Building the Future: SUPALAI Digital Transformation with SAP

ทุกองค์กรย่อมมีคำถามสำคัญ… จะทำอย่างไรให้องค์กรยังคงเป็น “ผู้นำ” ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า สำหรับ SUPALAI คำตอบไม่ใช่แค่ “การปรับตัว” แต่คือการ Transform อย่างจริงจังด้วย Digital Transformation


Digital Transformation คืออะไร และทำไมองค์กรต้องเริ่มวันนี้


Digital Transformation คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานทั้งองค์กร เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

SUPALAI เลือกยกระดับองค์กรด้วย AI-Powered ERP อย่าง SAP S/4HANA Cloud Private Edition เพื่อเปลี่ยนระบบเดิมให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนธุรกิจแบบ Real-time

จากระบบเดิม สู่ AI-Powered ERP: การเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง


การนำ SAP S/4HANA Cloud มาใช้ ไม่ใช่แค่การอัปเกรดระบบ แต่คือการ “ยกระดับทั้งองค์กร” อย่างแท้จริง


ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทำ Digital Transformation

  • ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-time รองรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • ลดเวลาการทำรายงานจาก 24 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 นาที
  • ใช้ Automation และ AI ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • เพิ่ม Productivity มากกว่า 300%



ความสำเร็จเริ่มจาก “พาร์ทเนอร์ที่ใช่”


เบื้องหลังความสำเร็จของ SUPALAI ไม่ได้มาจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง ทีมงาน SUPALAI และ I AM Consulting
ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจทั้ง ธุรกิจ (Business Insight) และ เทคโนโลยี (Technology Expertise)

หากองค์กรของคุณกำลังมองหาแนวทางในการเริ่มต้น


พวกเรา I AM Consulting บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีห้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ธุรกิจ การออกแบบกระบวนการทำงาน ไปจนถึงการติดตั้งและพัฒนาระบบ SAP เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และพร้อมแข่งขันในยุคดิจิทัล

เพราะการ Transform ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนระบบ แต่คือการเปลี่ยนอนาคตของธุรกิจ


ติดต่อ-สอบถาม I AM Consulting
☎️ 02-026-3964
💌 E-mail : info@iamconsulting.co.th
💚 LINE@ : https://cutt.ly/iamline


#IAMConsulting#DigitalTransformation#SAP#ERP#SUPALAI

AI จะดีได้ ถ้า Data ดี สร้างฐานข้อมูลคุณภาพด้วย SAP Datasphere และ SAP Analytics Cloud

SAP Datasphere ช่วยรวบรวมและจัดการข้อมูลจากหลายแหล่ง เมื่อผสานการทำงานของ SAP Analytics Cloud (SAC) ที่วิเคราะห์ วางแผน และพยากรณ์ข้อมูลบนคลาวด์ จะช่วยให้องค์กรตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งทั้ง 2 เครื่องมือนี้ สามารถใช้ร่วมกันอย่างครบวงจรได้ บน SAP Business Data Cloud


นาทีนี้ไม่มีองค์กรใดที่สามารถละเลยเรื่องของ AI ได้ นับเป็นเทคโนโลยีที่มาเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทุกคนต่างคาดหวังกับผลลัพท์อันน่าทึ่ง แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามไป คือ คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) เพราะ AI จะดีได้ ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ดีพอ และนั่นคือที่มาของ 2 เครื่องมือสำคัญ SAP Analytics Cloud (SAC) และ SAP Datasphere จาก SAP


SAP Datasphere คืออะไร ?


คือ เครื่องมือที่ช่วย “เชื่อมต่อ” ข้อมูล ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลทุกคนสามารถ เข้าถึง จัดการ และใช้งาน ข้อมูลทางธุรกิจจากหลายแหล่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคที่ข้อมูลอยู่อยู่คนละระบบและกระจัดกระจาย ทั้ง On-Premises และ On Cloud


เรียกได้ว่าเป็น SAP Data Warehouse Cloud เจเนอเรชันใหม่ ที่ถูกพัฒนาบน SAP Business Technology Platform (BTP) มีความสามารถในการรักษาความปลอดภัยระดับองค์กรที่แข็งแกร่ง ทั้งความปลอดภัยของฐานข้อมูล การเข้ารหัส และการกำกับดูแล


ความสามารถของ SAP Datasphere

  • การรวมข้อมูล (Data Integration)
  • การจัดระเบียบข้อมูล (Data Cataloguing)
  • การสร้างแบบจำลองเชิงความหมาย (Semantic Modelling)
  • การจัดเก็บข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Data Warehousing)
  • การจำลองข้อมูลเสมือนจริง (Data Virtualization)


แต่การจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น องค์กรจำเป็นต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และต่อยอดเชิงกลยุทธ์ จึงจะสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลได้อย่างแท้จริง และ SAP Analytics Cloud คือคำตอบ


SAP Analytics Cloud คืออะไร ?

คือ โซลูชันที่รวมความสามารถด้านการวิเคราะห์ขั้นสูง (Advanced Analytics) และการวางแผนทางธุรกิจ (Planning) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุดจากการลงทุนทำระบบและข้อมูลที่มี


สิ่งที่ทำให้ SAP Analytics Cloud แตกต่างจากโซลูชันวิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์อื่น ๆ ?

1. ผสานกับ AI ที่เชื่อถือได้

ใช้ Generative AI เพื่อช่วยทำรายงานอัตโนมัติ ค้นหา Insight เชิงลึก และสนับสนุนการสร้างรวมถึงพัฒนาแผนธุรกิจ ผ่าน Joule Copilot สามารถค้นหา Insight เข้าถึงคำตอบที่ถูกต้องและรวดเร็วจากข้อมูลได้ทันที เพียงตั้งคำถามด้วยภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

2. มีฟีเจอร์ด้าน Business Intelligence

ส่งมอบแดชบอร์ดและรายงานได้อย่างรวดเร็ว ด้วย Business Content ที่พร้อมใช้งาน เช่น KPI, โมเดล และ Data Flow ที่ออกแบบมาเฉพาะตามอุตสาหกรรมหรือสายงาน ตั้งแต่การบริหารค่าใช้จ่ายไปจนถึงการจัดการทรัพยากรบุคคล

3. สร้างการวิเคราะห์ขั้นสูง (Advanced Analytics) ได้ครบวงจร

ลดกำแพงการทำงานแบบไซโลระหว่างฝ่ายวางแผน ด้วยเครื่องมือเดียวที่ครอบคลุมการเตรียมข้อมูล การสร้างโมเดล การวางแผน และการวิเคราะห์ พร้อมการเชื่อมต่อกับ SAP Datasphere สร้างข้อมูลเชิงลึกอัตโนมัติ พร้อมรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้วยประสิทธิภาพสูง

องค์กรของคุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะพัฒนา “คุณภาพของข้อมูล” เพื่อ “นำข้อมูลไปใช้ให้เกิดคุณค่าเชิงธุรกิจ”




FAQ คำถามถามบ่อย


Q: SAP Datasphere กับ SAP Analytics Cloud ยังมีให้ใช้งานอยู่ไหม?

