I AM Consulting นำโดย คุณจิตริน วิโรจน์สายลี ร่วมเป็นวิทยากรในหัวข้อ “ Integrated Document Signing Platform (IDSP): A National Digital Trust Infrastructure Initiative for Corporate Transactions ” ภายในงาน Digital Trust Thailand 2026 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยกระดับความน่าเชื่อถือของ ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในภาคธุรกิจไทย
AI กลายเป็นเครื่องมือที่หลายองค์กรเริ่มนำมาใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล สรุปรายงาน หรือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น แต่ AI ทั่วไปส่วนใหญ่มักทำงานอยู่บนข้อมูลสาธารณะจากอินเทอร์เน็ต จึงอาจยังไม่เข้าใจ “บริบทจริง” ของแต่ละองค์กรได้อย่างลึกซึ้ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ SAP พัฒนา SAP Joule ขึ้นมาในฐานะ AI Ecosystem สำหรับองค์กร
SAP Joule คืออะไร และต่างจาก AI ทั่วไปอย่างไร ?
Joule คือ AI ที่ถูกฝังอยู่ภายใน Ecosystem ของ SAP และเชื่อมต่อกับข้อมูลธุรกิจจริงขององค์กรโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจาก Finance, Procurement, HR, Supply Chain หรือ Workflow ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงทุกวันในบริษัท
สนับสนุนให้ทีม IT ภายในองค์กรสามารถดูแลและทำโปรเจกต์ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
เพิ่มความรู้และ Insight ให้ทีม IT เพื่อทำงานร่วมกับ Consulting Partner ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
4. Joule Agents
Joule Agents คือ AI Agent ระดับองค์กร (Enterprise-scale AI agents) ที่ช่วยทำงานอัตโนมัติใน Workflow ที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้าน Business Process ของ SAP ที่ถูกฝังอยู่ในระบบ
Joule Studio คือชุดเครื่องมือแบบ No-code และ Low-code บน SAP Build ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง ปรับแต่ง และบริหารจัดการ AI Agents รวมถึง AI Skills ให้สอดคล้องกับ Business Process ของตัวเองได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นสำคัญคือช่วยให้องค์กรสามารถสร้าง Custom AI ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลจริงขององค์กร ทั้งข้อมูลธุรกิจ เอกสาร และบริบทของ Process ต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น พร้อมรองรับเรื่อง Security และ Compliance ในระดับ Enterprise
ต่อยอด AI Agents ที่ SAP มีอยู่แล้ว ด้วย Logic และ Workflow ที่ออกแบบตามรูปแบบการทำงานของแต่ละบริษัท
เชื่อมต่อทั้งระบบ SAP และ Non-SAP ให้ทำงานร่วมกันใน Workflow ที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agents
ผสานการวิเคราะห์และการตัดสินใจของ AI เข้ากับการทำงานแบบ Rule-based ที่องค์กรกำหนดไว้
บริหารจัดการ AI Agents และ Skills ได้จากศูนย์กลาง พร้อมมองเห็นการทำงานของ Agent และควบคุมเรื่อง Data Privacy ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: SAP Joule ต่างจาก ChatGPT หรือ Microsoft Copilot อย่างไร?
A: จุดแตกต่างสำคัญของ SAP Joule คือ AI ตัวนี้ทำงานบน ข้อมูลจริงขององค์กร ที่อยู่ภายในระบบ SAP ไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะจากอินเทอร์เน็ต จึงเข้าใจกระบวนการทำงาน โครงสร้างข้อมูล และบริบทของแต่ละองค์กรได้ลึกกว่า AI ทั่วไป อีกทั้งยังถูกพัฒนามาพร้อมมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูลตั้งแต่ต้น ช่วยให้องค์กรควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล
Q: องค์กรที่ยังใช้ SAP ECC อยู่ จะใช้ Joule ได้ไหม?
