ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) วิถีใหม่ของการลงนามเอกสาร ที่สะดวกและปลอดภัยกว่าที่คุณคิด

Insights 22 Apr 2022

การลงนามเอกสารนั้น หากพิจารณาดูแล้ว จะพบว่ามีความซ้ำซ้อนและต้นทุนแฝงอยู่มากมาย หากลองจินตนาการดูง่ายๆ เราจะเห็นว่าตั้งแต่เอกสารถูกจัดเตรียม จนถึงการลงนามเสร็จสิ้น เราต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ตั้งแต่กระดาษ หมึกพิมพ์ แฟ้มและซองเอกสาร ยิ่งถ้าเอกสารต้องลงนามโดยบุคคลภายนอก ก็จะมีค่าส่งเอกสาร ค่าเดินทาง รวมถึงค่าเสียเวลาและโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไปในการรอคอย นี่ยังไม่รวมถึงการจัดเก็บเอกสารที่ลงนามและการค้นหาที่ควรเรียกออกมาดูได้ง่าย หรือแม้กระทั่งกระบวนการลงนามแบบดั่งเดิมที่อาจจะมีการสัมผัสและเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19


ในปัจจุบันเราจึงเห็นว่าหลายๆ องค์กรเริ่มเปลี่ยนระบบการลงนามมาเป็นแบบดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าการลงนามดิจิทัลนั้นมีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร และมีผลรับรองทางกฎหมายหรือไม่ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกัน


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature หรือ e-Signature)


e-Signature คือ ชุดข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง ที่ใช้ระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) เพื่อแสดงว่า บุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์รองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการลงลายมือชื่อบนเอกสารกระดาษ

ตัวอย่างของรูปแบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

  • การพิมพ์ชื่อไว้ท้ายเนื้อหาของอีเมล
  • การสแกนภาพของลายมือชื่อที่เขียนด้วยมือและแนบไปกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์
  • การใช้สไตลัส (stylus) เขียนลายมือชื่อด้วยมือลงบนหน้าจอและบันทึกไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
  • การคลิกปุ่มแสดงการยอมรับหรือตกลง
  • การทำเครื่องหมายในช่องแสดงการยอมรับ
  • การใช้ลายมือชื่อดิจิทัล

 
ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature)


Digital Signature คือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบหนึ่ง ที่ได้จากกระบวนการเข้ารหัสลับของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้สามารถ ยืนยันตัวเจ้าของและสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อความและลายมือชื่อได้ หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ถ้าต้องการความมั่นคงปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ลงนาม และตรวจสอบได้ว่ามีการแก้ไขเอกสารหลังลงนามหรือไม่ ก็ควรเลือกใช้การลงนามแบบดิจิทัล


ประเภทของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทด้วยกัน ตามเกณฑ์การรองรับของกฎหมาย


มาตรา 9 – ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป
อาทิเช่น email, Pin Code, Token ซึ่งหากพิจารณาดู จะเห็นว่าใช้งานง่าย สะดวกรวดเร็ว และสามารถ “ยอมรับได้” ในทางกฎหมาย แต่หากมีกรณีพิพาท การพิสูจน์จะเป็นไปได้ยาก และต้องดูเจตนาประกอบกับวิธีการ เช่น รหัสผ่านอีเมล เป็นต้น


มาตรา 26 – ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้
คือการลงนามดิจิทัลที่มีระบบป้องกันการปลอมแปลงลายเซ็น ป้องกันการแก้ไขเนื้อหาเอกสาร สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการเข้ารหัสตามมาตรฐานสากล ซึ่งเมื่อเกิดกรณีพิพาทก็จะสามารถพิสูจน์ได้ง่ายกว่าลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์แบบทั่วไป


มาตรา 28 – ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้และผ่านการรับรอง
คือการลงนามดิจิทัลที่มีระบบป้องกันการปลอมแปลงลายเซ็น ป้องกันการแก้ไขเนื้อหาเอกสาร สามารถตรวจสอบได้ด้วยกระบวนการเข้ารหัสตามมาตรฐานสากล และ รับรองโดย Certificate Authority (CA) ที่ออกโดยผู้ให้บริการซึ่งผ่านการรับรอง หรือหากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนมาตรา 26 แต่เพิ่มเรื่องของการรับรองโดย CA


จะเลือกใช้แบบไหนดี ระหว่าง e-Signature กับ Digital Signature?


ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่อดิจิทัล มีความแตกต่างกันตรงระบบการรักษาความปลอดภัย การป้องกันการปลอมแปลงและแก้ไข ดังนั้นผู้ใช้งานควรเลือกใช้งานโดยพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของเอกสารและความเสี่ยงของการนำไปใช้  หากต้องการความมั่นคง ปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ เช่น สัญญาทางการค้าที่มีมูลค่าสูงๆ ข้อตกลงทางธุรกิจที่มีความสำคัญ  ก็ควรเลือกใช้ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เนื่องจากจะได้สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนลงนาม มีการแก้ไขเอกสารหลังลงนามหรือไม่ จะได้ช่วยยกระดับความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจต่อทั้งผู้ลงนามทั้งสองฝ่ายและองค์กรเอง


ประโยชน์จากการใช้งานลายมือชื่อดิจิทัล


1. ลดค่าใช้จ่ายขององค์กร
การลงนามเอกสารผ่านลายมือชื่อดิจิทัลจะช่วยลดค่าใช้จ่าย เช่น  ต้นทุนกระดาษ ต้นทุนเวลา ต้นทุนการพิมพ์ พื้นที่จัดเก็บ ค่าส่งเอกสาร ฯลฯ