A: ปัจจุบัน SAP นำเสนอเป็น Single Solution ที่บริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับข้อมูลทั้งหมดใน SAP ในชื่อว่า SAP Business Data Cloud


Q: SAP Business Data Cloud คืออะไร?

A: SAP Business Data Cloud คือ โซลูชัน Software as a Service (SaaS) แบบ fully managed ที่ช่วยรวมศูนย์และกำกับดูแลข้อมูลทั้งหมดจากระบบ SAP พร้อมเชื่อมต่อกับข้อมูลจาก third-party ได้อย่างไร้รอยต่อ

โดยรวมความสามารถอันแข็งแกร่งของ SAP Datasphere และ SAP Analytics Cloud เข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงความสามารถในการเชื่อมต่อกับ AI ต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Data Bricks, Snow Flake สามารถเชื่อมและปรับข้อมูลทั้งหมดให้สอดคล้องกัน เพื่อรองรับการวางแผนและการวิเคราะห์เชิงลึก เช่น การวางแผนทางการเงิน การวางแผนกำลังคน และอื่น ๆ


Q: SAP Analytics Cloud แตกต่างจากโซลูชัน Cloud Analytics อื่นยังไง?

A:

  • ทำได้ทั้งวิเคราะห์ และ วางแผน ในโซลูชันเดียว
  • มี best-practice จากทุกอุตสาหกรรม จึงมีแพทเทิร์นสำเร็จรูปมากกว่า 100 แพ็กเกจ
  • มีเทคโนโลยีขั้นสูง สามารถสร้าง insight ได้อัตโนมัติ หรือ พัฒนา analytics apps เฉพาะทางได้รวดเร็ว
  • มีฟังก์ชั่นการทำ Enterprise Planning ที่จะช่วยให้การวางแผนในองกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสามารถใช้งานข้อมูลจากระบบ SAP ได้อย่าง Seamless


Q: SAP Analytics Cloud เชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลข้างนอกได้ไหม?

A: เชื่อมต่อผ่าน Datasphere ซึ่งรองรับได้ทั้ง on-premises และ on-cloud ทั้งของ SAP เอง รวมถึง Consolidation, SQL, OData, Google BigQuery และอื่น ๆ อีกมากมาย



I AM Consulting พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยองค์กรวางรากฐานด้าน Data & Analytics อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างข้อมูล การเชื่อมต่อระบบ SAP และ Non-SAP ไปจนถึงการนำ AI และ Analytics มาใช้งานจริงให้ตอบโจทย์ธุรกิจ


เพราะการตัดสินใจที่ดี เริ่มต้นจากข้อมูลที่ถูกต้อง
และข้อมูลที่ถูกต้อง ต้องถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง


ติดต่อ-สอบถาม I AM Consulting

เบอร์ : 02-026-3964
E-mail : info@iamconsulting.co.th
LINE@ : https://cutt.ly/iamline

SAP Business Data Cloud คืออะไร? ทำไมองค์กรต้องใช้

จริงอยู่ที่ว่า…ข้อมูล (Data) คือ ทรัพยากรสำคัญที่เปรียบเสมือน “เพชรเม็ดงาม” ขององค์กร แต่ในความเป็นจริง จะมีกี่องค์กรที่สามารถรวมศูนย์ข้อมูลทั้งหมดให้อยู่ในที่เดียวกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายในการดึงข้อมูลทั้งหมดมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ SAP Business Data Cloud (BDC) กลายเป็น “Game Changer” ขององค์กรยุคใหม่ที่ต้องการก้าวสู่การเป็น Data-Driven Enterprise

SAP BDC คืออะไร?


อธิบายง่าย ๆ ก็คือ แพลตฟอร์มกลางที่เอาใช้รวบรวมข้อมูลจากทุกแหล่งทั้งภายในและภายนอกองค์กรเข้าด้วยกันในที่เดียว ให้ทุกฝ่ายในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกัน วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลร่วมกันได้แบบเรียลไทม์

BDC – One Stop Platform ครอบคลุมเรื่องข้อมูลธุรกิจ 

  1. ข้อมูลคุณภาพ พร้อมใช้งาน (Curated data products)

    SAP BDC รวบรวมชุดข้อมูลที่จัดการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านการเงิน Supply Chain และทรัพยากรบุคคล เพื่อให้ทุกฝ่ายในองค์กรเข้าถึงและใช้งานข้อมูลที่ถูกต้อง ตรงกันและเชื่อถือได้
  2. แอปอัจฉริยะ วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-Time (Insight Apps)

    มาพร้อมแอปที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลให้อัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ใช้งานเห็นแนวโน้ม คาดการณ์อนาคต และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ทันที
  3. ทุกระบบจัดการข้อมูลอยู่ในที่เดียว (One Stop Platform)

    SAP BDC รวมความสามารถของ….


ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อของทุกองค์ประกอบ SAP BDC ช่วยสร้าง “พื้นที่ข้อมูลกลาง” ที่สนับสนุนทั้งทีม IT และ ฝ่ายธุรกิจ ให้สามารถเข้าถึง ใช้งาน และวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ หรือการวิเคราะห์แนวโน้ม ทั้งหมดสามารถเริ่มต้นได้จากแพลตฟอร์มเดียว

SAP BDC ช่วยธุรกิจได้อย่างไร?

  • ลดเวลาในการรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง
  • เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจด้วยข้อมูลจริง
  • สนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกต่าง ๆ
  • คาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำขึ้น
  • เปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการนำข้อมูลไปต่อยอดธุรกิจ

แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บข้อมูล แต่คือเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยให้องค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือขนาดใหญ่ สามารถเปลี่ยน “ข้อมูลดิบ” ให้กลายเป็น “ข้อมูลเชิงกลยุทธ์” ได้

พร้อมเข้าสู่โลกของ Data Intelligence ไปกับ SAP BDC

ในโลกที่ทุกการตัดสินใจต้องอ้างอิงข้อมูล SAP BDC ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือจัดเก็บข้อมูล แต่คือ แพลตฟอร์มจัดการข้อมูล (Data Management Platform) ที่จะพาองค์กรก้าวสู่อนาคตด้วยข้อมูลที่พร้อมใช้งาน วิเคราะห์ได้ และปลอดภัยในระดับสูงสุด