A: Joule ถูกออกแบบมาสำหรับ SAP Cloud (S/4HANA Cloud และ SAP BTP) เป็นหลัก องค์กรที่ยังใช้ ECC จะต้อง Migrate มายัง S/4HANA Cloud ก่อนจึงจะใช้ความสามารถเต็มรูปแบบของ Joule ได้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Business Case ที่ทำให้การ Upgrade คุ้มค่ายิ่งขึ้น
SAP Joule = “ AI Ecosystem ” สำหรับองค์กร
สรุป
SAP Joule ไม่ใช่แค่ Chatbot หรือ AI Assistant ทั่วไป แต่คือ AI Ecosystem สำหรับองค์กร ที่ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานประจำวันของพนักงาน ไปจนถึง AI Automation ระดับ Enterprise Workflow, Custom AI Agent Development และการสนับสนุนโปรเจกต์ SAP ในทุกมิติ
หากองค์กรของคุณกำลังวางแผนนำ AI มาใช้ใน ERP หรือต้องการประเมินความพร้อมในการ Migrate มา SAP S/4HANA Cloud เพื่อเข้าถึง Joule I AM Consulting พร้อมให้คำปรึกษา
Supply Chain Management ขับเคลื่อนซัพพลายเชนได้อย่างราบรื่น ด้วย AI ที่เพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การวางแผน การผลิต โลจิสติกส์ ไปจนถึงการบริหารสินค้าคงคลังแบบต่อเนื่อง
Human Capital Management สร้างองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต ด้วย AI ที่ช่วยพัฒนากระบวนการสรรหา การพัฒนาทักษะ และการวางแผนกำลังคนอย่างต่อเนื่อง
Customer Experience มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ด้วย AI ที่ช่วยยกระดับการตลาด Commerce การขาย และงานบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
Industry เปิดใช้งานกระบวนการแบบ Autonomous ด้วย AI ที่สามารถดำเนินงานแบบ End-to-End ครอบคลุมในอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อธุรกิจ
3) SAP Business AI Platform
แพลตฟอร์มสำหรับสร้าง ปรับบริบท วิเคราะห์เหตุผล และกำกับดูแล AI Agents โดยผสานทั้งความเข้าใจเชิงลึกด้าน Business Process ข้อมูลแบบรวมศูนย์ และโมเดล AI ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ
เสริมให้ AI เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างรอบด้าน ทั้งบริบทของข้อมูล ความรู้ด้านกระบวนการทำงาน และ Business Logic ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
Govern
ควบคุมทุกโครงการด้าน AI ให้มีความปลอดภัย สอดคล้องตาม Compliance และเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจอยู่เสมอ ผ่านศูนย์กลางการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์
จากแนวคิด SAP Intelligent Enterprise ที่นำ AI เข้ามาช่วยให้องค์กรทำงานได้ฉลาดขึ้น วันนี้ SAP กำลังก้าวไปอีกขั้น สู่ “SAP Autonomous Enterprise”
ERP ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และสามารถช่วยลงมือ Execute กระบวนการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์
นี่จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มความสามารถของ AI แต่คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กรครั้งใหญ่ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับกลยุทธ์
เตรียมองค์กรให้พร้อมสู่อนาคตไปกับ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาชั้นนำของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมช่วยขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่การเติบโตในยุค AI
SAP Sapphire 2026 คืออีเวนต์ใหญ่ประจำปีของ SAP ที่ใช้เปิดตัวเทคโนโลยี กลยุทธ์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้าน ERP, AI, Cloud และ Business Transformation สำหรับลูกค้าองค์กรทั่วโลก
ซึ่งวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ในงาน SAP Sapphire ณ เมืองออร์แลนโด สหรัฐอเมริกา ได้เปิดตัวทิศทางใหม่ของ SAP ที่อาจเปลี่ยนภาพ ERP ที่คุ้นเคยไปตลอดกาล และ I AM Consulting สรุป 4 เรื่องสำคัญจากงานนี้มาให้แล้ว!
