข ดังนั้นผู้ใช้งานควรเลือกใช้งานโดยพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของเอกสารและความเสี่ยงของการนำไปใช้  หากต้องการความมั่นคง ปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ เช่น สัญญาทางการค้าที่มีมูลค่าสูงๆ ข้อตกลงทางธุรกิจที่มีความสำคัญ  ก็ควรเลือกใช้ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เนื่องจากจะได้สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนลงนาม มีการแก้ไขเอกสารหลังลงนามหรือไม่ จะได้ช่วยยกระดับความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจต่อทั้งผู้ลงนามทั้งสองฝ่ายและองค์กรเอง


ประโยชน์จากการใช้งานลายมือชื่อดิจิทัล


1. ลดค่าใช้จ่ายขององค์กร
การลงนามเอกสารผ่านลายมือชื่อดิจิทัลจะช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น  ต้นทุนกระดาษ ต้นทุนเวลา ต้นทุนการพิมพ์ พื้นที่จัดเก็บ ค่าส่งเอกสาร ฯลฯ


2. ความสะดวกสบาย
ผู้ใช้งานสามารถสร้างและลงนามเอกสารได้อย่างสะดวกสบายผ่านแพลตฟอร์ม สามารถทำงานได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ จากทุกที่


3. รับรองและมีผลทางกฎหมาย
สอดคล้องตามมาตรฐานแนวทางการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และมีผลรับรองทางกฎหมาย


4. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ระบบลงนามดิจิทัล ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะลดการตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำกระดาษ หรือลดการเดินทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน จนไปถึงลดการสัมผัสซึ่งเป็นความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ


5. มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด
มีระบบพิสูจน์ตัวตนและล็อคอุปกรณ์ในการลงนามดิจิทัล เอกสารและการลงนามได้รับการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ Public Key Infrastructure (PKI) สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของลายมือชื่อ และข้อความอิเล็กทรอนิกส์ได้

 

iZign by I AM Consulting ระบบลงนามดิจิทัล ที่มีความปลอดภัย รองรับและสอดคล้องตามข้อกฎหมายทั้งมาตรา 9 26 และ 28


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663
 

เคล็ดลับการเลือกผู้พัฒนาระบบ (Implementor) ให้ถูกใจ ฟิตกับองค์กร โครงการจบไว ได้ใจผู้บริหาร

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบคือการทำระบบให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรให้มากที่สุด และปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การพัฒนาระบบได้สำเร็จนั้น ก็คือการเลือกผู้พัฒนาระบบ หรือ Implementor ซึ่งหลายๆองค์กรมักมองข้ามข้อนี้ไป จากการวิจัยพบว่า “มากกว่า 50% ของโครงการที่ล้มเหลวในการพัฒนาระบบ เกิดจากการเลือกทีมพัฒนาที่ผิดพลาด ไม่เหมาะกับองค์กร”


การเลือกทีมพัฒนาก็เหมือนการเลือกคู่แต่งงานให้กับองค์กร คู่ที่ดีก็จะช่วยเสริมองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ง่าย ทีมทำงานสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เพราะแน่นอนว่าทุกโครงการย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นระหว่างดำเนินโครงการ แต่ผู้พัฒนาระบบที่ดีจะช่วยนำพาลูกค้าให้ไปได้ตลอดลอดฝั่ง จนลูกค้าเองรู้สึกเหมือนประหนึ่งว่า ผู้พัฒนาระบบนั้นเป็นเสมือนหนึ่งพนักงานในองค์กรของตน ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน และในทางตรงกันข้าม หากเลือกคู่ที่ไม่มีความเข้าใจมากเพียงพอ ก็อาจเกิดความผิดพลาดในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบที่มีมูลค่าสูง จะส่งผลกระทบทั้งในเรื่องของงบประมาณและระยะเวลาดำเนินการ


ทั้งนี้ทีมพัฒนาที่ “ใช่” หมายความว่า ต้องเป็นผู้พัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในเรื่องธุรกิจขององค์กร รายละเอียดของโครงการ จนถึงความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กร และจากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในการเป็นที่ปรึกษามานาน เรามีเคล็ดลับที่จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกทีมพัฒนาที่ถูกใจ ฟิตกับองค์กร ได้ใจผู้บริหาร ทำให้โครงการจบไว มาฝากดังนี้