หากคุณกำลังมองหาโซลูชันเพื่อเปลี่ยนจากการใช้ข้อมูลแบบกระจัดกระจาย ไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ…SAP Business Data Cloud คือคำตอบ

ปรึกษา I AM Consulting ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ได้แล้ววันนี้

ติดต่อ-สอบถาม I AM Consulting

02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : https://cutt.ly/iamline

e-Stamp Duty Digital Signature คู่หูสัญญาดิจิทัล มาตรฐานใหม่ของธุรกิจประกันภัย

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน ภัยพิบัติที่คาดการณ์ยาก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้น ธุรกิจประกันภัยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความเร็ว ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ” คือหัวใจของการแข่งขัน ไม่ใช่เพียงแค่ด้านผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่รวมถึงประสบการณ์ของลูกค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เสนอขาย ออกกรมธรรม์ ไปจนถึงการให้บริการและการเคลม


สิ่งที่ชัดเจนคือ อุตสาหกรรมกำลังมุ่งสู่ Digital Insurance อย่างเต็มรูปแบบ เอกสารสัญญา/กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Policy ต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ลดระยะเวลาของกระบวนการออกเอกสารสัญญา และข้อมูลต้องพร้อมใช้งาน เพื่อรองรับทั้งการเติบโตในเชิงธุรกิจ และมาตรฐานการกำกับดูแล (Compliance) ที่เข้มงวดขึ้นในระยะยาว


ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันภัยชั้นนำจึงเริ่มยกระดับการออกกรมธรรม์และเอกสารสัญญา (e-Policy) ให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยนำ e-Stamp Duty และ Digital Signature มาใช้งานร่วมกัน เพื่อให้ e-Policy มีความสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง และพร้อมใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาแก้ขั้นตอนภายหลัง


ในมุมธุรกิจ การปรับใช้ e-Stamp Duty และ Digital Signature ไม่ได้ช่วยแค่เรื่อง “Paperless” แต่คือการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานแบบ End-to-End Digital ทั้งด้านต้นทุน เวลา และความพร้อมด้าน Compliance

 

Key Points


1. ปี 2569 ธุรกิจประกันแข่งขันด้วย “ความเร็ว ความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ” มากกว่าตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว


2. อุตสาหกรรมมุ่งสู่ Digital Insurance ที่เน้นการออก e-Policy ซึ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องได้โปร่งใส


3. การใช้ e-Stamp Duty ช่วยให้การชำระอากรแสตมป์สำหรับกรมธรรม์และเอกสารสัญญาถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร ลดความเสี่ยงด้าน Compliance


4. Digital Signature ช่วยให้การลงนามใน e-Policy มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ป้องกันการแก้ไข และเร่งกระบวนการอนุมัติให้เร็วขึ้น


5. การใช้ e-Stamp Duty + Digital Signature ร่วมกัน คือมาตรฐานใหม่ของ End-to-End Digital Contract ตั้งแต่ชำระอากร–ลงนาม–จัดเก็บ–ตรวจสอบในระบบเดียว


e-Stamp Duty สัญญาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง

ในธุรกิจประกันภัย “อากรแสตมป์” คือส่วนสำคัญที่ทำให้ตราสารสมบูรณ์ e-Stamp Duty จึงเข้ามาเปลี่ยนการติดอากรรูปแบบเดิมให้เป็นการชำระอากรแสตมป์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบที่กรมสรรพากรกำหนด ธุรกิจประกันที่มีปริมาณธุรกรรมจำนวนมากในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น e-Policy หรือสัญญาตัวแทนและนายหน้า e-Stamp Duty ช่วยให้การชำระอากรเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรวจสอบได้ และเชื่อมต่อกับกระบวนการดิจิทัลได้ทันที ลดความเสี่ยงจากการชำระอากรไม่ครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องกับข้อกำหนด


Digital Signature: ทำให้สัญญาประกันสมบูรณ์ตามกฎหมาย

แม้เอกสารจะเป็นดิจิทัล แต่หากการลงนามไม่สามารถยืนยันตัวตนผู้ลงนามได้ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สัญญาย่อมไม่สมบูรณ์ Digital Signature จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยืนยันตัวตนผู้ลงนาม ป้องกันการแก้ไขเอกสาร และทำให้สัญญามีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดเจน ช่วยให้การทำ e-Policy เป็นไปอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งในกระบวนการให้บริการและการเคลม


e-Stamp Duty และ Digital Signature มาตรฐานใหม่ของสัญญาประกันแบบ End-to-End Digital

การใช้ e-Stamp Duty (การชำระอากรแสตมป์แบบอิเล็กทรอนิกส์) ร่วมกับ Digital Signature (ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์) ทำให้กระบวนการสัญญาประกันครบวงจร ตั้งแต่ชำระอากร ลงนาม จัดเก็บ และตรวจสอบในระบบเดียว ซึ่งช่วยให้ธุรกิจประกัน

  • ลดระยะเวลาการออกกรมธรรม์ ส่งมอบ e-Policy ให้ลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น


  • ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการพิมพ์ การจัดส่ง การจัดเก็บ และความเสี่ยงด้านเอกสาร


  • ตรวจสอบย้อนหลังได้ รองรับการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  • วางรากฐานสู่การเป็น Digital Insurer อย่างยั่งยืน


ในวันที่ดิจิทัลกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม การมี e-Stamp Duty พร้อมนำ Digital Signature มาทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเทคโนโลยี แต่คือการวาง รากฐานการดำเนินงานที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ให้กับธุรกิจประกันภัย


สนใจ e-Stamp Duty และ Digital Signature ต้องเริ่มอย่างไร?


หากองค์กรของคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจทั้ง e-Stamp Duty, Digital Signature, กฎหมายไทย และการเชื่อมต่อกับระบบ ERP หรือ Document Management


I AM Consulting พร้อมให้คำปรึกษาและวางโครงสร้าง IT ที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ด้วยประสบการณ์ด้าน SAP ERP และการพัฒนาโซลูชัน e-Tax, e-Stamp Duty และ Digital Signature เพื่อยกระดับกระบวนการสัญญาของธุรกิจประกันให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นดิจิทัลอย่างแท้จริง

 

———————————————————————————————————————————————————————————————————————————-


FAQ คำถามถามบ่อยเรื่อง e-Stamp Duty และ Digital Signature

Q: กรมธรรม์ / สัญญาประกัน ที่เป็นเอกสารดิจิทัล มีผลทางกฎหมายหรือไม่

A: มีผลทางกฎหมาย หากจัดทำและลงนามตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับ

Q: Digital Signature ใช้แทนการเซ็นสดในกรมธรรม์ได้หรือไม่

A: ใช้ได้ โดยต้องเป็น Digital Signature ที่สามารถยืนยันตัวตนผู้ลงนาม และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้

Q: เอกสารดิจิทัล (e-Policy) สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายหรือในชั้นศาลได้หรือไม่

A: ได้ หากสามารถพิสูจน์แหล่งที่มา ความถูกต้อง และไม่มีการแก้ไขเอกสาร

Q: หากลูกค้าปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงนาม บริษัทตรวจสอบอย่างไร

A: ระบบ Digital Signature จะมีข้อมูลยืนยันตัวตน วันเวลา และประวัติการลงนาม เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลัง

 

เข้าใจแนวคิด Clean Core SAP ERP ยุคใหม่ที่คล่องตัวกว่าเดิม

ระบบที่ดี “หลังบ้านต้องคลีน” จริงไหม?

