AssetWise – RISE with SAP S/4HANA Upgrade 2025 Kickoff

AssetWise แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำเจ้าของรางวัล Most Popular Developer in Thailand 2025 เดินหน้าตอกย้ำความเป็นองค์กรที่ไม่หยุดพัฒนา ยกระดับ RISE with SAP S/4HANA จาก Version 2021 สู่ 2025 เพื่อรักษาความทันสมัยและความต่อเนื่องในการบริหารจัดการ สมชื่อการเป็นผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตด้วย Data, AI และ Automation

การอัปเกรดครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน Version แต่คือการเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตและธุรกิจที่หลากหลาย พร้อมต่อยอดเทคโนโลยีใหม่จาก SAP ทั้ง AI, OCR, Integration Suite และ SAP Business Data Cloud (BDC) สู่ Process ที่เชื่อมโยง รวดเร็ว และเป็น Automation มากขึ้น โดยมี I AM Consulting ร่วมเดินเคียงข้างในทุกขั้นตอน

เพราะเบื้องหลังการส่งมอบความสุขตามแนวคิด “We Build Happiness” และคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า คือระบบปฏิบัติการที่แข็งแกร่ง มั่นคง และไม่หยุดพัฒนา การก้าวสู่ RISE with SAP S/4HANA 2025 จึงเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ AssetWise เติบโตอย่างยั่งยืนและส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าและสังคมต่อไป

Autonomous Supply Chain เมื่อ AI เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจ

ความผันผวนคือหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่อาจทำให้ Supply Chain ของธุรกิจหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อ ภาวะขาดแคลนแรงงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความล่าช้าในการขนส่งที่คาดเดาไม่ได้ ทำให้การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) แบบเดิมที่ยังพึ่งพาการทำงานแบบ Manual เป็นหลัก เริ่มไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

จากบทความก่อนที่เราได้ทำความรู้จักกับ Autonomous Finance เทรนด์ AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเงินกันไปแล้ว วันนี้ I AM Consulting จะพามาเจาะลึกอีกหนึ่งฝ่ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ Autonomous Supply Chain ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนบทบาทการทำงานและขับเคลื่อนกลยุทธ์ของธุรกิจให้สามารถคาดการณ์ ตัดสินใจ และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

Autonomous Supply Chain คืออะไร?

แนวทางการบริหาร Supply Chain ที่นำความสามารถของ AI, Business Data, Applications และ Automation มาทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่ Planning, Procurement, Manufacturing, Logistics ไปจนถึง Asset Management ให้สามารถทำงานประสานกันได้มากขึ้น ประมวลผล ตัดสินใจ และปรับตัวได้เองโดยอัตโนมัติ

หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่ “Automation” แต่คือ Orchestration หรือการเชื่อม People + Process + Technology ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน ลด Data Silo มองเห็นภาพ End-to-End และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

แทนที่จะต้องรอให้มนุษย์เข้าไปสั่งการในทุกขั้นตอน ระบบนี้จะช่วยเรียบเรียงการทำงาน (Supply Chain Orchestration) ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทำให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

4 ความสามารถหลักของ Autonomous Supply Chain

1. คล่องตัวกว่า ตัดสินใจเร็วกว่า

สร้าง Supply Chain ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven Supply Chain) สามารถปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบสินค้าและบริการได้อย่างมั่นใจ 

2. บริหาร Supply Chain ให้เป็นอัตโนมัติและเชื่อถือได้มากขึ้น

ผสาน AI, ข้อมูลทางธุรกิจ (Business Data) และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อประสาน Workflow และเพิ่ม Supply Chain Automation ทำให้กระบวนการการตัดสินใจเป็นอัตโนมัติมากขึ้น และลดภาระในการจัดการงานด้วยตนเอง

3. มองเห็น Supply Chain แบบ End-to-End

การมี Supply Chain Visibility ที่ดีช่วยให้องค์กรมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้ง Supply Chain ได้ชัดเจนขึ้นช่วยลดการทำงานแบบแยกส่วนหรือ Operational Silos ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทำให้ข้อมูลมีความโปร่งใสมากขึ้น และช่วยให้องค์กรมองเห็นสถานการณ์ของ Supply Chain แบบ End-to-End และ Real Time

4. ปรับตัวเร็ว แม่นยำมากขึ้น

ช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมต่อ Supply Chain Disruption และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการ ด้วยคำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการปรับเปลี่ยนกระบวนการแบบอัตโนมัติ องค์กรจึงสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และควบคุมการดำเนินงานได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มทั้งความคล่องตัวของซัพพลายเชนและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

AI Agent กำลังเปลี่ยนวิธีบริหาร Supply Chain

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจใน Autonomous Supply Chain คือ Agentic AI และ AI Agents AI Agent แตกต่างจาก AI ที่เพียงตอบคำถาม เพราะ Agent สามารถได้รับ Objective หรือ Task จากนั้นวิเคราะห์บริบท ประสานงานกับระบบอื่น และดำเนินกระบวนการบางอย่างเพื่อไปสู่เป้าหมายได้

SAP นำแนวคิดนี้มาใช้ผ่าน Joule Agents และ Joule Assistants ในหลายส่วนของ Supply Chain เพื่อเปลี่ยนข้อมูลและงานที่เคยแยกกันให้กลายเป็น Connected Workflow มากขึ้น ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งาน ได้แก่

1. Planning Assistant 

ทำงานร่วมกับ SAP IBP (Integrated Business Planning) เพื่อทำ Demand Sensing และ Supply Optimization ช่วยให้Planner สามารถสร้าง ปรับ และตรวจสอบแผนได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น รวมถึงใช้ Predictive Insights โดยประสานการทำงานของ AI Agents เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจจากข้อมูลเชิงลึก

2. Logistics Assistant

ทำงานเชื่อมกับ SAP TM (Transportation Management) และ SAP EWM (Extended Warehouse Management) ช่วยประสานการทำงานระหว่าง Transportation, Warehousing และ Fulfillment แบบ Real Time ทำให้ทีมสามารถติดตามสถานการณ์และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้าน Logistics ได้รวดเร็วขึ้น

3. Manufacturing Assistant

ทำงานบน SAP Digital Manufacturing (DM) หรือ SAP S/4HANA Manufacturing ในโรงงาน AI สามารถช่วยตรวจจับ Disruption ประเมินผลกระทบต่อ Material, Inventory, Quality และ Workforce พร้อมเสนอ Next Best Action ให้ทีมงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการสนับสนุนการตัดสินใจและการดำเนินงาน

4. Product Design Assistant

ทำงานอยู่บนโซลูชันในกลุ่ม SAP PLM (Product Lifecycle Management) และ SAP S/4HANA (R&D / Engineering)ช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดไปจนถึงการผลิตจริง ด้วยการประสาน AI Agents เพื่อทำงานด้านการออกแบบบางส่วนแบบอัตโนมัติ และช่วยเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์