SAP ประกาศชัดเจนว่า Joule ซึ่งเดิมทำหน้าที่เป็น “copilot” หรือตัวช่วยตอบคำถาม จะก้าวขึ้นมาเป็น Autonomous Agent ที่สามารถรัน business process ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
1) SAP Business AI Platform : การรวม 3 แพลตฟอร์มเป็นหนึ่งเดียว สร้างรากฐานใหม่ของ Autonomous Enterprise
SAP ประกาศควบรวม BTP (Business Technology Platform), Business Data Cloud (BDC) และ Business AI เข้าเป็นแพลตฟอร์มเดียว เรียกว่า SAP Business AI Platform
สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งที่เรียกว่า SAP Knowledge Graph
การสร้าง “แผนที่” ของ business entity, process และความสัมพันธ์ทั้งหมดใน SAP landscape ของลูกค้า ทำให้ AI agent ไม่ได้ทำงานกับข้อมูลดิบ แต่เข้าใจบริบทว่าข้อมูลนั้นหมายความว่าอะไรในแง่ธุรกิจ
พร้อมกันนี้ SAP ยังเปิดตัว Joule Studio
เครื่องมือสำหรับสร้าง AI Agent บนระบบ SAP รองรับทั้งแบบ no-code สำหรับทีม Business และ pro-code สำหรับนักพัฒนา
2) SAP Autonomous Suite : AI ที่รัน Business Process จบได้เองตั้งแต่ต้น
50+ Joule Assistants ใน 5 สายงานหลัก
SAP เปิดตัว Joule Assistants มากกว่า 50 ตัว ครอบคลุมทุกส่วนงานหลักขององค์กร ได้แก่ Finance, Supply Chain, Procurement, Human Capital Management และ Customer Experience โดยแต่ละ Assistant จะประสาน agent ย่อยกว่า 200 ตัวเพื่อทำงานจนครบทุกขั้นตอน
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Autonomous Close Assistant ที่ออกแบบมาสำหรับทีมบัญชีโดยเฉพาะ กระบวนการปิดบัญชีที่ปกติใช้เวลาหลายสัปดาห์จะถูกย่อให้สั้นลงเหลือเพียงไม่กี่วัน โดย AI จะทำงานครบวงจรตั้งแต่บันทึก journal entries, reconciliation, แก้ไข error จนถึงปิดบัญชี โดยไม่ต้องรอให้คน มานั่งทำทุกขั้นตอน
Industry AI — AI เฉพาะอุตสาหกรรม 7 กลุ่ม
SAP เปิดตัว Industry AI ขยายความสามารถไปยังอุตสาหกรรมเฉพาะทาง 7 กลุ่ม ซึ่งฝัง process logic, data model และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบเฉพาะอุตสาหกรรมเข้าไปใน AI agent โดยตรง ตัวอย่างที่ SAP นำเสนอในงานคือการทำงานร่วมกับ RWE บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากยุโรป ในการลดเวลาการหยุดทำงานที่ไม่ได้วางแผนของกังหันลมนอกชายฝั่ง ด้วย Autonomous Asset Management ที่ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากอุบัติการณ์ในอดีตและสร้าง work order พร้อม solution ที่พิสูจน์แล้วจากสถานที่อื่น ๆ โดยอัตโนมัติ
Joule Work จะทำงานแบบ proactive สามารถนำเสนอ insight ที่เกี่ยวข้องและทำงาน routine ในเบื้องหลัง โดยรองรับทั้ง desktop, mobile และ voice ทั้งบนระบบ SAP และ non-SAP
4) STRATEGIC PARTNERSHIPS : Anthropic (Claude) เป็น AI Foundation Model อย่างเป็นทางการ
SAP เลือก Anthropic ให้ Claude เป็น foundation model สำหรับ Joule Agent ครอบคลุม HR, Procurement และ Supply Chain ซึ่งถือเป็น partnership ที่สำคัญที่สุดในงาน
– Amazon Web Services สำหรับ zero-copy data integration ระหว่าง SAP Business Data Cloud กับ Amazon Athena
– Google Cloud และ Microsoft สำหรับ bidirectional agent interoperability
– Mistral AI และ Cohere สำหรับ sovereign model options บน SAP infrastructure
– n8n สำหรับ visual AI workflow orchestration ภายใน Joule Studio
– NVIDIA ที่ดูแล secure runtime ของ Joule Studio
– Parloa ที่นำ AI agent เข้าสู่ SAP Service Cloud
องค์กรไทยควรเตรียมตัวอย่างไร?