 

ถ้าย้อนกลับไปในยุค SAP ECC หลายองค์กรคงคุ้นเคยกับการ Customize “อยากได้อะไรก็เสริมเพิ่มเข้าไป”  ซึ่งการทำแบบนั้นให้ประโยชน์ในช่วงเริ่มต้น เพราะองค์กรได้ระบบที่ตรงความต้องการ 100% แต่ระยะยาวกลับกลายเป็นภาระหนัก โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาจะอัปเกรดเวอร์ชัน การ Customize ที่มากเกินไป มักนำไปสู่ปัญหายากในอนาคต ต้องมาไล่แก้โคด แก้โปรแกรม ทำให้ใช้ทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับระบบใหม่

ปัญหาเหล่านี้ คือเหตุผลที่หลายองค์กร เริ่มตั้งคำถามว่า “เราจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนระบบ SAP ได้อย่างไร…โดยไม่ทำให้ระบบหลักพัง?” ซึ่งคำถามนี้คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Clean Core “สร้างนวัตกรรมโดยไม่แตะโคดหลัก” เพื่อให้ระบบ SAP ของคุณ “อัปเกรดง่าย คล่องตัว และพร้อมต่อยอดได้ตลอดเวลา”

 

Clean Core คืออะไร?
 

Clean Core แนวทางเชิงกลยุทธ์ของ SAP ที่เน้นให้ลูกค้า สร้างนวัตกรรม ขยายขีดความสามารถของระบบ ERP โดยไม่แตะโคดหลักของระบบ พูดง่าย ๆ ก็คือ องค์กรสามารถเพิ่มฟีเจอร์ สร้างแอป หรือออกแบบ workflow ใหม่ ๆ ที่อยู่ภายนอก Core ได้ ด้วยการ Extension หรือ Integration อยู่บนแพลตฟอร์มภายนอก อย่างการใช้ SAP BTP (SAP Business Technology Platform) แทนการเขียนโคด ABAP ลงใน Core โดยตรง

แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคเท่านั้น แต่มันคือ แนวทางในการสร้างองค์กรที่พร้อมต่อยอดสำหรับอนาคต เพราะเมื่อระบบหลักสะอาด (Clean) องค์กรจะสามารถอัปเกรดระบบได้ตลอดเวลา รองรับนวัตกรรมใหม่จาก SAP ได้ทันที ลดภาระการบำรุงรักษา และที่สำคัญ เปิดโอกาสให้พัฒนาและขยายระบบได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
 

Clean Core Extensibility Model ใหม่ของ SAP (A–D)
 

ก่อนหน้านี้ SAP เคยใช้โมเดล 3 tier ได้แก่ Cloud development, Cloud API enablement และ Legacy Development แต่ยังมีช่องว่างในแง่ของความชัดเจน และครอบคลุมปัญหา SAP จึงเปลี่ยนจากโมเดล 3-tier มาเป็นแนวคิด Clean Core Level เพื่อปรับปรุงความโปร่งใสและนำเสนอแนวทางที่ครอบคลุมสำหรับการจัดการ extensibility ภายใน SAP S/4HANA Cloud ได้ง่ายขึ้น โมเดลใหม่นี้จะแบ่งส่วนเป็น 4 ระดับ ได้แก่ A, B, C และ D เพื่อช่วยให้ลูกค้าประเมินคุณภาพและความเสถียรของ extensibility ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

 

  • ระดับ A – “Extend with SAP Build” (Clean ที่สุด)

ใช้เฉพาะ Released APIs ที่ได้รับการรับรองจาก SAP ว่าหลังการอัปเดตครั้งถัดไปจะไม่มีปัญหาต่อการใช้งาน ด้วยการอัปเกรดระบบได้โดยไม่ต้องแก้โคด เหมาะสำหรับสร้างแอปใหม่ ซึ่งพัฒนาได้ผ่าน SAP BTP ทั้งแบบ Low-code และ Pro-code เช่น การสร้างแอปอนุมัติใบสั่งซื้อบนมือถือ, ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่าน SAP Build Process Automation ที่สร้างบน BTP โดยไม่แตะระบบหลักเลย

  • ระดับ B – “Leverage Classic APIs”

สามารถใช้ classic APIs ของ SAP ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่มีปัญหาต่อการใช้งานหลังการอัปเกรด เหมาะสำหรับงานที่ต้องการเชื่อมต่อหรือดึงข้อมูล เช่น การใช้ BAPI เพื่อสร้างรายงานยอดขายแบบ Real-time หรือการสร้าง ALV รายงานแบบ Custom สำหรับฝ่ายบัญชี แนวทางนี้ยังถือว่า “clean” และมีความเสถียรสูงหลังการอัปเกรด

  • ระดับ C – “Access Internal Objects”

สามารถใช้ SAP internal objects ที่ไม่ได้เป็น released APIs หรือได้รับการ support อย่างเป็นทางการ แม้จะไม่แนะนำ แต่ปัจจุบัน SAP ได้จัดทำ Change-Log สำหรับ SAP objects เพื่อช่วย monitor ความเสี่ยงให้องค์กรคาดการณ์และระบุผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการอัปเกรดได้ล่วงหน้า เช่น การใช้โคด ABAP เข้าถึง Table ภายในที่ SAP ไม่เปิด API ให้ อาจใช้ได้ในบางกรณี แต่ต้องดูแลใกล้ชิดเมื่อระบบอัปเกรด

  • ระดับ D – “Not Recommended extensions”

เป็นการทำ Extension ที่ “ไม่ clean” เช่น การปรับเปลี่ยนโคด SAP การเขียนข้อมูลลงฐานข้อมูล การทำ implicit enhancements หรือการใช้ object ที่ถูกระบุว่า “noAPI” ใน Cloudification Repository วิธีเหล่านี้สร้างความเสี่ยงสูงทั้งต่อการอัปเกรดและการบำรุงรักษา เพราะอาจทำให้ระบบเกิดข้อผิดพลาดในอนาคต อัปเกรดได้ยาก และสะสม “technical debt” ที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการแก้ไขภายหลัง

 