5. Asset Operations Assistant

ทำงานร่วมกับ SAP APM (Asset Performance Management) ช่วยประสาน AI Agents ในด้าน Reliability, Maintenance Planning, Scheduling และ Execution โดยสามารถนำข้อมูลและสัญญาณจาก Asset มาช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน วางแผนทรัพยากร และนำผลจากการดำเนินงานกลับมาใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Autonomous Supply Chain ไม่ได้เกิดจาก AI หรือระบบ Automation เพียงระบบเดียว แต่เกิดจากการเชื่อมโยง AI, Data, People และ Business Processes เข้าด้วยกัน เพื่อให้ซัพพลายเชนสามารถรับรู้สถานการณ์ ประสานงาน ตัดสินใจ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

3 ผลลัพธ์ทางธุรกิจจาก Autonomous Supply Chain

การเชื่อมโยงระบบ ข้อมูล และกระบวนการใน Supply Chain สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้หลายด้าน ทั้ง Visibility, Efficiency, Inventory Management และ Operational Performance

1. เพิ่ม Data Visibility ได้ถึง 4 เท่า 

ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและระบบเข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรมองเห็นสถานการณ์ใน Supply Chain ได้ครอบคลุมและตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

2. ลดเวลาที่ใช้ในงาน Supply Chain Operations ได้ถึง 80% 

ช่วยลดภาระงานที่ต้องทำด้วยตนเองและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน

3. ลด Days Inventory Outstanding ได้ถึง 30% 

ช่วยให้องค์กรบริหาร Inventory และเงินทุนที่ผูกอยู่กับสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างสถานการณ์ของการเชื่อมโยงระบบ

ลองนึกภาพสถานการณ์จริงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน…จู่ ๆ พายุเข้าทำให้เรือขนส่งวัตถุดิบล็อตสำคัญจากต่างประเทศต้องดีเลย์ไป 5 วัน หากเป็นระบบเดิม กว่าฝ่ายจัดซื้อจะรู้เรื่องและประสานงานไปยังโรงงาน ไลน์การผลิตก็คงต้องหยุดชะงักไปแล้ว แต่ในระบบที่เชื่อมโยงด้วย AI สิ่งที่เกิดขึ้น คือ

1. ตรวจจับความเสี่ยงทันที: Logistics Assistant ตรวจพบความล่าช้าของเรือ และคำนวณกับสต็อกคงเหลือ พบทันทีว่าจะกระทบกับคิวการผลิตในสัปดาห์หน้า

2. แก้เกมอัตโนมัติ: ระบบส่งสัญญาณต่อไปยัง Manufacturing Assistant ให้สลับเอาคำสั่งผลิตอื่นที่มีวัตถุดิบพร้อมอยู่แล้วขึ้นมาทำก่อน

3. คนทำหน้าที่อนุมัติ: ระบบเตรียมแผนสำรองที่ดีที่สุด (Next Best Action) ส่งให้ Planner ตรวจสอบและกดอนุมัติได้ในคลิกเดียว

ผลลัพธ์: โรงงานเดินเครื่องต่อเนื่องได้แบบไร้รอยต่อ (Zero Downtime) โดยที่พนักงานไม่ต้องเสียเวลาโทรตามหรือเปิดประชุมด่วนข้ามแผนกเป็นวัน ๆ อีกต่อไป

Autonomous Supply Chain ไม่ได้สร้างคุณค่าเฉพาะในมุมของ Automation หรือ AI เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับการมองเห็นข้อมูล ลดเวลาการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร Inventory ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

สำหรับองค์กรที่ต้องการเดินหน้าสู่ Autonomous Supply Chain จุดเริ่มต้นสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง Data Foundation ที่แข็งแรง เชื่อม Business Processes ให้ทำงานร่วมกัน และเลือกเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจาก Automation ไปสู่การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้จริง

เตรียมองค์กรให้พร้อมสู่อนาคตไปกับ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาชั้นนำของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมช่วยองค์กรวางรากฐานด้าน Data, Business Applications, AI และ Digital Transformation สู่การทำงานที่คล่องตัว เชื่อมโยง และพร้อมเติบโตในยุค AI

รู้จัก Autonomous HCM AI ที่ทำได้มากกว่างาน HR ทั่วไป

ในวันที่ AI เข้ามามีบทบาทในทุกส่วนขององค์กร แม้กระทั่งฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ทำงานกับ “คน” โดยตรง คำถามไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาแทนคนหรือไม่ แต่คือเราจะใช้ AI อย่างไรให้คนเก่งขึ้น และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร จากเดิมที่ AI ช่วยตอบคำถาม คัดกรองบุคลากร หรือสรุปรายงาน แต่วันนี้ SAP กำลังพา HR ก้าวไปอีกขั้นสู่ Autonomous HCM ที่เปลี่ยน AI จากเครื่องมือช่วยงาน ให้กลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจเรื่องคนได้มากขึ้น

จากบทความก่อน เราได้ทำความรู้จักกับ Autonomous Enterprise และหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญอย่าง Autonomous Finance กันไปแล้ว ครั้งนี้ I AM Consulting จะพาไปเจาะลึกอีกหนึ่งหัวใจสำคัญขององค์กร นั่นคือ “คน” เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนการบริหารทรัพยากรบุคคล หรือ HR จากงานที่ต้องพึ่งพากระบวนการ Manual ไปสู่ระบบอัตโนมัติที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Autonomous HCM คืออะไร?

 Autonomous Human Capital Management คือ แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลที่นำ AI, Machine Learning และ Automation เข้ามาทำงานร่วมกับกระบวนการ HR แบบ End-to-End เพื่อช่วยลดงานที่ต้องทำซ้ำ วิเคราะห์ข้อมูล และประสานงานในแต่ละขั้นตอนให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักการกำกับดูแลที่ชัดเจนและยังคงให้มนุษย์เป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจที่สำคัญ

AI จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามเหมือน chatbot แต่ยังสามารถรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และช่วยดำเนินงานที่มีหลายขั้นตอนได้

นอกจากนี้ ยังช่วยเชื่อมโยงข้อมูลพนักงาน ทักษะ และความต้องการของธุรกิจเข้าด้วยกัน ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นแนวโน้มด้านบุคลากร ปรับการเรียนรู้และเส้นทางอาชีพให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน รวมถึงช่วยให้การทำงานเป็นไปตามนโยบายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น

3 หัวใจหลักของ Autonomous HCM

SAP วางแนวคิดไว้บนองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน เพื่อเชื่อมโยงบุคลากร ข้อมูล และกระบวนการ HR เข้าด้วยกัน

