ปัจจุบันหลายองค์กรลงทุนกับ Test Automation เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการทดสอบระบบ ลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบ Manual และเพิ่มความมั่นใจก่อนการ Deploy หรือ Go-Live แต่ในความเป็นจริง หลายองค์กรพบว่า แม้จะมีระบบ Test Automation แล้ว การ Release ระบบยังคงใช้เวลานาน ทีม QA ยังต้องทำ Manual Testing จำนวนมาก และค่าใช้จ่ายในการดูแล Automation ก็เพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากการทำ Test Automation แต่เป็นเพราะแนวทางที่ใช้อยู่เริ่มไม่เหมาะกับความซับซ้อนของระบบในปัจจุบัน โดยเฉพาะองค์กรที่ต้องดูแลทั้ง SAP, Web, Mobile, API และระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงกันแบบ End-to-End
องค์กรต้องกลับมาทบทวนว่า ระบบ Test Automation ที่ใช้อยู่ กำลังส่ง “สัญญาณเตือนอันตราย” เหล่านี้อยู่หรือไม่?

1. Regression Testing ยังคงใช้เวลานานในทุกการ Release
แม้จะมี Automation แล้ว แต่ทุกครั้งที่มีการอัปเดตระบบ ทีม QA ยังต้องใช้เวลาหลายวันในการรัน Regression Test และทำ Manual Testing ซ้ำเพื่อสร้างความมั่นใจก่อน Go-Live เมื่อรอบการทดสอบใช้เวลานาน การส่งมอบฟีเจอร์ใหม่ก็ล่าช้าตามไปด้วย ทำให้ทีมพัฒนาไม่สามารถส่งมอบซอฟต์แวร์ได้ตามความเร็วที่ธุรกิจต้องการ
2. ทีม QA ใช้เวลาซ่อม Script-based มากกว่าการสร้าง Test Automation ใหม่
อีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อย สำหรับองค์กรที่ใช้ Script-based Automation (การเขียนโค้ดเพื่อทดสอบ) ปัญหาคลาสสิกที่เจอคือ “ความเปราะบางของสคริปต์” ทุกครั้งที่มีการปรับหน้าจอ หรืออัปเกรดระบบ Script-based เดิมมักจะพัง ส่งผลให้ทีมต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการMaintenance มากกว่าการออกแบบ Test Case หรือปรับปรุงคุณภาพการทดสอบมากกว่าการออกแบบ Test Case ที่สร้าง Value ให้ธุรกิจ
3. มี Test Case จำนวนมาก แต่ยังไม่มั่นใจในความครอบคลุม
หลายองค์กรมี Test Case จำนวนมาก แต่เมื่อถึงเวลาต้องทดสอบจริง กลับเลือกไม่ได้ว่าควรรันชุดไหนก่อน หรือไม่รู้ว่าชุดไหนมีความสำคัญต่อธุรกิจมากที่สุด ผลลัพธ์คือใช้เวลาทดสอบนาน และฟังก์ชันสำคัญยังเกิด Bug ก่อนนำระบบขึ้นใช้งานจริง เพราะขาดการจัดลำดับความสำคัญตามความเสี่ยงทางธุรกิจ
4. การทดสอบแยกส่วนกัน ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมระบบ (End-to-End)
Business Process ระดับ Enterprise มักเชื่อมต่อหลายระบบ เช่น SAP, Web, Mobile ไปจนถึง API แต่ใช้เครื่องมือทดสอบแยกส่วนกัน การติดตามคุณภาพแบบ End-to-End จะทำได้ยากมาก ทีมงานต้องรวบรวมผลจากหลายแหล่ง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ยากและเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบภาพรวม
ถึงเวลาหรือยัง ? เปลี่ยนมาใช้ Codeless Test Automation
หากองค์กรกำลังพบปัญหาเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวทาง Test Automation ที่ใช้อยู่เริ่มไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนมาใช้ Codeless Test Automation จาก Tricentis Tosca แพลตฟอร์มระดับโลกที่จะเข้ามาปฏิวัติกระบวนการ Enterprise Testing ให้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัด โดยไม่ต้องเขียน Code!
แนวคิดแบบ Codeless Test Automation ของ Tricentis Tosca ไม่เพียงแต่ช่วยลดเวลาในการทำ Regression Testing ลงอย่างมหาศาล แต่ยังช่วยให้ทีม QA และทีมพัฒนาสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ปิดจุดอ่อนเรื่องสคริปต์พังง่าย และรองรับการทดสอบระบบที่ซับซ้อนอย่าง SAP และ Non-SAP ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
มองหาระบบ Enterprise Testing ที่เหมาะกับองค์กร
การเลือกเครื่องมือ Test Automation ไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำงานอัตโนมัติ แต่เป็นการวางรากฐานให้การพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ในระยะยาว I AM Consulting พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบแนวทางด้าน Enterprise Testing และ Test Automation สำหรับองค์กรที่ใช้ทั้ง SAP และ Non-SAP ให้เหมาะสมแต่ละองค์กร เพื่อช่วยลดระยะเวลาการทดสอบ เพิ่มคุณภาพของซอฟต์แวร์ และสร้างความมั่นใจก่อนทุกการ Deploy และ Go-Live

สัมผัสการทำงานจริงของ Tricentis Tosca ฟรี!
ในงาน Breaking the QA Bottleneck with Tricentis Codeless Test Automation (Webinar)
เรียนรู้การยกระดับเครื่องมือทดสอบ พร้อมชม Live Demo ที่ช่วยลดเวลาในการทดสอบ เพิ่มความครอบคลุม และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของระบบ SAP และ Non-SAP และรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้อย่างรวดเร็วโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก I AM Consulting
สิ่งที่คุณจะได้ในงานนี้
✅ เจาะลึก Pain Points และขีดจำกัดของ Test Automation แบบเดิม
✅ ทำความรู้จัก Tosca และโซลูชันที่จะเข้ามาแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
✅การสาธิตการใช้งานจริง ทั้ง SAP Test, Web Test และ API Simulation
✅ การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ROI และแนวทางในการเริ่มต้นนำไปใช้
🗓 วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 | เวลา: 14.00-15.00 น.
ลงทะเบียนเข้าฟัง Webinar ฟรี! 👉 คลิก
(หมายเหตุ: ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สิทธิพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนเท่านั้น)