1.มีความชัดเจนในความต้องการขององค์กร


ไม่มีใครรู้ความต้องการ และธุรกิจขององค์กรมากกว่าตัวองค์กรเอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มต้นหา ทีมพัฒนา ก็คือการเตรียม Business Need Requirement ให้ชัดเจน ว่าคุณต้องการอะไร และอยากให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร เพื่อความกระชับรวดเร็วของการทำงาน หากองค์กรสามารถ Simplify Business Process สรุปข้อกำหนดของตัวเองให้ชัดเจนก่อน ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลา และเป็นข้อมูลให้กับทีมพัฒนาไปศึกษาหาแนวทางมาช่วยแนะนำได้ดีขึ้น


2.ทำความเข้าใจซอฟท์แวร์


องค์กรต้องมั่นใจว่า Software Vendors ที่จะเลือกใช้นั้นเหมาะกับองค์กรของเรา มี Features / Functions ตรงตามความต้องการ สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกๆโมดูล เพราะหากเราจะลงทุนแล้วก็ควรมั่นใจว่าจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า และต่อยอดได้ในอนาคตหากองค์กรมีโจทย์หรือความต้องการเพิ่มเติม  จากนั้นจึงค่อยมองหาทีมพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับซอฟท์แวร์นั้นๆ


3.เลือกทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์และเหมาะกับธุรกิจ


บ่อยครั้งที่องค์กรเลือกทีมพัฒนาจากชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียว เราควรเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะกับตัวขององค์กร โดยพิจารณาจากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในเรื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เนื่องจากทีมพัฒนาที่เข้าใจธุรกิจจะสามารถนำ Best Practice มาประยุกต์ช่วยพัฒนาให้องค์กรทรานสฟอร์มได้มากกว่า


4.เลือกทีมพัฒนาที่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร


ในการดำเนินโครงการ Teamwork เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะต่อให้ทีมพัฒนามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากเพียงใด โครงการก็ไม่อาจสำเร็จได้หากทีมพัฒนาไม่สามารถทำงานร่วมกับคนขององค์กร เราจำต้องเลือกทีมพัฒนาที่มี “จริต” การทำงานที่ตรงกัน ถ้าองค์กรของคุณมี Best Practice  และมาตรฐานที่สูง ก็ต้องเลือกทีมพัฒนาที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่คล้ายคลึงกัน และหากองค์กรของคุณมีความยืดหยุ่นในกระบวนการทางธุรกิจ ก็ควรหาทีมงานที่สามารถเปิดรับความยืดหยุ่นนี้ได้ บ่อยครั้งที่โครงการไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ จากความไม่ลงรอยในการทำงานระหว่างองค์กร และทีมพัฒนาที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันสุดขั้ว


5.การต่อรอง (Negotiation)


การต่อรองเป็นอีกขั้นตอนที่ไม่ควรละเลย เพราะมีความละเอียดอ่อน เป้าหมายของการต่อรอง คือช่วยให้โครงการครอบคลุม และคุ้มค่ากับการลงทุน ชึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของจำนวนงบประมาณเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงความคุ้มค่า อย่าลืมว่าระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีก 5-10 ปี  ดังนั้นต้องมองให้ครบทุกมุมมอง ตั้งแต่ ค่า License ไปจนถึงการดูแลรักษาระบบ หากการต่อรองมีความไม่เป็นธรรมมากจนเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของโครงการที่อาจจะล่มได้ในอนาคต บางครั้งข้อเสนอที่ดีเกินไป ก็ต้องระวังว่ามันเป็นไปได้จริงหรือไม่ “Too good to be true”


6. เพิ่มความเห็นจากมุมมองที่สาม (Third Party opinion)