2. ความสะดวกสบาย
ผู้ใช้งานสามารถสร้างและลงนามเอกสารได้อย่างสะดวกสบายผ่านแพลตฟอร์ม สามารถทำงานได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ จากทุกที่


3. รับรองและมีผลทางกฎหมาย
สอดคล้องตามมาตรฐานแนวทางการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และมีผลรับรองทางกฎหมาย


4. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ระบบลงนามดิจิทัล ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะลดการตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำกระดาษ หรือลดการเดินทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อน จนไปถึงลดการสัมผัสซึ่งเป็นความเสี่ยงในการติดเชื้อต่างๆ


5. มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด
มีระบบพิสูจน์ตัวตนและล็อคอุปกรณ์ในการลงนามดิจิทัล เอกสารและการลงนามได้รับการเข้ารหัสด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ Public Key Infrastructure (PKI) สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของลายมือชื่อ และข้อความอิเล็กทรอนิกส์ได้

 

iZign by I AM Consulting ระบบลงนามดิจิทัล ที่มีความปลอดภัย รองรับและสอดคล้องตามข้อกฎหมายทั้งมาตรา 9 26 และ 28


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663
 

Suggested News

จริงมั้ย จ้าง Developer Outsource ประหยัด Cost ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งเทคโนโลยีก้าวกระโดดมากเท่าไหร่ ความสำคัญของ Developer ในองค์กรยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบัน การพัฒนา Software ของธุรกิจและองค์กรเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องอาศัยการลงทุนค่อนข้างสูง บางองค์กรต้องการจ้าง Developer ในฐานะพนักงานประจำ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณที่ต้องเตรียมไว้ ทั้งในส่วนเงินเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ ที่ต้องเสริมเข้าไป ซึ่งอาจมีความเสี่ยงที่ในบางครั้งถ้าไม่มี Project ใหม่ ๆ ป้อนให้ทีม Developer องค์กรก็อาจเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้โดยเปล่าประโยชน์ ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์สร้างผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Developer Outsource ถึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจและองค์กรที่ไม่ต้องการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวนั่นเอง  ทำไมถึงต้องจ้าง Developer Outsource  สำหรับบางธุรกิจและองค์กร การจ้าง Developer ประจำ ยังคงเป็นตัวเลือกแรก ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวความลับขององค์กรรั่วไหล เชื่อว่าคนในย่อมรักษาความลับได้ดีกว่าคนนอก หากเหตุผลการเลือกจ้าง Developer แบบประจำสักคนมีเพียงแค่การรักษาความลับขององค์กร เหตุผลนี้คงหยิบมาใช้ได้ยาก  ในทางกลับกัน มาตรฐานของ Developer Outsource มืออาชีพ นอกจากจะมีการกำหนดขอบเขตของงานที่ลูกค้าต้องการแล้ว ยังมีมาตรฐานในเรื่องของการรักษาความลับของลูกค้า ที่จะมีการตกลงกันเป็นข้อกำหนดแบบลายลักษณ์อักษร (Non-Disclosure Agreement, […]

Insights

กลุ่ม Automotive มั่นใจ! เลือกใช้ระบบ eTax กับ EZTax

จริงอยู่ที่ว่า…ทุกธุรกิจในไทยต่างปรับตัวเข้าสู่ระบบ eTax แต่สำหรับธุรกิจที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง อุตสาหกรรม Automotive ที่ต้องออกใบกำกับภาษีจำนวนมากในแต่ละวัน การมีระบบ eTax จึงไม่ใช่แค่ “ใช้ได้” แต่ต้อง “ตอบโจทย์ได้จริง” และนั่นคือเหตุผลที่หลายบริษัทในกลุ่ม Automotive ไว้วางใจเลือกใช้ EZTax by I AM Consulting  เข้าใจมากกว่าระบบ คือเข้าใจธุรกิจ อุตสาหกรรมนี้ ส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทข้ามชาติจากประเทศญี่ปุ่น มีแนวนโยบายที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำ มีมาตรฐาน และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ระบบที่ใช้จึงต้องรองรับทั้งกฎหมายไทยและแนวทางของบริษัทแม่ในญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว  หนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ I AM Consulting กลายเป็นพาร์ทเนอร์ด้าน eTax ที่กลุ่ม Automotive ไว้วางใจ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ในอุตสาหกรรม และ Corporate Policy ของบริษัทญี่ปุ่น ด้วยความเป็นส่วนหนึ่งของ TIS INTEC Group จากญี่ปุ่น เราไม่เพียงพัฒนาระบบที่ถูกต้องตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรเท่านั้น แต่ยังออกแบบระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ใช้งานได้ราบรื่น ไม่มีสะดุด และตอบโจทย์ธุรกิจได้จริง ประสบการณ์ที่ได้รับการยืนยัน จากลูกค้าชั้นนำ  […]

Insights

SAP Joule คืออะไร ทำความรู้จัก AI ผู้ช่วยปฏิวัติการทำงาน

หลายคนอาจเริ่มใช้ AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงานบ้างแล้วไม่มากก็น้อย แต่รู้หรือไม่ว่าในปัจจุบันระบบ Cloud ERP ชั้นนำของโลกอย่าง SAP Business Suite ทั้ง Public และ Private Cloud Edition ได้ผสานเทคโนโลยี Generative AI ที่ชื่อว่า “ SAP Joule ” เข้ามาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการทำงานให้ง่ายขึ้นแบบไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน!   SAP Joule คืออะไร ?   คือ AI Copilot ที่ทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม SAP โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA, SAP SuccessFactors, หรือ SAP BTP (Business Technology Platform) ที่ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารกับ Joule ผ่านการถามง่าย ๆ เช่น “มีคำสั่งซื้อกี่รายการที่สร้างขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว?” ซึ่ง […]

Insights
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.