1. Powerful Agentic Experiences: AI ที่เข้าใจบริบทและจัดการงานได้หลายขั้นตอน

AI สำหรับงาน HR ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามเหมือน Chatbot แต่สามารถเข้าใจว่าผู้ใช้งานต้องการทำอะไร รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และประสานงานแต่ละขั้นตอนให้ดำเนินต่อเนื่องกันได้

งานที่เคยต้องค้นหาข้อมูลหรือสลับใช้งานหลายระบบจึงทำได้รวดเร็วขึ้น ช่วยลดภาระงานประจำและทำให้ฝ่าย HR มีเวลาใส่ใจกับงานด้านการวางแผนกำลังคน (Workforce Strategy) การพัฒนาพนักงาน (Talent Development) และการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการทำงานมากขึ้น (Employee Experience)

2. Trusted People Data: AI ที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูลบุคลากรที่เชื่อถือได้

AI จะวิเคราะห์และให้คำแนะนำได้ดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลที่นำมาใช้ HCM จึงให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลพนักงานและข้อมูลทักษะให้ถูกต้อง เป็นระบบ และเป็นปัจจุบัน เพื่อให้ทุกกระบวนการด้าน HR ใช้ข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน

เมื่อข้อมูลเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ AI จะสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ด้านบุคลากรได้แม่นยำขึ้น ช่วยให้ฝ่าย HR และผู้บริหารเห็นข้อมูลในมุมเดียวกัน และตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

3. Connected Applications: เชื่อมโยงทุกกระบวนการ HR ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน

การบริหารบุคลากรครอบคลุมหลายกระบวนการ ตั้งแต่การจัดการข้อมูลพนักงาน(Core HR) การจ่ายเงินเดือน(Payroll)การสรรหา(Recruitment) การเรียนรู้และพัฒนา(Learning) ไปจนถึงการบริหารผลงาน(Performance Management) และการวางแผนกำลังคน (Workforce Management) ซึ่งแต่ละกระบวนการล้วนสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเส้นทางการทำงานของพนักงาน

SAP จึงออกแบบให้ระบบเหล่านี้เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้ AI มองเห็นภาพรวมของบุคลากรได้อย่างครบถ้วน และสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ต่อเนื่องกว่าการพิจารณาแต่ละระบบแยกจากกัน

รู้จัก 4 AI Assistants ที่ช่วยยกระดับการทำงานของ HR

SAP นำ AI Assistants มาใช้ในกระบวนการ HR หลายด้าน เพื่อช่วยจัดการงานที่ใช้เวลามาก รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจ โดยตัวอย่างต่อไปนี้ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลข้อมูลพนักงาน การบริหารผลงาน และการสรรหา ไปจนถึงการวิเคราะห์กำลังคน

1. Core HR Assistant ยกระดับงานพื้นฐานและข้อมูลพนักงาน

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ HR ด้วยระบบอัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลพนักงานอย่างต่อเนื่อง และช่วยเสริมความสามารถด้าน Compliance

2. Performance & Goals Assistant บริหารผลงานอย่างตรงจุด

ช่วยกำหนดเป้าหมายของพนักงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง (Real-time) และเตรียมข้อมูลให้หัวหน้าใช้ในการพูดคุยและประเมินผลงาน (Performance Review) ทำให้การบริหารผลงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อสิ้นรอบประเมิน แต่เป็นกระบวนการติดตามและพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง

3. Recruiting Assistant  สรรหาบุคลากรคุณภาพได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ช่วยลดงานประสานงานในกระบวนการสรรหา ตั้งแต่ค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสม นัดหมายการสัมภาษณ์ ไปจนถึงแนะนำตำแหน่งงานที่สอดคล้องกับทักษะของผู้สมัคร ทำให้ทีมสรรหามีเวลาใส่ใจกับการประเมินผู้สมัครและสร้างประสบการณ์ที่ดีตลอดกระบวนการสรรหา (Candidate Experience) ได้มากขึ้น

4. People Intelligence Assistant เปลี่ยนข้อมูลบุคลากรให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริง

ช่วยติดตามความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบุคลากร เช่น แนวโน้มการลาออก (Turnover Rate) หรือ ความเท่าเทียมด้านค่าตอบแทน (Pay Equity)  พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่เกี่ยวข้องและเสนอแนวทางรับมือโดยอ้างอิงจากข้อมูลปัจจุบันและแนวปฏิบัติด้าน HR ทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้วางแผนกำลังคนและตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

สร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจได้อย่างไร?

การลงทุนในเทคโนโลยีด้าน HR ไม่ได้วัดจากจำนวนฟังก์ชัน AI ที่มี แต่ควรพิจารณาว่าเทคโนโลยีนั้นช่วยให้องค์กรทำงานได้ดีขึ้นเพียงใด จากข้อมูลที่ SAP เผยแพร่ การนำเทคโนโลยี HCM มาใช้สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ดังนี้

  • ลดต้นทุนด้าน HR และ IT ลงถึง 34% จากการใช้ระบบอัตโนมัติทดแทนการทำงานแบบเดิม
  • ลดระยะเวลาการสรรหาพนักงาน (Time-to-hire) ได้เร็วขึ้น 40% ตอบสนองต่อความต้องการบุคลากรของธุรกิจได้ทันท่วงที
  • เพิ่มคุณภาพและความแม่นยำของข้อมูล HR (Data Quality) ได้ถึง 67% ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้

ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การเชื่อมโยงข้อมูล กระบวนการทำงาน และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกัน สามารถช่วยลดภาระงาน เพิ่มความคล่องตัว และทำให้องค์กรมีข้อมูลที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจมากขึ้น

Autonomous HCM หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Autonomous Enterprise

การก้าวสู่ Autonomous Enterprise ไม่ได้หมายถึงการนำ AI มาใช้แยกกันในแต่ละฝ่าย แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือหน่วยงานอื่น ๆ

สำหรับฝ่าย HR การเชื่อมโยงข้อมูลพนักงาน ทักษะ ผลงาน และแนวโน้มด้านกำลังคนเข้ากับข้อมูลทางธุรกิจ จะช่วยให้องค์กรมองเห็นได้ชัดขึ้นว่า ควรเตรียมบุคลากรและทักษะด้านใด เพื่อรองรับทิศทางและเป้าหมายในอนาคต

หัวใจของ Autonomous HCM ไม่ใช่ AI มาแทนที่ฝ่าย HR แต่คือการลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำ และช่วยให้ HR เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น เพื่อให้มีเวลาใส่ใจกับงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจคนมากขึ้น ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างประสบการณ์ที่ดี และการวางแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับทิศทางขององค์กร

จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่ม AI เข้าไปในระบบ HR แต่เป็นการเตรียมข้อมูล กระบวนการทำงาน และบุคลากรให้พร้อมสำหรับการทำงานรูปแบบใหม่ โดยมีเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนและมนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางและตัดสินใจในเรื่องสำคัญ

เตรียมองค์กรให้พร้อมสู่อนาคตไปกับ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาชั้นนำของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมช่วยขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยคนที่แท้จริง

AI HR ไม่ใช่อนาคตอีกต่อไป แต่คือทิศทางใหม่ของการบริหารทรัพยากรบุคคลที่องค์กรระดับโลกกำลังมุ่งไป

รู้จัก Autonomous Finance เทรนด์ AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเงิน

แม้องค์กรจำนวนมากเริ่มต้นการใช้ AI จาก Chatbot หรือ Generative AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานแต่ละแผนก แต่ปัจจุบัน SAP ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกได้สร้าง Autonomous Enterprise หรือองค์กรอัจฉริยะที่ก้าวไปไกลกว่าคำว่า AI ทั่วไป จากบทความก่อน เราได้ทำความรู้จักกับ Autonomous Enterprise แนวคิดขององค์กรอัจฉริยะที่ใช้ AI ทำงานร่วมกับข้อมูลธุรกิจและกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบ วันนี้ I AM Consulting จะพาไปเจาะลึกอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแนวคิดนี้ นั่นคือ Autonomous Finance 

ซึ่งเป็นเทรนด์ AI Finance ที่เข้ามาเปลี่ยนบทบาทของฝ่ายการเงิน จากเดิมที่เป็นเพียงผู้รายงานผลย้อนหลังสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์และการตัดสินใจขององค์กรได้เองโดยอัตโนมัติ

Autonomous Finance คืออะไร?

ก่อนทำความรู้จัก เรามาดูแนวคิดของ SAP กันก่อน ซึ่ง SAP เชื่อว่าเป้าหมายของการบริหารการเงินในอนาคตไม่ใช่เพียงการนำ AI มาใช้ แต่คือการฝัง AI (Embedded AI) เข้าไปอยู่ในระบบและกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้น ไม่ใช่การติดตั้งเพิ่มภายหลัง

อธิบายง่าย ๆ Autonomous Finance คือการเอา AI เข้าไปหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับระบบปฏิบัติการ (Embedded AI) AI จึงสามารถทำงานร่วมกับข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เข้าใจบริบทขององค์กร และช่วยสนับสนุนการทำงานของฝ่ายการเงินได้ในทุกขั้นตอน

ซึ่ง SAP ใช้ Joule Assistants เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำหน้าที่ประสานการทำงาน เพื่อช่วยคาดการณ์ผลลัพธ์ทางธุรกิจ ติดตามผลการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมาย และสนับสนุนการปฏิบัติตามข้อกำหนด

AI Finance Assistant เพื่อนร่วมทีมคนใหม่ของฝ่ายการเงิน

Billing Assistant (ผู้ช่วยจัดการบิล)

ช่วยลดข้อผิดพลาดในการออกใบแจ้งหนี้ ตรวจสอบปัญหาการลงบัญชีให้เร็วขึ้นและเพิ่มความถูกต้องในการเรียกเก็บเงิน

✨Financial Planning Assistant (ผู้ช่วยวางแผนการเงิน)

ช่วยวิเคราะห์ความต้องการทางธุรกิจ ตรวจจับการเปลี่ยนแปลง ประเมินผลกระทบ และทำงานบนฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้

✨Accounts Receivable Assistant (ผู้ช่วยจัดการลูกหนี้)

ช่วยติดตามลูกหนี้ เตรียมข้อมูลก่อนติดต่อลูกค้า จัดการข้อโต้แย้ง ช่วยลดระยะเวลาการเก็บหนี้ และทำให้องค์กรจัดเก็บเงินสดได้เร็วขึ้น

✨Governance Assistant (ผู้ช่วยดูแลความเสี่ยง)

คอยตรวจสอบความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กร และสร้างข้อมูลเชิงลึกเพื่อการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

✨Tax and Compliance Assistant (ผู้ช่วยจัดการภาษี)

พลิกโฉมการทำงานด้านภาษีด้วยระบบอัตโนมัติที่เชื่อมโยงข้อมูลภาษี ข้อมูลทางกฎหมายข้อบังคับ และข้อมูลทางการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

✨Financial Closing Assistant (ผู้ช่วยปิดบัญชี)

เร่งกระบวนการปิดงบการเงินให้เร็วขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติอัจฉริยะที่ช่วยลดความซับซ้อนและรองรับการขยายตัวของการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5 ประโยชน์ของ AI Finance

1. บริหารจัดการความไม่แน่นอน (Manage uncertainty)

ช่วยคาดการณ์และวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยให้องค์กรรับมือกับความผันผวนของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการตัดสินใจบนข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น

2. เพิ่มมูลค่าตลอดอายุของลูกค้า (Increase Lifetime Customer Value)

ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาธุรกิจใหม่ ยกระดับการให้บริการลูกค้า และต่อยอดนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าในระยะยาว

3. ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Control Spend)

ช่วยบริหารต้นทุนและการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้องค์กรสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

4. ลดความเสี่ยง เสริม Compliance และสนับสนุนความยั่งยืน (Lower Risk, Drive Compliance and Improve Sustainability)

องค์กรสามารถบริหารความเสี่ยงและติดตามการตรวจสอบ ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามข้อกำหนด (Compliance) พร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

5. เปลี่ยนการลงทุนด้านเทคโนโลยีให้สร้างคุณค่าสูงสุด (Transform to Maximize Value)

ช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้านเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต


Autonomous Finance ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่บุคลากรด้านการเงิน แต่เพื่อเปลี่ยนบทบาทของฝ่ายการเงินจากผู้รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงาน ไปสู่ Strategic Business Partner ที่สามารถใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการขับเคลื่อนการตัดสินใจขององค์กรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เตรียมองค์กรให้พร้อมสู่อนาคตไปกับ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาชั้นนำของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมช่วยขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่การเติบโตในยุค AI

ช่องทางรายละเอียด
📱 Phone+662-026-3964
📧 Emailinfo@iamconsulting.co.th
🌐 Websitewww.iamconsulting.co.th

I AM Consulting เข้าร่วมงาน HR Connect Thailand 2026

AI กำลังเปลี่ยนวิธีทำงานของ HR แล้วองค์กรของคุณพร้อมหรือยัง? 👾

.

I AM Consulting เข้าร่วมงาน HR Connect Thailand 2026 ในฐานะพาร์ทเนอร์ ด้าน Digital HR Transformation ของ SAP

.

ภายในงาน ทีมงานได้ร่วมพูดคุยกับผู้บริหาร HR จากหลากหลายองค์กร พร้อมแบ่งปันแนวทางการยกระดับประสบการณ์พนักงานและการบริหารบุคลากรด้วยโซลูชัน SAP SuccessFactors ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว และความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

.