เป้าหมายขององค์กรยุคใหม่ คือทำให้ extensibility อยู่ในโซน A–B ให้ได้มากที่สุด แนวทางการแบ่งระดับ A-D ต้องคำนึงถึงความซับซ้อนในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ทุก extensions ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือ implement เป็น ระดับ A ได้ทันที แต่ตอนนี้องค์กรสามารถตัดสินใจเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขให้มีประสิทธิภาพ

 

ข้อดีของ Clean Core Extensibility

  1. รองรับการอัปเกรดระบบได้ง่าย : การไม่แก้ไขโคดหลักของ SAP ช่วยให้สามารถอัปเกรดเวอร์ชันใหม่ได้โดยไม่ต้องแก้ไขหรือทดสอบซ้ำมาก
  2. ลดความเสี่ยงในการพัฒนา : การใช้ APIs ที่ได้รับการรับรองและการพัฒนาแยกจากระบบหลักช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดหรือ bug ที่อาจกระทบระบบหลัก
  3. เพิ่มความเร็วในการพัฒนาและนำไปใช้ : การใช้ SAP BTP หรือ In-App Extensibility ช่วยให้สามารถพัฒนาและ deploy ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงในระบบหลัก
  4. ลดต้นทุนการบำรุงรักษา : ระบบที่ clean และไม่ซับซ้อนช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
  5. เพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับระบบอื่น : สามารถเชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่าน API หรือ Integration Suite ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการแก้ไขระบบหลัก
  6. สนับสนุนการทำงานแบบ Agile และ DevOps : การพัฒนาแยกจากระบบหลักช่วยให้สามารถทำงานแบบ iterative และ continuous delivery ได้ง่ายขึ้น
  7. สอดคล้องกับแนวทางของ SAP ในอนาคต : SAP กำลังผลักดันให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ Clean Core เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Cloud และนวัตกรรมใหม่ ๆ

 

แนวคิด Clean Core ต้องปรึกษา I AM Consulting

 

การสร้างนวัตกรรมบนระบบ SAP ไม่ใช่แค่เรื่อง “เทคนิค” แต่มันคือการเชื่อมโยงระหว่าง “ธุรกิจ” และ “เทคโนโลยี”

I AM Consulting เข้าใจทั้งสองด้านนี้อย่างแท้จริง เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้ง SAP S/4HANA Cloud และ SAP BTP พร้อมประสบการณ์ในการพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับแนวทาง Clean Core ของ SAP ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เราทำงานในฐานะ Trusted Partner ขององค์กร ไม่ใช่แค่ “พัฒนาแอป” แต่ช่วยออกแบบ “กลยุทธ์การขยายระบบ” ที่เหมาะกับคุณที่สุด เพื่อให้คุณได้ระบบที่ดี คุ้มค่า เพราะเราเข้าใจว่าระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกยาวนาน
 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์ : 02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

5 เหตุผลที่ บริษัทประกัน ควรทำ e-Stamp Duty

ในโลกที่ธุรกรรมต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล บริษัทประกัน ที่มีเอกสารจำนวนมากและต้องจัดการด้านภาษีอากรอยู่ตลอด ควรให้ความสำคัญกับการปรับระบบไปสู่ e-Stamp Duty หรือการชำระอากรแสตมป์แบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับการนำ Digital Signature (ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์) มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่า


การพิมพ์เอกสาร ทำสำเนา ซื้อแสตมป์อากรแบบดั้งเดิม และจัดเก็บเอกสารภาษีจำนวนมหาศาลในแต่ละปี คือภาระที่สิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณ การเปลี่ยนมาใช้ เอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Stamp Duty ช่วยให้สามารถทำสัญญา และชำระอากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที ลดขั้นตอนการจัดส่งเอกสาร ลดเวลาจัดซื้อแสตมป์อากร ลดความผิดพลาด และทำให้การตรวจสอบย้อนหลังทำได้ง่ายขึ้น


การแปะอากรแสตมป์ด้วยมือแบบดั้งเดิม มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง และอาจมีความเสี่ยงเรื่องอากรแสตมป์ปลอม แต่ e-Stamp Duty ทำให้ข้อมูลการชำระอากรถูกบันทึกในระบบกลางของกรมสรรพากร มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ 100% และยังสามารถผูกกับ Digital Signature เพื่อยืนยันตัวตนผู้ลงนามและเวลาในการลงนามอย่างแม่นยำ


ภาครัฐได้ผลักดันการใช้ e-Stamp Duty และ Digital Signature ในองค์กรภาคธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่โปร่งใสและทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจประกันภัย ที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์ เอกสารสัญญา และหนังสือรับรองต่าง ๆ การปฏิบัติตามแนวทางนี้จะช่วยให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนด และพร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่กำกับ


การซื้อประกันไม่ควรต้องรอหลายวัน เพราะเอกสารหายหรือล่าช้า การทำเอกสารแบบ Digital พร้อมลงนามด้วย Digital Signature และชำระอากรด้วย e-Stamp Duty ทำให้ลูกค้าสามารถรับเอกสารสำคัญได้รวดเร็ว แม้อยู่ต่างจังหวัดหรืออยู่ในช่วงนอกเวลาทำการ ถือเป็นก้าวสำคัญของการให้บริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่


เมื่อบริษัทประกันต้องขยายบริการผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือการเป็นพาร์ทเนอร์กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ การมีระบบหลังบ้านที่รองรับ e-Stamp Duty และ Digital Signature ช่วยให้สามารถส่งมอบเอกสารหรือกรมธรรม์ได้แบบ real-time รองรับการ scale up ได้ทันที ไม่ต้องเพิ่มภาระงานเอกสารให้ทีมงาน

การเปลี่ยนมาใช้ e-Stamp Duty ควบคู่กับ Digital Signature ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ลดต้นทุน” แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบงาน ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้าในยุคที่ทุกวินาทีมีค่า บริษัทประกันที่ปรับตัวก่อน ย่อมได้เปรียบทั้งในด้านประสิทธิภาพและภาพลักษณ์ที่ทันสมัยในสายตาลูกค้า


หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งระบบภาษีดิจิทัล การใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ และการวางระบบให้เชื่อมโยงกับระบบ ERP หรือ Document Management อย่างครบวงจร


I AM Consulting คือพาร์ทเนอร์ที่คุณไว้วางใจได้


ด้วยประสบการณ์ในการติดตั้งระบบ ERP ระดับโลก อย่าง SAP และเป็นผู้พัฒนาระบบ e-Tax, Digital Signature และ e-Stamp Duty ให้กับองค์กรชั้นนำมากมาย เราสามารถวางโครงสร้าง IT ให้องค์กรของคุณสอดรับกับกฎหมายไทย พร้อมให้คำปรึกษาและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจประกันภัยทุกขนาด


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964
E-mail : info@iamconsulting.co.th
LINE@ : https://cutt.ly/iamline

SAP Joule คืออะไร ทำความรู้จัก AI ผู้ช่วยปฏิวัติการทำงาน

หลายคนอาจเริ่มใช้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงานบ้างแล้วไม่มากก็น้อย แต่รู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันระบบ Cloud ERP ชั้นนำของโลกอย่าง SAP Business Suite ทั้ง Public และ Private Cloud Edition ได้ผสานเทคโนโลยี Generative AI ที่ชื่อว่า “ SAP Joule ” เข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการทำงานให้ง่ายขึ้นแบบไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน!