หากยังไม่มั่นใจในการพิจารณา องค์กรสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยเลือกทีมพัฒนา เพราะมุมมองของบุคคลที่สามจะช่วยให้มองเห็นได้รอบด้าน ในบางกรณีอาจจะว่าจ้างให้เข้าร่วมเป็น Project Management Office หรือ PMO ในโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาโครงการจะประสบความสำเร็จอย่างเต็มประสิทธิภาพ


สำหรับองค์กรที่พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ จะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนด้านเวลาและงบประมาณ ซึ่งไม่มีช่องว่างให้เกิดข้อผิดพลาดได้ การเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะสมถือเป็นอีกหัวข้อที่ไม่ควรละเลย เพราะการเริ่มต้นที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


I AM Consulting เล็งเห็นถึงความสำคัญในหัวข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงรวบรวมนำเคล็ดลับต่างๆ มาช่วยเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับทุกองค์กร และเราพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาระบบไอทีให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.iamconsulting.co.th


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663

 

Paperless Organization เริ่มต้นทรานสฟอร์มองค์กรของคุณสู่ดิจิทัลด้วยการจัดการเอกสารอัจฉริยะ

ในปัจจุบันคนไทยใช้กระดาษเฉลี่ยปีละเกือบ 4 ล้านตัน หรือ คนละประมาณ 60 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งหมายถึงการตัดต้นไม้กว่า 66 ล้านต้นต่อปี หรือคิดง่ายๆ คือทุกนาที จะมีต้นไม้ 126 ต้นถูกโค่นลง กระดาษเก่า 1 ตัน สามารถทดแทนการตัดต้นไม้เพื่อนำมาผลิตกระดาษได้ถึง 15 ต้น แค่เราช่วยกันใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า ก็จะช่วยรักษาชีวิตต้นไม้ได้ถึง 1.3 ล้านต้นต่อปี และหากองค์กรต่างๆช่วยกันผลักดันระบบการทำงานที่ไม่ต้องใช้กระดาษเลยหรือใช้น้อยที่สุด (Paperless Organization) เราจะช่วยรักษาต้นไม้ให้อยู่กับโลกของเราได้มากขนาดไหน


ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกองค์กรต่างตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมุมของธุรกิจ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ และสิ่งแวดล้อม ในการเร่งปรับองค์กรสู่ดิจิทัลนั้น (Digital Transformation) หนึ่งในยุทธศาสตร์พื้นฐานที่ทุกองค์กรนำมาใช้ปูพื้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของพนักงานก็คือการลดการใช้กระดาษนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเราจะสามารถลดการใช้กระดาษได้ องค์กรก็ต้องมีระบบการทำงานที่ไม่ต้องพึ่งพากระดาษ ระบบที่สามารถจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล สามารถเรียกออกมาดูได้ง่าย รวมไปถึงการนำไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการทบทวน อนุมัติ รวมไปถึงการนำมาวิเคราะห์ผล ที่จะต้องสามารถทำงานได้คล่องตัว ซึ่งระบบที่กล่าวมานี้ก็คือระบบ Enterprise Content Management หรือที่เราเรียกกันย่อๆ ว่า “ECM” นั่นเอง


Digitization องค์กรด้วยระบบ ECM


Enterprise Content Management หรือ ECM   เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ทั้งการจัดทำ จัดการและจัดเก็บรักษาข้อมูลขององค์กร เป็นเครื่องมือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไร้กระดาษ แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบการจัดการออฟฟิศแบบเดิมที่ใช้ระบบเอกสารกระดาษเป็นหลัก ถือเป็นก้าวแรกสำหรับการเข้าสู่ Digital Transformation อย่างเต็มตัว


I AM Consulting ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบ Enterprise Content Management มายาวนานกว่า 16 ปี เรามองเห็นว่า องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการข้อมูลใหม่ เพราะข้อมูลเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของการนำไปต่อยอด องค์กรต้องสามารถนำเอามาใช้งานเพื่อสร้างคุณค่าลูกค้าและความได้เปรียบทางธุรกิจแก่ตนเองได้ ที่ผ่านมาหลายองค์กรนำเอาระบบ ECM พื้นฐานมาใช้จัดการข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลดิจิทัล ทำให้ความต้องมองหาฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อมาพัฒนาในด้านการบริหารงานหลังบ้าน การบริการลูกค้า รวมถึงจัดการความเสี่ยงต่างๆ