สำหรับองค์กรที่ยังใช้ SAP ECC
SAP ไม่ได้ปิดกั้น ECC และ S/4HANA on-premise ออกจาก AI ทั้งหมด แต่การเข้าถึงจะเป็นแบบจำกัดและต้องยืนยันแผนการย้ายสู่ Cloud ERP ก่อน
สำหรับองค์กรที่ใช้ RISE with SAP หรือ SAP GROW
ระบบพร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการวางแผน AI Activation Roadmap ว่าจะเริ่ม deploy Joule Assistants ใน process ไหนก่อน โดยควรเลือก use case ที่ให้ ROI ชัดเจนและวัดผลได้ เช่น Financial Close หรือ Procurement Automation
SAP กำลังเปลี่ยนนิยาม ERP ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี
SAP Sapphire 2026 ไม่ใช่แค่การประกาศ feature ใหม่ประจำปี แต่เป็นการประกาศทิศทางว่า ERP ยุคหน้าคือระบบที่รัน business process ได้จริงโดยไม่ต้องให้มนุษย์ควบคุมทุกขั้นตอน หากอยากรู้ว่าองค์กรของคุณพร้อมรับ SAP AI แค่ไหน และควรเริ่มจากตรงไหน? ทีมผู้เชี่ยวชาญของ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมให้คำปรึกษา
หลายองค์กรพูดถึง AI มาหลายปี แต่พอถามว่า “ใช้ AI ทำอะไรอยู่?” คำตอบมักจบที่ Chatbot หรือ Dashboard ที่สวยงาม แต่ความจริงคือ AI Use Case บน SAP ที่สร้างผลลัพธ์จริงในองค์กรธุรกิจ มักไม่ได้เริ่มจากโปรเจกต์ใหญ่ หรืองบประมาณมหาศาล แต่เริ่มจากการแก้ปัญหาเล็กๆ ในงานประจำวัน เช่น
ทำไม CFO ต้องรอรายงาน 7 นาทีทุกเช้า?
ทำไมทีมบัญชีต้องพิมพ์ข้อมูลจาก Invoice ลง SAP ด้วยมือ?
บทความนี้จะพาทุกคนไปดู AI Use Case บน SAP ที่ I AM Consulting ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเหล่านั้น โดยยกมา 3 แกนหลักของธุรกิจ พร้อมตัวอย่างสถานการณ์จริงและผลลัพธ์ที่วัดได้
ทำไมต้องเป็น AI บน SAP ไม่ใช่ AI ทั่วไป?
ความแตกต่างของ AI บน SAP คือการที่ AI เข้าถึงข้อมูลธุรกิจจริงที่อยู่ใน SAP S/4HANA โดยตรง ไม่ต้อง Export ข้อมูลออกมาก่อน ไม่ต้องสร้าง Integration เพิ่ม และไม่ต้องฝึก Model ใหม่จากศูนย์ SAP Business AI ฝัง AI ไว้ในกระบวนการทำงานที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยน Workflow หลัก
Finance Management คือ Use Case ที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริหารด้านการเงิน โดยเฉพาะ CFO และ Finance Director ที่ต้องการข้อมูลแบบ Real-time เพื่อตัดสินใจ ไม่ใช่รอรายงานรายสัปดาห์
Invoice ถูกส่งเข้า SAP อัตโนมัติ AI อ่านข้อมูลด้วย OCR, จับคู่กับ PO และ GR, ตรวจสอบความถูกต้อง และโพสต์บัญชีโดยไม่ต้องมีคนแตะ ถ้ามีข้อมูลไม่ตรง ระบบ Flag และส่งแจ้งเตือนไปที่พนักงานเพื่อตรวจสอบเฉพาะรายการที่มีปัญหา
91% Vendor Invoice ที่ประมวลผลอัตโนมัติ
500 ชม./ เดือน เวลาที่ประหยัดได้จากการ Automation
GR/IR Reconciliation และ Period Close ที่เร็วขึ้น