 

SAP Joule คืออะไร ?

 

คือ AI Copilot ที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม SAP โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA, SAP SuccessFactors, หรือ SAP BTP (Business Technology Platform) ที่ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารกับ Joule ผ่านการถามง่าย ๆ เช่น “มีคำสั่งซื้อกี่รายการที่สร้างขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว?” ซึ่ง Joule จะสรุปคำตอบที่ตรงตามข้อมูลทางธุรกิจของคุณได้อย่างถูกต้อง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการค้นหาเอกสารและสรุปผลเอง

 


 

ทำอะไรได้บ้าง ?

 

สามารถดึงข้อมูลธุรกิจจำนวนมหาศาลภายในระบบ SAP รวมถึงแหล่งข้อมูลภายนอก มาตอบคำถามหรืออธิบายปัญหาที่คุณต้องการแก้ไข ยกตัวอย่างความสามารถส่วนหนึ่ง เช่น

 

ช่วยวางแผนและวิเคราะห์

คุณสามารถถามคำถามเชิงวิเคราะห์ แล้วให้ Joule ช่วยปรับแต่งโมเดลข้อมูลด้วยการคำนวณขั้นสูง ค้นหาข้อมูลใหม่ ออกแบบภาพแสดงข้อมูล และสร้างสคริปต์เฉพาะทาง แบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มฟังก์ชันให้แดชบอร์ดของคุณได้

 

ช่วยทีมขายค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ใช่

เพียงป้อนข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ได้รับจากลูกค้าเข้าไป จากนั้นให้ Joule ช่วยวิเคราะห์และสร้างรายการผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าออกมา ซึ่งจะช่วยให้ทีมขายเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว

 

ช่วยสร้างกลุ่มเป้าหมาย

ใช้ Joule เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้นถึง 90% ทั้งการสร้าง customer journeys ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงตัวชี้วัดต่าง ๆ คุณจึงสามารถมุ่งเน้นไปที่การวางกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

 

ช่วยวิเคราะห์ Supply Chain และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุง

Joule มีความสามารถวิเคราะห์การวางแผน Supply Chain โดยอ้างอิงข้อมูลจากระบบ เพื่อระบุสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการ และเสนอแนวทางการแก้ไขที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ Developer

Joule มีความสามารถในการเขียนโค้ด ทดสอบ เชื่อมต่อ และจัดการแอปพลิเคชัน โดย Joule จะช่วยสร้างโค้ดและโลจิกของแอปพลิเคชัน ตามคำอธิบายที่ป้อนเข้าไป ทำให้การพัฒนาโปรแกรมเป็นเรื่องที่ง่ายและรวดเร็วขึ้นแบบพลิกฝ่ามือ

 


 

จะเห็นได้ว่าเป็นผู้ช่วยที่ทรงอานุภาพ และแน่นอนว่าการทำงานของคุณจะเปลี่ยนไป

 

✔︎ Faster work

ฉับไวทุกกระบวน ด้วยผู้ช่วย AI เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่ครบถ้วนและทำงานในทุกโซลูชันของ SAP

✔︎Smarter insights

ให้ข้อมูลเชิงลึกแบบ Real Time ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลธุรกิจของคุณเอง และเสริมด้วยบริบทเฉพาะของธุรกิจอื่นๆที่ใกล้เคียง

✔︎Better outcomes

ยกระดับผลลัพธ์ในทุกด้านของธุรกิจ ด้วยการสร้างเนื้อหาที่ปรับแต่งตามบทบาทของคุณ ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายงานไปจนถึงการเขียนโค้ดและอื่น ๆ

✔︎Human control

เลือกได้ว่าจะให้ AI จะทำงานเมื่อไหร่และอย่างไร มีส่วนร่วมและบทบาทมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้คุณสามารถควบคุมอำนาจการตัดสินใจ และรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล

 

การกำเนิด “Joule” นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกของ ERP ที่จะเปลี่ยนวิถีการทำงานไปตลอดกาล

แล้วองค์กรของคุณล่ะ… เตรียมพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การทำงานยุค AI แล้วหรือยัง?

 


 

ปรึกษาเรื่องระบบ SAP ERP กับ I AM Consulting

 

I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์ : 02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

 

Souce : SAP Help Portal | SAP Online Help

 

ปฏิวัติกระบวนการซ่อมบำรุงด้วย SAP Build Apps – Use Case by Mitr Phol


ในอุตสาหกรรมหรือโรงงานขนาดใหญ่ที่มีปริมาณการผลิตสูงอย่างต่อเนื่องแบบ 24×7 การดูแลรักษาเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หรือสามารถซ่อมแก้ไขได้ทันท่วงที คือหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน  กระบวนการซ่อมบำรุงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาเมื่อเครื่องจักรขัดข้อง แต่ได้พัฒนาสู่การจัดการเชิงรุก ที่ต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว ความแม่นยำ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ 


วันนี้ I AM Consulting ได้มีโอกาสนำ “SAP Build Apps” มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการซ่อมบำรุงของ “มิตรผล” (Mitr Phol) บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ปัญหาการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ 
   

  • ลดปัญหาการแจ้งซ่อมล่าช้า ที่อาจส่งผลในการหยุดเดินเครื่องจักร และกระทบถึงการหยุดไลน์การผลิต รวมไปถึงการเสียโอกาสทางธุรกิจ 
  • สร้างระบบการแจ้งเตือนที่ชัดเจน สามารถระบุผู้รับผิดชอบงานซ่อมได้ทันที ลดปัญหาความล่าช้าและการขาดความต่อเนื่องของกระบวนการซ่อมบำรุง 
  • รายงานสถานการณ์ซ่อมบำรุงได้แบบ Real-Time ทำให้ผู้รับผิดชอบสามารถวางแผนและแก้ไขปัญหาอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และเจ้าของเครื่องสามารถติดตามความคืบหน้าของงาน 
  • รวมศูนย์ข้อมูลประวัติการซ่อม ข้อมูลที่กระจัดกระจายและถูกจัดเก็บในหลายช่องทาง เสี่ยงต่อการสูญหายและยากต่อการตรวจสอบย้อนหลัง ถูกรวบรวมจัดเก็บที่ศูนย์กลาง ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการนำมาวิเคราะห์ในการวางแผนบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) รวมไปถึงการวางแผนจัดเตรียมอะไหล่เครื่องจักร 