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมงานนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสาร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ตามช่องทางด้านล่าง

.

.

ติดต่อ-สอบถาม I AM Consulting

02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : https://cutt.ly/iamline

Autonomous Enterprise คืออะไร? เมื่อ AI ถูกใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน แต่กลายเป็น “กำลังหลัก” ในการขับเคลื่อนองค์กรแบบ End-to-End และแนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “Autonomous Enterprise”


ด้านผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง SAP ก็ได้ประกาศใช้แนวคิดนี้ไว้ภายในงาน SAP Sapphire 2026 เช่นกัน

I AM Consulting จึงขอพาไปสำรวจว่าระบบ ERP แห่งอนาคตนี้ จะมีหน้าตาและบทบาทต่อธุรกิจของคุณอย่างไร


Autonomous Enterprise คืออะไร?

Autonomous Enterprise คืออนาคตของธุรกิจ ที่มนุษย์ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง ขณะที่ AI เป็นผู้ลงมือดำเนินการ โดยมีระบบกำกับดูแลควบคุมในทุกขั้นตอน

🔹Move work up the value chain

เริ่มต้นจาก “ผลลัพธ์” แทนที่จะยึดติดกับ “กระบวนการ” ด้วยการทำงานร่วมกับ AI เพื่อลดงานซ้ำ ๆ และเปิดโอกาสให้มนุษย์ใช้วิจารณญาณในจุดที่สร้างคุณค่าได้สูงที่สุด

🔹Run it all in real time

เปลี่ยนจากการรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ไปสู่การลงมือทำในสิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อไป ด้วยระบบ AI แบบรวมศูนย์ ที่เข้าใจทั้งกระบวนการทำงานและบริบทของแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมปรับตัวได้แบบเรียลไทม์

🔹Build with total control

พัฒนา ใช้งาน จัดการ AI Agents และแอปพลิเคชันต่าง ๆ บนพื้นฐานที่มีระบบกำกับดูแลในตัว ทั้งด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการควบคุมแบบ End-to-End


3 หัวใจสำคัญของ Autonomous Enterprise


💎 Joule Work

Workspace อัจฉริยะที่ทำงานตามเป้าหมายของผู้ใช้ โดยสามารถแสดงข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสม ช่วยทำงาน Routine แบบอัตโนมัติ และประสานการทำงานของ AI Agents ทั่วทั้งองค์กร

💎 Joule Assistants

AI Assistant ที่เข้าใจทั้งบริบทของกระบวนการทำงานและบทบาทของผู้ใช้งาน ทำงานเสมือนเพื่อนร่วมทีม คอยประสาน AI Agents และทำงานร่วมกับมนุษย์

💎 Joule Agents

AI Agents ที่เข้าถึงผ่าน Joule Assistants ออกแบบมาเพื่อดำเนินงานเฉพาะด้านที่มีหลายขั้นตอนอย่างแม่นยำ ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจและเพิ่มความรวดเร็วให้กับเวิร์กโฟลว์ทางธุรกิจ

ชุดโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งให้ Agents และ AI Assistants ทำงานด้านกระบวนการต่าง ๆ ขณะที่มนุษย์ทำหน้าที่กำกับทิศทางและประสิทธิภาพการดำเนินงาน

Financial Management
ยกระดับงานการเงินให้ทำงานได้อัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ด้วย AI ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนทางการเงิน การปิดงบ ไปจนถึง Treasury และ Compliance

Spend Management
ควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย AI ที่พร้อมปรับปรุงงานด้าน Sourcing, Procurement, Contract Management และการชำระเงินให้คล่องตัวและต่อเนื่องกว่าเดิม

Supply Chain Management
ขับเคลื่อนซัพพลายเชนได้อย่างราบรื่น ด้วย AI ที่เพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การวางแผน การผลิต โลจิสติกส์ ไปจนถึงการบริหารสินค้าคงคลังแบบต่อเนื่อง

Human Capital Management
สร้างองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต ด้วย AI ที่ช่วยพัฒนากระบวนการสรรหา การพัฒนาทักษะ และการวางแผนกำลังคนอย่างต่อเนื่อง

Customer Experience
มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ด้วย AI ที่ช่วยยกระดับการตลาด Commerce การขาย และงานบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

Industry
เปิดใช้งานกระบวนการแบบ Autonomous ด้วย AI ที่สามารถดำเนินงานแบบ End-to-End ครอบคลุมในอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อธุรกิจ

แพลตฟอร์มสำหรับสร้าง ปรับบริบท วิเคราะห์เหตุผล และกำกับดูแล AI Agents โดยผสานทั้งความเข้าใจเชิงลึกด้าน Business Process ข้อมูลแบบรวมศูนย์ และโมเดล AI ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ


Build

สร้าง AI Agents แอปพลิเคชัน และเวิร์กโฟลว์ที่ทำงานบนบริบททางธุรกิจจริง สามารถ Deploy ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เพิ่มภาระด้าน Operations และเชื่อมต่อเข้ากับระบบต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

Contextualise and Reason

เสริมให้ AI เข้าใจธุรกิจของคุณอย่างรอบด้าน ทั้งบริบทของข้อมูล ความรู้ด้านกระบวนการทำงาน และ Business Logic ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ

Govern

ควบคุมทุกโครงการด้าน AI ให้มีความปลอดภัย สอดคล้องตาม Compliance และเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจอยู่เสมอ ผ่านศูนย์กลางการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์



จากแนวคิด SAP Intelligent Enterprise ที่นำ AI เข้ามาช่วยให้องค์กรทำงานได้ฉลาดขึ้น วันนี้ SAP กำลังก้าวไปอีกขั้น สู่ “SAP Autonomous Enterprise”

ERP ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และสามารถช่วยลงมือ Execute กระบวนการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์

นี่จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มความสามารถของ AI แต่คือการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานขององค์กรครั้งใหญ่ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับกลยุทธ์

เตรียมองค์กรให้พร้อมสู่อนาคตไปกับ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาชั้นนำของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมช่วยขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่การเติบโตในยุค AI

ช่องทางรายละเอียด
📱 Phone+662-026-3964
📧 Emailinfo@iamconsulting.co.th
🌐 Websitewww.iamconsulting.co.th

สรุป 4 เรื่องสำคัญจาก SAP SAPPHIRE 2026

SAP Sapphire 2026 คืออีเวนต์ใหญ่ประจำปีของ SAP ที่ใช้เปิดตัวเทคโนโลยี กลยุทธ์ และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้าน ERP, AI, Cloud และ Business Transformation สำหรับลูกค้าองค์กรทั่วโลก

ซึ่งวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ในงาน SAP Sapphire ณ เมืองออร์แลนโด สหรัฐอเมริกา ได้เปิดตัวทิศทางใหม่ของ SAP ที่อาจเปลี่ยนภาพ ERP ที่คุ้นเคยไปตลอดกาล และ I AM Consulting สรุป 4 เรื่องสำคัญจากงานนี้มาให้แล้ว!