GR/IR Reconciliation ฝันร้ายของทีมบัญชีช่วง Month-End Close ก็ถูก AI เข้ามาช่วยได้เช่นกัน โดยวิเคราะห์ Open Balance, ระบุสาเหตุที่ Posting ไม่ถูก Clear และแนะนำ Next Step ให้พนักงาน แทนที่จะต้องตรวจสอบทีละรายการด้วยตนเอง ทำให้ Period Close เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ใน Supply Chain Management ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีสัญญาณ แต่เพราะไม่มีระบบที่อ่านสัญญาณเหล่านั้นได้ AI Use Case ด้าน Proactive Supply Chain บน SAP เปลี่ยนองค์กรจากการ “รับมือ” เป็นการ “คาดการณ์และป้องกัน”
ทีม Procurement รู้ว่า Supplier ส่งของล่าช้าก็ต่อเมื่อ Delivery Date ผ่านไปแล้ว จึงต้องรีบหาทางแก้ไขกระทันหัน ซึ่งมักแพงและกระทบ Production Line
หลังใช้ AI บน SAP
AI วิเคราะห์ประวัติการส่งมอบของ Supplier แต่ละราย, สภาพการผลิต และปัจจัยภายนอก แล้วแจ้งเตือนล่วงหน้า 2–4 สัปดาห์ว่า PO ไหนมีความเสี่ยงล่าช้า ทำให้ทีมสามารถหา Supplier สำรองหรือปรับแผนการผลิตได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิด
PR Consolidation รวมคำขอซื้อเพิ่มอำนาจต่อรอง
อีกหนึ่ง AI Use Case ที่เห็นผลชัดคือการรวม Purchase Request จากหลายหน่วยงานใน SAP เข้าด้วยกัน (PR Consolidation) เพื่อให้ทีม Procurement เจรจากับ Supplier ในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ แทนที่จะซื้อแยกส่วน ทำให้ต้นทุนลดลงและ Lead Time สั้นลง
“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่รู้ว่า AI ทำอะไรได้ แต่คือการออกแบบ AI Use Case ให้ตรงกับ Pain Point ขององค์กร
เพราะเมื่อ AI เข้าไปแก้ปัญหาได้ถูกจุด มันจะสร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้จริง”
Sasithorn Sitthikraisorn – I AM Consulting
AI Use Case บน SAP ที่เหมาะกับองค์กรไทย
ตัวอย่างการทำ AI-Adoption ทั้ง 3 แกนที่กล่าวมานี้ไม่ใช่แนวคิดในอนาคต แต่เป็นความสามารถที่ องค์กรสามารถใช้งานได้แล้ววันนี้บน SAP ERP ข้อได้เปรียบคือองค์กรที่ใช้ SAP อยู่แล้วไม่ต้องลงทุนเพิ่มสำหรับ Infrastructure ใหม่ เพียงแค่เปิดใช้ความสามารถที่ฝังอยู่ใน SAP Business AI และออกแบบ Use Case ให้ตรงกับ Pain Point จริงขององค์กร
และนี่คือสิ่งที่ I AM Consulting เชี่ยวชาญ เราไม่ได้เพียงนำ AI มาแสดงให้เห็นว่า “ทำอะไรได้บ้าง” แต่เราช่วยองค์กรออกแบบ AI-Adoption ที่ใช้งานได้จริงในธุรกิจ กลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการตัดสินใจและการดำเนินงานขององค์กร
สิ่งที่ควรระวัง หากองค์กรของคุณกำลังใช้ SAP ECC และเข้าสู่ช่วง End of Mainstream Maintenance ต้นทุนของการ “อยู่เฉยๆ” อาจสูงกว่าการเปลี่ยนใหม่ หากคุณกำลังต้องการที่ปรึกษาเพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสม ติดต่อ I AM Consulting ได้ทันที (คลิก)