SAP Build Apps คือเครื่องมือสำหรับพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ Low-Code/No-Code บน SAP BTP ที่

  

  • ทำงานบนแพลตฟอร์ม SAP โดยตรง 

เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบ SAP ได้ทันที ลดการทำงานซ้ำซ้อน

 

  • ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนา 

ตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการความเร็วในการนำโซลูชันไปใช้จริง

 

  • ออกแบบและปรับแต่ง UI (User interface) ได้ง่าย 

เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความยืดหยุ่นและประสบการณ์ใช้งานที่ดี

 

  • สามารถนำมาใช้สร้างแอปเฉพาะทางได้หลากหลาย อาทิ 
    • แอปแจ้งซ่อมเครื่องจักร 
    • แอปอนุมัติเอกสาร 
    • แอปบันทึกข้อมูลหน้างาน เป็นต้น 


มิตรผล ได้นำ SAP Build Apps มาพัฒนา Maintenance Notification Mobile Application โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย รองรับงานภาคสนาม ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android ไม่ว่าจะเป็น มือถือหรือแท็บเล็ต แอปพลิเคชันนี้ ช่วยปรับกระบวนการแจ้งซ่อมให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดเวลาการทำงานที่ซ้ำซ้อน ด้วยการออกแบบให้ตอบโจทย์ 2 โหมดการใช้งานหลัก ได้แก่


1. Create Mode – แจ้งซ่อมใหม่ได้ในไม่กี่คลิก!  ​​​​


ไม่ว่าพนักงานจะเจอปัญหาอะไร ที่เครื่องไหน เวลาใด เพียงหยิบมือถือขึ้นมา สแกน QR Code บนเครื่องจักร ข้อมูลพื้นฐานของเครื่องจะถูกดึงขึ้นอัตโนมัติ จากนั้นถ่ายรูป ใส่รายละเอียดปัญหา และกด “แจ้งซ่อม” ข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกเข้าสู่ SAP พร้อมกับส่ง Email แจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องแบบ Real-Time


2. List Mode – ค้นหางานซ่อมและติดตามสถานะ  


พนักงานสามารถตรวจสอบ สถานะงานซ่อมแบบเรียลไทม์ ค้นหางานซ่อม ดูว่าตอนนี้งานถึงมือใคร ซ่อมถึงขั้นตอนไหน หรือมีข้อมูลอะไรอัปเดตบ้าง ทุกความเปลี่ยนแปลงจะมี Email แจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องทันที โปร่งใส ติดตามง่าย และสามารถแก้ไขได้ตามสิทธิ์ที่กำหนด

 


การพัฒนา Maintenance Notification Mobile Application ของมิตรผลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “การแจ้งซ่อม” แต่คือการยกระดับสู่ กลยุทธ์เชิงรุก ที่ทำให้การซ่อมบำรุงรวดเร็วขึ้น ข้อมูลครบถ้วนและรวมศูนย์ ตรวจสอบได้แบบ Real-Time ลดเวลาหยุดเดินเครื่องจักร และช่วยให้สายการผลิตทำงานต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ 


มิตรผล มุ่งสู่การเป็น องค์กรต้นแบบด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม FMCG ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับทุกขั้นตอนการทำงาน SAP Build Apps เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเสริมพลัง แต่เบื้องหลังยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายที่มิตรผลนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการแข่งขัน รักษาคุณภาพการผลิต และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรม FMCG (Fast-Moving Consumer Goods) ของไทย ที่ผลิตน้ำตาลคุณภาพเพื่อคนไทยและคนทั่วโลกมาโดยตลอด 


ด้วยประสบการณ์กว่า 22 ปีของการพาร์ทเนอร์ทางกลยุทธ์ เราคือผู้นำด้านการ Implement ระบบ SAP ในประเทศไทย ที่เข้าใจทั้งระบบ SAP และกระบวนการทางธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง SAP Certified มากมาย พร้อมประสบการณ์จริงในการออกแบบและพัฒนาระบบที่พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณออกแบบโซลูชัน SAP Build Apps ที่ตอบโจทย์ธุรกิจขององค์กรโดยเฉพาะ   


ติดต่อ I AM Consulting ได้เลย 


โทรศัพท์ : 02-026-3964    

E-mail : info@iamconsulting.co.th    

LINE@ : https://cutt.ly/iamline  

ทำไม โรงพยาบาล ถึงควรใช้ e-Receipt แทน ใบเสร็จรับเงิน แบบเดิม

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามารันทุกวงการ… รวมไปถึงวงการสาธารณสุข “โรงพยาบาล” ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รักษาผู้ป่วยอีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ศูนย์บริการสุขภาพที่ครบวงจร” ที่ให้บริการได้อย่าง รวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และใส่ใจผู้รับบริการทุกคน นอกเหนือจากเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความใส่ใจในการบริการที่ดี สำหรับคนไข้และครอบครัว

ทุกวันนี้ โรงพยาบาลต้องรองรับผู้มารับบริการหลายพัน หลายหมื่นรายต่อวัน นั่นหมายถึงการออก “ใบเสร็จรับเงิน” นับพันใบในแต่ละวัน สิ่งที่ตามมาคือ…

  • ต้นทุนสูง ทั้งกระดาษ หมึก และพื้นที่จัดเก็บเอกสารมหาศาล
  • เกิดความล่าช้า ในกระบวนการจ่ายเงินและออกเอกสาร
  • ความเสี่ยงในการสูญหาย ของใบเสร็จและเอกสารสำคัญ เช่น ใบรับรองแพทย์
  • ขั้นตอนยุ่งยาก ในการตรวจสอบย้อนหลัง หรือส่งเอกสารซ้ำให้ผู้ป่วย


สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่โรงพยาบาลเจอ แต่เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่สะสมกลายเป็น “ความเหนื่อยล้า” และกระทบต่อความพึงพอใจของคนไข้ผู้มารักษา และนั่นคือเหตุผลที่โรงพยาบาลยุคใหม่ ไม่ควรเปลี่ยนแค่เครื่องมือการรักษา แต่ควรเปลี่ยน “ระบบเบื้องหลัง” เพื่อยกระดับการบริการที่ดียิ่งขึ้น

e-Receipt ทางออกที่ตอบโจทย์ทั้ง “โรงพยาบาล” และ “คนไข้”

การเปลี่ยนมาใช้ e-Receipt หรือ “ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์” คือการยกระดับกระบวนการทางการเงินของโรงพยาบาลด้วยข้อดีที่ครอบคลุมทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ

  • สะดวก ออกใบเสร็จผ่านระบบดิจิทัลแบบ Real-time
  • รวดเร็ว ส่งเอกสารผ่านอีเมลหรือเข้าระบบของผู้ป่วยได้ทันที
  • ประหยัด ลดต้นทุน ลดการใช้กระดาษ ลดพื้นที่จัดเก็บ
  • ปลอดภัย ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ทุกเมื่อ
  • โปร่งใส เพิ่มความมั่นใจในการตรวจสอบตามมาตรฐานของรัฐ


ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่านมือถือ หรือรับใบเสร็จผ่านอีเมล ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้แบบ “ไร้กระดาษ” และ “ตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที”

โซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ภาคบริการที่ต้องการเข้าสู่ Paperless อย่างเต็มตัว ทั้งการออกใบเสร็จรับเงิน (e-Receipt) และใบกำกับภาษี (e-Tax Invoice) แบบครบวงจร โดยเฉพาะในหน่วยงานขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาล และหน่วยงานด้านสาธารณสุข ที่ต้องการระบบออกใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ที

  • ได้มาตรฐานกรมสรรพากร
  • เชื่อมต่อระบบบัญชีและการเงินได้ครบวงจร
  • รองรับการออกเอกสารจำนวนมากในแต่ละวัน
  • ใช้งานง่ายทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย


แต่ความก้าวหน้าของโรงพยาบาลยุคใหม่ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ระบบ e-Receipt ในอนาคตยังมีอีกหนึ่งโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ นั่นคือ “ใบรับรองแพทย์อิเล็กทรอนิกส์” หรือ e-Medical Certificate ที่พัฒนาให้สามารถลงนามด้วย ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคงรูปแบบมาตรฐานเดิมของใบรับรองแพทย์ไว้ครบถ้วน  ช่วยลดขั้นตอนการจัดเก็บเอกสารกระดาษแบบเดิม เพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการสูญหายหรือถูกปลอมแปลง ค้นหาและเรียกดูย้อนหลังได้อย่างสะดวก รวดเร็ว สามารถนำไปใช้ในการลาป่วย ยื่นสิทธิประกันสังคม หรือประกอบการวินิจฉัยทางการแพทย์ต่อเนื่องได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์


การเปลี่ยนมาใช้ e-Receipt และใบรับรองแพทย์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ความทันสมัย” แต่คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของการยกระดับบริการสาธารณสุขสู่ยุค Digital Healthcare ร่วมกับโซลูชัน EZTax by I AM Consulting ที่พร้อมเชื่อมต่อทุกระบบเอกสารสำคัญของโรงพยาบาลเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจรในยุคไร้กระดาษอย่างแท้จริง


เพราะในโลกที่ทุกวินาทีมีค่า เทคโนโลยีที่ดี…จะช่วยให้คุณใช้เวลากับ “การดูแลคน” ได้มากขึ้น


Contact Us

02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

เคล็ดลับสำหรับองค์กรขนาดกลาง สร้างนวัตกรรม เติบโตอย่างยั่งยืน

โลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์กรขนาดกลางต่างรู้ดีว่าการเติบโตคือสิ่งจำเป็น การวิจัยโดย SAP ร่วมกับ Oxford Economics ที่สำรวจผู้บริหารกว่า 2,100 รายจาก 30 ประเทศทั่วโลก เผยให้เห็นกลยุทธ์สำคัญ โอกาส และความท้าทายที่องค์กรเหล่านี้ต้องเผชิญ พร้อมเน้นย้ำว่าการมีบุคลากรที่คล่องตัว มีทักษะ และมีแรงจูงใจ คือกุญแจสำคัญในการ สร้างนวัตกรรม

 

1. ปรับทิศทางให้แม่นยำ เพื่อการเติบโตที่มั่นคง

แม้องค์กรขนาดกลางจะให้ความสำคัญกับการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร แต่พวกเขายังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งภายในและภายนอก โดยประเด็นที่ผู้บริหารกังวลมากที่สุด ได้แก่:
•    57% กังวลว่าโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ไม่สามารถขยายตัวรองรับการเติบโตได้
•    41% ขาดความสามารถในการเพิ่มทักษะหรือฝึกอบรมพนักงานใหม่
•    40% เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค

 

2. นวัตกรรม ยังคงเป็นเป้าหมายหลัก

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ติดอันดับหนึ่งในห้าเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร โดยมีแนวโน้ม ถึง 43% ที่ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบและเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการในอนาคต 

 

3. ขยายขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยี

องค์กรที่วางรากฐานด้านเทคโนโลยีอย่างแข็งแรงจะสามารถขยายตัวได้ง่ายขึ้น ทั้งในเรื่องกระบวนการทำงานที่เป็นอัตโนมัติ การเสริมทักษะหรือหาคนให้ตรงกับงานที่จำเป็น และการสนับสนุนการใช้นวัตกรรมมใหม่ ๆ ส่งผลให้องค์กรที่หันมาใช้คลาวด์โซลูชัน ต่างได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน เช่น:
•    ความคล่องตัวที่เพิ่มขึ้น
•    การปรับกระบวนการให้เหมาะสม
•    การลดต้นทุน

โดยผลการตอบแบบสอบถามยังชี้ให้เห็นว่า การเชื่อมโยงกระบวนการและข้อมูลทั่วทั้งองค์กรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง:
•    83% สร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ได้ในวงกว้าง
•    76% เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
•    74% เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

พร้อมเติบโตไปอีกขั้น ด้วย SAP Business Suite กับ I AM Consulting

 

SAP Business Suite คืออีกโซลูชันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดกลางที่ต้องการระบบ ERP ชั้นนำในรูปแบบ Public Cloud ที่ติดตั้งรวดเร็ว ปรับรูปแบบการใช้งานได้ง่าย และยืดหยุ่นต่อทุกการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

•    ติดตั้งและใช้งานได้รวดเร็วด้วย Best Practices ระดับโลกที่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม
•    รองรับการเติบโตของธุรกิจทั้งในประเทศและระดับสากล
•    สนับสนุนนวัตกรรมและการวางกลยุทธ์ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์

 

ถึงเวลายกระดับธุรกิจของคุณ ให้เติบโตอย่างมั่นใจไปกับ SAP Business Suite

I AM Consulting เป็นผู้นำด้านการ Implement ระบบ SAP ในประเทศไทย พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ที่คุณไว้วางใจ ด้วยโซลูชันด้าน IT ที่ครบครัน และทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะพาองค์กรก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคง

 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้ 
โทรศัพท์ : 02-026-3964  
E-mail : info@iamconsulting.co.th  
LINE@ : https://cutt.ly/iamline

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.