SAP ประกาศชัดเจนว่า Joule ซึ่งเดิมทำหน้าที่เป็น “copilot” หรือตัวช่วยตอบคำถาม จะก้าวขึ้นมาเป็น Autonomous Agent ที่สามารถรัน business process ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ


1) SAP Business AI Platform : การรวม 3 แพลตฟอร์มเป็นหนึ่งเดียว สร้างรากฐานใหม่ของ Autonomous Enterprise

SAP ประกาศควบรวม BTP (Business Technology Platform), Business Data Cloud (BDC) และ Business AI เข้าเป็นแพลตฟอร์มเดียว เรียกว่า SAP Business AI Platform

สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งที่เรียกว่า SAP Knowledge Graph

การสร้าง “แผนที่” ของ business entity, process และความสัมพันธ์ทั้งหมดใน SAP landscape ของลูกค้า ทำให้ AI agent ไม่ได้ทำงานกับข้อมูลดิบ แต่เข้าใจบริบทว่าข้อมูลนั้นหมายความว่าอะไรในแง่ธุรกิจ

พร้อมกันนี้ SAP ยังเปิดตัว Joule Studio

เครื่องมือสำหรับสร้าง AI Agent บนระบบ SAP รองรับทั้งแบบ no-code สำหรับทีม Business และ pro-code สำหรับนักพัฒนา


2) SAP Autonomous Suite : AI ที่รัน Business Process จบได้เองตั้งแต่ต้น

50+ Joule Assistants ใน 5 สายงานหลัก

SAP เปิดตัว Joule Assistants มากกว่า 50 ตัว ครอบคลุมทุกส่วนงานหลักขององค์กร ได้แก่ Finance, Supply Chain, Procurement, Human Capital Management และ Customer Experience โดยแต่ละ Assistant จะประสาน agent ย่อยกว่า 200 ตัวเพื่อทำงานจนครบทุกขั้นตอน

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Autonomous Close Assistant ที่ออกแบบมาสำหรับทีมบัญชีโดยเฉพาะ กระบวนการปิดบัญชีที่ปกติใช้เวลาหลายสัปดาห์จะถูกย่อให้สั้นลงเหลือเพียงไม่กี่วัน โดย AI จะทำงานครบวงจรตั้งแต่บันทึก journal entries, reconciliation, แก้ไข error จนถึงปิดบัญชี โดยไม่ต้องรอให้คน มานั่งทำทุกขั้นตอน

Industry AI — AI เฉพาะอุตสาหกรรม 7 กลุ่ม

SAP เปิดตัว Industry AI ขยายความสามารถไปยังอุตสาหกรรมเฉพาะทาง 7 กลุ่ม ซึ่งฝัง process logic, data model และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบเฉพาะอุตสาหกรรมเข้าไปใน AI agent โดยตรง ตัวอย่างที่ SAP นำเสนอในงานคือการทำงานร่วมกับ RWE บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่จากยุโรป ในการลดเวลาการหยุดทำงานที่ไม่ได้วางแผนของกังหันลมนอกชายฝั่ง ด้วย Autonomous Asset Management ที่ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากอุบัติการณ์ในอดีตและสร้าง work order พร้อม solution ที่พิสูจน์แล้วจากสถานที่อื่น ๆ โดยอัตโนมัติ


3) Joule Work — UX ใหม่ที่เปลี่ยนวิธีทำงานกับ SAP

SAP เปิดตัว Joule Work ซึ่งเป็นการออกแบบ UX ใหม่ทั้งหมด แทนที่ผู้ใช้จะต้องนำทางผ่านหลาย application และกรอกข้อมูลในหลายหน้าจอ ผู้ใช้จะบอก “ผลลัพธ์ที่ต้องการ” กับ Joule แล้ว Joule จะจัดการเลือก workflow, ข้อมูล และ agent ที่เหมาะสมให้เองทั้งหมด

Joule Work จะทำงานแบบ proactive สามารถนำเสนอ insight ที่เกี่ยวข้องและทำงาน routine ในเบื้องหลัง โดยรองรับทั้ง desktop, mobile และ voice ทั้งบนระบบ SAP และ non-SAP


4) STRATEGIC PARTNERSHIPS : Anthropic (Claude) เป็น AI Foundation Model อย่างเป็นทางการ

SAP เลือก Anthropic ให้ Claude เป็น foundation model สำหรับ Joule Agent ครอบคลุม HR, Procurement และ Supply Chain ซึ่งถือเป็น partnership ที่สำคัญที่สุดในงาน

พันธมิตรด้าน Platform และ Suite

นอกจาก Anthropic ยังมีพันธมิตรด้านแพลตฟอร์มอีกหลายราย ได้แก่

– Amazon Web Services สำหรับ zero-copy data integration ระหว่าง SAP Business Data Cloud กับ Amazon Athena

– Google Cloud และ Microsoft สำหรับ bidirectional agent interoperability

– Mistral AI และ Cohere สำหรับ sovereign model options บน SAP infrastructure

– n8n สำหรับ visual AI workflow orchestration ภายใน Joule Studio

– NVIDIA ที่ดูแล secure runtime ของ Joule Studio

– Parloa ที่นำ AI agent เข้าสู่ SAP Service Cloud


องค์กรไทยควรเตรียมตัวอย่างไร?

สำหรับองค์กรที่ยังใช้ SAP ECC

SAP ไม่ได้ปิดกั้น ECC และ S/4HANA on-premise ออกจาก AI ทั้งหมด แต่การเข้าถึงจะเป็นแบบจำกัดและต้องยืนยันแผนการย้ายสู่ Cloud ERP ก่อน

สำหรับองค์กรที่ใช้ RISE with SAP หรือ SAP GROW

ระบบพร้อมแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการวางแผน AI Activation Roadmap ว่าจะเริ่ม deploy Joule Assistants ใน process ไหนก่อน โดยควรเลือก use case ที่ให้ ROI ชัดเจนและวัดผลได้ เช่น Financial Close หรือ Procurement Automation


SAP กำลังเปลี่ยนนิยาม ERP ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี

SAP Sapphire 2026 ไม่ใช่แค่การประกาศ feature ใหม่ประจำปี แต่เป็นการประกาศทิศทางว่า ERP ยุคหน้าคือระบบที่รัน business process ได้จริงโดยไม่ต้องให้มนุษย์ควบคุมทุกขั้นตอน หากอยากรู้ว่าองค์กรของคุณพร้อมรับ SAP AI แค่ไหน และควรเริ่มจากตรงไหน? ทีมผู้เชี่ยวชาญของ I AM Consulting ทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมให้คำปรึกษา