2. SAP เหมาะกับองค์กรใหญ่เท่านั้นจริงหรือ?
นี่คือหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เพราะ SAP Cloud ERP ถูกออกแบบให้รองรับธุรกิจทุกขนาด เริ่มต้นได้จากโมดูลหลัก ๆ เช่น Financial และ Sourcing and Procurement แล้วจึงค่อยขยายตามการเติบโต
SAP GROW Fast ก็เปรียบเหมือน “คอนโดพร้อมอยู่แบบ Premium” ที่ถูกออกแบบมาจาก Best Practice ของแต่ละอุตสาหกรรม ทุกองค์ประกอบผ่านการทดสอบมาแล้ว คุณสามารถ “เข้าอยู่ได้ทันที” ด้วย “โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพรียง” และ “รองรับการต่อขยาย” ในอนาคต
หัวใจของ SAP GROW Fast มี 3 ส่วนสำคัญ
1. Validated Scope — ขอบเขตที่ SAP การันตีแล้ว
SAP Grow Fast มาพร้อม Scope Items ที่ครอบคลุมกระบวนการหลักของธุรกิจขนาดกลาง
ทั้งหมดนี้ผ่านการทดสอบจริงในกว่า 12 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Manufacturing, Retail, Professional Services, Banking, High Tech, Automotive หรือ Chemicals
SAP Grow Fast ถูกส่งมอบโดย Certified SAP Partners ที่ผ่านการอบรมและการรับรองอย่างเป็นทางการ
และในประเทศไทย I AM Consulting คือพาร์ทเนอร์รายแรกและรายเดียว ที่นำ SAP GROW มาใช้งานจริงแบบ 100% พร้อมทั้งมีประสบการณ์วางระบบจนสามารถ Go-live ได้ภายใน 3 เดือน
“การเป็นทั้ง SAP Partner และ Customer ช่วยให้ I AM Consulting เข้าใจมุมมองของลูกค้าอย่างแท้จริง ตั้งแต่การตัดสินใจก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการนำ SAP มาใช้งานจริง ประสบการณ์ที่ครบวงจรตรงนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพทีมงานให้แข็งแกร่งขึ้นทั้งด้านเทคนิคและความเข้าใจลูกค้า การมองเห็นภาพรวมทั้งหมดยังช่วยให้สามารถดึง Methodology และเครื่องมือต่างๆ ของ SAP S/4HANA Cloud Public Edition มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น นี่คือจุดที่จะเพิ่มศักยภาพและบทบาทขององค์กรในการนำเสนอ SAP ให้ลูกค้าในตลาดไทย” — คุณกุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ SAP ประจำภูมิภาคอินโดจีน
ทำความรู้จัก I AM InstaGROW แพ็กเกจ SAP GROW FAST จาก I AM Consulting ที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณเริ่มต้นใช้งานระบบ ERP ได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 12 สัปดาห์
SAP Datasphere ช่วยรวบรวมและจัดการข้อมูลจากหลายแหล่ง เมื่อผสานการทำงานของ SAP Analytics Cloud (SAC) ที่วิเคราะห์ วางแผน และพยากรณ์ข้อมูลบนคลาวด์ จะช่วยให้องค์กรตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งทั้ง 2 เครื่องมือนี้ สามารถใช้ร่วมกันอย่างครบวงจรได้ บน SAP Business Data Cloud
นาทีนี้ไม่มีองค์กรใดที่สามารถละเลยเรื่องของ AI ได้ นับเป็นเทคโนโลยีที่มาเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทุกคนต่างคาดหวังกับผลลัพท์อันน่าทึ่ง แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามไป คือ คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) เพราะ AI จะดีได้ ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ดีพอ และนั่นคือที่มาของ 2 เครื่องมือสำคัญ SAP Analytics Cloud (SAC) และ SAP Datasphere จาก SAP
เรียกได้ว่าเป็น SAP Data Warehouse Cloud เจเนอเรชันใหม่ ที่ถูกพัฒนาบน SAP Business Technology Platform (BTP) มีความสามารถในการรักษาความปลอดภัยระดับองค์กรที่แข็งแกร่ง ทั้งความปลอดภัยของฐานข้อมูล การเข้ารหัส และการกำกับดูแล
ความสามารถของ SAP Datasphere
การรวมข้อมูล (Data Integration)
การจัดระเบียบข้อมูล (Data Cataloguing)
การสร้างแบบจำลองเชิงความหมาย (Semantic Modelling)
การจัดเก็บข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Data Warehousing)
การจำลองข้อมูลเสมือนจริง (Data Virtualization)
แต่การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น องค์กรจำเป็นต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และต่อยอดเชิงกลยุทธ์ จึงจะสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลได้อย่างแท้จริง และ SAP Analytics Cloudคือคำตอบ
Q: SAP Datasphere กับ SAP Analytics Cloud ยังมีให้ใช้งานอยู่ไหม?
A: ปัจจุบัน SAP นำเสนอเป็น Single Solution ที่บริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมดใน SAP ในชื่อว่า SAP Business Data Cloud
Q: SAP Business Data Cloud คืออะไร?