แพลตฟอร์ม OpenText™ Extended ECM เป็นเครื่องมือที่ช่วยบูรณาการซอฟท์แวร์เอนเทอร์ไพรส์ ซึ่งสามารถรองรับข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA , Oracle, Salesforce , Microsoft Office 365  หรือ ซอฟท์แวร์อื่นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบจัดการข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพ (Seamless Integration) ซึ่งมีฟีเจอร์การทำงานที่ครอบคลุมดังนี้


Integrations to Enterprise Applications


เชื่อมต่อกับซอฟท์แวร์เอนเทอร์ไพรส์ หรือระบบ ERP ต่างๆ เช่น SAP S/4HANA และ Oracle E-Business Suite ระบบ HR อย่าง SAP SuccessFactors ระบบ CRM เช่น Salesforce หรือโปรแกรมการจัดการการทำงาน เช่น MS Office 365, Sharepoint และ MS Teams


Intuitive User Experience


การออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งาน หรือการออกแบบ UX (User Experience) ให้ตอบสนองกับผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลที่จำเป็น ผ่าน Smart View รวมทั้งสามารถทำงานได้ง่ายๆ จาก Web browser และ Mobile devices สนับสนุนวิถีการทำงาน Work From Anywhere


Connected Workspaces


ซอฟท์แวร์ ECM ซึ่งพัฒนาโดยมี Workspace Templates ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องไปกับกระบวนการทางธุรกิจ โดยฟีเจอร์นี้สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลจากระบบงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ลูกค้า สินค้า พนักงาน คำสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือ กิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเชื่อมต่อมายังระบบจัดการเอกสารโดยอัตโนมัติเมื่อมีการทำรายการจากระบบต้นทาง


Automated Classification & Metadata Management


การจัดประเภทเอกสารอัตโนมัติ และการจัดการรายละเอียดข้อมูล ด้วยการทำงานแบบ Intelligent Automation ที่ช่วยจัดการไฟล์เอกสารและกระบวนการทางธุรกิจให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในกระบวนการทำงานที่เป็น Manual


Core Share


สามารถแชร์ข้อมูลออกไปสู่หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานได้


Core Signature


การลงนามเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในรูปแบบ Electronic และ Digital Signature


ฟีเจอร์ที่กล่าวมาจะช่วยให้เกิดการทำงานในรูปแบบใหม่ กระชับขั้นตอนการทำงานให้เป็นแบบอัตโนมัติ  ลดความยุ่งยากในการใช้งานด้วยอินเทอร์เฟสที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นมุมมองแบบ 360 องศา ช่วยให้เห็นข้อมูลที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างได้ในหน้าจอเดียว ไม่ต้องสลับหน้าจอโปรแกรมไปมา สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อีกทั้งยังมี Workspace ที่ช่วยเชื่อมต่อพื้นที่การทำงานให้ถึงกัน  ทำให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันในโลกเสมือนได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด และเห็นกระบวนการทำงานร่วมกัน เป็นภาพเดียวกันทั้งหมด  ที่สำคัญมีความปลอดภัยสูง ด้วยระบบจัดเก็บข้อมูลที่รองรับการทำงานทั้งรูปแบบคลาวด์ หรือ On-Premise ตอบสนองรูปแบบการทำงานในปัจจุบันบนอุปกรณ์มือถือช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม


สุดท้ายต้องอย่าลืมว่าการเลือกระบบมาใช้ในองค์กรนั้น ระบบจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน ดังนั้นต้องไม่ลืมเลือกระบบที่มีผู้ดูแลอยู่ในประเทศไทย เมื่อมีปัญหาสามารถติดต่อได้ง่าย มีทีมเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที สำหรับองค์กรและธุรกิจที่สนใจ แพลตฟอร์ม OpenText™ Extended ECM สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ที่ www.iamconsulting.co.th/product/opentext หรือ info@iamconsulting.co.th

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.