ช่องทางรายละเอียด
📱 Phone+662-026-3964
📧 Emailinfo@iamconsulting.co.th
🌐 Websitewww.iamconsulting.co.th

5 คำถามที่ธุรกิจไทย ต้องทบทวน ก่อนเลือกใช้ SAP Cloud ERP

หลายองค์กรในไทยยังคงลังเลกับ SAP Cloud ERP ไม่ใช่เพราะตัวระบบขาดศักยภาพ แต่เป็นเพราะ “ความเชื่อเดิม” ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนที่มองว่าสูง ความซับซ้อนในการใช้งาน หรือคำถามว่าระบบระดับโลกแบบนี้จะเหมาะกับองค์กรของตนจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อหลายองค์กรเริ่มมองลึกลงไป กลับพบว่าอุปสรรคสำคัญของการเติบโตไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันในตลาด แต่เกิดจาก “ข้อจำกัดของระบบภายใน” ที่ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างทันท่วงที

จุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้องค์กรจำนวนไม่น้อยเริ่มเปิดใจ ซึ่งข้อมูลจาก SAP ระบุว่า ปัจจุบันมีองค์กรขนาดกลางมากกว่า 460,000 แห่งทั่วโลกเลยทีเดียว ที่มองหาโอกาสใหม่ ๆ และหันกลับมาพิจารณาระบบ SAP อีกครั้งในฐานะเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต

I AM Consulting จึงขอพาคุณสำรวจ 5 คำถามสำคัญที่ธุรกิจไทยยุคใหม่ สามารถนำไปทบทวน ก่อนตัดสินใจเลือก SAP Cloud ERP มาใช้ในองค์กร



1. SAP Cloud ERP มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไปหรือเปล่า?


หลายองค์กรเคยมองว่า SAP เป็นระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนโมเดลไปสู่การใช้งานแบบ Subscription แล้ว ทำให้ธุรกิจสามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็น และจ่ายเฉพาะสิ่งที่ใช้จริง

เมื่อธุรกิจเติบโตต้นทุนที่แท้จริงอาจไม่ใช่ค่าระบบ แต่คือ “ต้นทุนจากความไม่มีประสิทธิภาพ” เช่น

  • งาน manual ซ้ำซ้อน
  • ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ
  • การตัดสินใจที่ล่าช้า


สิ่งที่ควรระวัง หากองค์กรของคุณกำลังใช้ SAP ECC และเข้าสู่ช่วง End of Mainstream Maintenance ต้นทุนของการ “อยู่เฉยๆ” อาจสูงกว่าการเปลี่ยนใหม่ หากคุณกำลังต้องการที่ปรึกษาเพื่อหาโซลูชันที่เหมาะสม ติดต่อ I AM Consulting ได้ทันที (คลิก)




2. SAP เหมาะกับองค์กรใหญ่เท่านั้นจริงหรือ?


นี่คือหนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เพราะ SAP Cloud ERP ถูกออกแบบให้รองรับธุรกิจทุกขนาด เริ่มต้นได้จากโมดูลหลัก ๆ เช่น Financial และ Sourcing and Procurement แล้วจึงค่อยขยายตามการเติบโต



3. การติดตั้ง SAP Cloud ใช้เวลานานเกินไปหรือไม่?


ในอดีต การติดตั้ง ERP อาจใช้เวลานาน 1-2 ปี แต่ปัจจุบันได้พัฒนา และออกแบบให้ติดตั้งแบบเป็นเฟส (Phased Implementation) ช่วยให้ธุรกิจสามารถเริ่มใช้งานได้เร็ว เห็นผลลัพธ์เร็ว ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ทันที กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่อยู่ในช่วงขยายตัว

สำหรับตลาดไทย โซลูชัน SAP Grow ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ สำหรับองค์กรตั้งแต่ขนาดกลางที่ต้องการ ERP ระดับ enterprise แต่เริ่มต้นในราคาที่จับต้องได้ และขึ้นระบบได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น


ตัวอย่างผู้ใช้งานจริง:

“SAP GROW Fast ถือเป็น Quick Wins แห่งยุค ERP Cloud เลยค่ะ ที่พูดได้แบบนี้ก็เพราะเราได้เป็นทั้งผู้วางระบบ และผู้ใช้งานจริงด้วย” — คุณนลินี ไชยอุดม ผู้จัดการ และ หัวหน้างานฝ่ายโปรเจกต์ SAP GROW บริษัท ไอแอม คอนซัลติ้ง จำกัด





4. Cloud ERP ใช้งานยากและต้องเทรนนานแค่ไหน?


ภาพจำของ SAP GUI สีเทาที่ใช้งานยากยังคงอยู่ในใจหลายคน แต่ SAP Fiori ซึ่งเป็น UX ใหม่นั้นจะเปลี่ยนประสบการณ์ไปโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่ทีม Finance/Accounting ในไทยจะได้:

  • ลดเวลา month-end close จาก manual ซ้ำซาก
  • เข้าถึงรายงานได้ทันที ไม่ต้อง export มาทำใน Excel
  • ใช้งานบน mobile ได้ ไม่ต้องอยู่หน้า desktop ตลอดเวลา
  • Workflow อัตโนมัติ สำหรับการอนุมัติและงานซ้ำ ๆ



5. ต้อง Customize เยอะหรือไม่ ถึงจะใช้งานได้จริง?


SAP Cloud ERP ถูกออกแบบบน concept ของ Clean Core ใช้ best practices ที่ SAP สร้างไว้ให้มากที่สุด และ customize เฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง ๆ ผ่าน extension tools (SAP BTP) ที่ไม่กระทบ core system



5 คำถามสำคัญในบทความนี้ ล้วนสะท้อน “จุดตัดสินใจเชิงกลยุทธ์” ที่ส่งผลต่อธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะความเชื่อเดิมเกี่ยวกับเรื่องราคา ความซับซ้อน และความเหมาะสมกับองค์กรขนาดกลาง ที่วันนี้กำลังถูกพิสูจน์ว่าอาจไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ควรเปลี่ยนหรือไม่” แต่คือ…
ระบบที่คุณใช้อยู่วันนี้ ยังรองรับการเติบโตในอนาคตได้จริงหรือเปล่า?