A: SAP Business Data Cloud คือ โซลูชัน Software as a Service (SaaS) แบบ fully managed ที่ช่วยรวมศูนย์และกำกับดูแลข้อมูลทั้งหมดจากระบบ SAP พร้อมเชื่อมต่อกับข้อมูลจาก third-party ได้อย่างไร้รอยต่อ
โดยรวมความสามารถอันแข็งแกร่งของ SAP Datasphere และ SAP Analytics Cloud เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับ AI ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Data Bricks, Snow Flake สามารถเชื่อมและปรับข้อมูลทั้งหมดให้สอดคล้องกัน เพื่อรองรับการวางแผนและการวิเคราะห์เชิงลึก เช่น การวางแผนทางการเงิน การวางแผนกำลังคน และอื่น ๆ
Q: SAP Analytics Cloud แตกต่างจากโซลูชัน Cloud Analytics อื่นยังไง?
มีฟังก์ชั่นการทำ Enterprise Planning ที่จะช่วยให้การวางแผนในองกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสามารถใช้งานข้อมูลจากระบบ SAP ได้อย่าง Seamless
Q: SAP Analytics Cloud เชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลข้างนอกได้ไหม?
A: เชื่อมต่อผ่าน Datasphere ซึ่งรองรับได้ทั้ง on-premises และ on-cloud ทั้งของ SAP เอง รวมถึง Consolidation, SQL, OData, Google BigQuery และอื่น ๆ อีกมากมาย
I AM Consulting พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยองค์กรวางรากฐานด้าน Data & Analytics อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อระบบ SAP และ Non-SAP ไปจนถึงการนำ AI และ Analytics มาใช้งานจริงให้ตอบโจทย์ธุรกิจ
I AM Consulting พร้อมให้คำปรึกษาและวางโครงสร้าง IT ที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ด้วยประสบการณ์ด้าน SAP ERP และการพัฒนาโซลูชัน e-Tax, e-Stamp Duty และ Digital Signature เพื่อยกระดับกระบวนการสัญญาของธุรกิจประกันให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นดิจิทัลอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ SAP เคยใช้โมเดล 3 tier ได้แก่ Cloud development, Cloud API enablement และ Legacy Development แต่ยังมีช่องว่างในแง่ของความชัดเจน และครอบคลุมปัญหา SAP จึงเปลี่ยนจากโมเดล 3-tier มาเป็นแนวคิด Clean Core Level เพื่อปรับปรุงความโปร่งใสและนำเสนอแนวทางที่ครอบคลุมสำหรับการจัดการ extensibility ภายใน SAP S/4HANA Cloud ได้ง่ายขึ้น โมเดลใหม่นี้จะแบ่งส่วนเป็น 4 ระดับ ได้แก่ A, B, C และ D เพื่อช่วยให้ลูกค้าประเมินคุณภาพและความเสถียรของ extensibility ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น
ระดับ A – “Extend with SAP Build” (Clean ที่สุด)
ใช้เฉพาะ Released APIs ที่ได้รับการรับรองจาก SAP ว่าหลังการอัปเดตครั้งถัดไปจะไม่มีปัญหาต่อการใช้งาน ด้วยการอัปเกรดระบบได้โดยไม่ต้องแก้โคด เหมาะสำหรับสร้างแอปใหม่ ซึ่งพัฒนาได้ผ่าน SAP BTP ทั้งแบบ Low-code และ Pro-code เช่น การสร้างแอปอนุมัติใบสั่งซื้อบนมือถือ, ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่าน SAP Build Process Automation ที่สร้างบน BTP โดยไม่แตะระบบหลักเลย
สามารถใช้ SAP internal objects ที่ไม่ได้เป็น released APIs หรือได้รับการ support อย่างเป็นทางการ แม้จะไม่แนะนำ แต่ปัจจุบัน SAP ได้จัดทำ Change-Log สำหรับ SAP objects เพื่อช่วย monitor ความเสี่ยงให้องค์กรคาดการณ์และระบุผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการอัปเกรดได้ล่วงหน้า เช่น การใช้โคด ABAP เข้าถึง Table ภายในที่ SAP ไม่เปิด API ให้ อาจใช้ได้ในบางกรณี แต่ต้องดูแลใกล้ชิดเมื่อระบบอัปเกรด