สิ่งที่องค์กรจำนวนมากเริ่มตระหนัก คือ “ความเสี่ยงของการรอ” อาจสูงกว่าที่คิด เพราะยิ่งธุรกิจเติบโต ช่องโหว่และความไม่มีประสิทธิภาพของระบบเดิมจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ และในหลายกรณี ต้นทุนของการ “ชะลอการเปลี่ยนแปลง” มักสูงกว่าการ “ตัดสินใจปรับตัว” ตั้งแต่วันนี้


ทำความรู้จัก I AM InstaGROW for SAP GROW FAST แพคเกจที่จะทำให้คุณเริ่มต้นใช้งานระบบ ERP ได้เร็วที่สุดเพียง 3 เดือน


ช่องทางรายละเอียด
📱 Phone+662-026-3964
📧 Emailinfo@iamconsulting.co.th
🌐 Websitewww.iamconsulting.co.th

F-Plus – Rocket Project Kick-off

F-Plus – Rocket Project Kick-off: Accelerating Digital Transformation with SAP S/4HANA Cloud (Public Edition) 🚀

บริษัท เอฟ-พลัส จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรุงรสชั้นนำแบรนด์ “ฟ้าไทย” ประกาศเริ่มต้นโครงการ “Rocket Project” อย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) สู่มาตรฐานโลก

หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Digital Transformation) โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและซัพพลายเชน ผ่าน SAP Best Practices และกลยุทธ์ Clean Core ซึ่งจะช่วยให้การบริหารต้นทุนแม่นยำ พร้อมรองรับการขยายตัวสู่ระดับสากล

I AM Consulting ภูมิใจที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนครั้งสำคัญนี้ เราพร้อมทำงานร่วมกับทีม F-Plus ภายใต้แนวคิด “One Team, One Goal” เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง คล่องตัว และก้าวข้ามทุกความท้าทายในอนาคต

Contact I AM Consulting

☎️ 02-026-3964

💌 E-mail : info@iamconsulting.co.th

💚 LINE@ : https://cutt.ly/iamline

#IAMConsulting #SAP #Fplus

#CloudERP #SAPS4HANA

#Empowerthenext

#WhenIAMpromisesIAMdelivers

SAP GROW Fast คือ อะไร? เมื่อ Cloud ERP พร้อมใช้ใน 12 สัปดาห์

หากคุณกำลังมีแผนเสนอ ERP ให้กับองค์กร และเกิดคำถามว่า ธุรกิจขนาดกลาง (Midmarket) จะเริ่มต้นใช้ Cloud ERP ได้ยังไง โดยไม่ต้องลงทุนแบบ Enterprise ขนาดใหญ่?  รีบมาทำความรู้จัก ว่า SAP GROW Fast คือ อะไร แล้วจะรู้ว่านี่คือแนวทางที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นคำตอบของโจทย์นี้


SAP GROW Fast คือ อะไร?

ลองนึกภาพตาม…

ถ้าการติดตั้ง ERP แบบเดิม เปรียบเหมือน “สร้างบ้านเองตั้งแต่ศูนย์”
ต้องออกแบบใหม่ทุกอย่าง ใช้เวลา 1–2 ปี งบประมาณบานปลาย และยังต้องปรับแก้ระหว่างทางอยู่เสมอ

SAP GROW Fast ก็เปรียบเหมือน “คอนโดพร้อมอยู่แบบ Premium”
ที่ถูกออกแบบมาจาก Best Practice ของแต่ละอุตสาหกรรม ทุกองค์ประกอบผ่านการทดสอบมาแล้ว คุณสามารถ “เข้าอยู่ได้ทันที” ด้วย “โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเพรียง” และ “รองรับการต่อขยาย” ในอนาคต


หัวใจของ SAP GROW Fast มี 3 ส่วนสำคัญ

1. Validated Scope — ขอบเขตที่ SAP การันตีแล้ว

SAP Grow Fast มาพร้อม Scope Items ที่ครอบคลุมกระบวนการหลักของธุรกิจขนาดกลาง

ทั้งหมดนี้ผ่านการทดสอบจริงในกว่า 12 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Manufacturing, Retail, Professional Services, Banking, High Tech, Automotive หรือ Chemicals

ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ไม่ต้องเสียเวลา Workshop ออกแบบนานหลายเดือน
แต่สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่ “ใช้งานได้จริง” ตั้งแต่วันแรก


2. Tools & Accelerators — เครื่องมือที่ช่วยให้ไปได้เร็วกว่า

SAP Grow Fast ใช้ SAP Activate Methodology เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะ

พร้อมเครื่องมือครบชุด ทั้ง Template, Demo Environment และ Delivery Guide
ที่ช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถนำไปใช้งานได้ทันที

ผลลัพธ์คือ… โปรเจกต์มีความชัดเจน ใช้ระยะเวลาน้อยลงถึง 40-60% และคุณสามารถมองเห็นภาพการใช้งานจริงได้ตั้งแต่วันแรก


3. Certified Partner Network — คุณไม่ได้เดินคนเดียว

SAP Grow Fast ถูกส่งมอบโดย Certified SAP Partners ที่ผ่านการอบรมและการรับรองอย่างเป็นทางการ

และในประเทศไทย I AM Consulting คือพาร์ทเนอร์รายแรกและรายเดียว ที่นำ SAP GROW มาใช้งานจริงแบบ 100% พร้อมทั้งมีประสบการณ์วางระบบจนสามารถ Go-live ได้ภายใน 3 เดือน

นั่นหมายความว่า คุณไม่ได้เริ่มต้นเพียงลำพัง แต่มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริง คอยดูแลคุณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเริ่มต้นใช้งาน ไปจนถึงการต่อยอดเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

“การเป็นทั้ง SAP Partner และ Customer ช่วยให้ I AM Consulting เข้าใจมุมมองของลูกค้าอย่างแท้จริง ตั้งแต่การตัดสินใจก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการนำ SAP มาใช้งานจริง ประสบการณ์ที่ครบวงจรตรงนี้ช่วยเพิ่มศักยภาพทีมงานให้แข็งแกร่งขึ้นทั้งด้านเทคนิคและความเข้าใจลูกค้า การมองเห็นภาพรวมทั้งหมดยังช่วยให้สามารถดึง Methodology และเครื่องมือต่างๆ ของ SAP S/4HANA Cloud Public Edition มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น นี่คือจุดที่จะเพิ่มศักยภาพและบทบาทขององค์กรในการนำเสนอ SAP ให้ลูกค้าในตลาดไทย” — คุณกุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ SAP ประจำภูมิภาคอินโดจีน

อ่านบทความฉบับเต็มจาก the people

SAP GROW Fast คือ

เตรียมความพร้อมให้องค์กรของคุณ

ทำความรู้จัก I AM InstaGROW แพ็กเกจ SAP GROW FAST จาก I AM Consulting ที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณเริ่มต้นใช้งานระบบ ERP ได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 12 สัปดาห์

ช่องทางรายละเอียด
📱 Phone+662-026-3964
📧 Emailinfo@iamconsulting.co.th
🌐 Websitewww.iamconsulting.co.th
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.