เคล็ดลับการเลือกผู้พัฒนาระบบ (Implementor) ให้ถูกใจ ฟิตกับองค์กร โครงการจบไว ได้ใจผู้บริหาร

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบคือการทำระบบให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรให้มากที่สุด และปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้การพัฒนาระบบได้สำเร็จนั้น ก็คือการเลือกผู้พัฒนาระบบ หรือ Implementor ซึ่งหลายๆองค์กรมักมองข้ามข้อนี้ไป จากการวิจัยพบว่า “มากกว่า 50% ของโครงการที่ล้มเหลวในการพัฒนาระบบ เกิดจากการเลือกทีมพัฒนาที่ผิดพลาด ไม่เหมาะกับองค์กร”


การเลือกทีมพัฒนาก็เหมือนการเลือกคู่แต่งงานให้กับองค์กร คู่ที่ดีก็จะช่วยเสริมองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ง่าย ทีมทำงานสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เพราะแน่นอนว่าทุกโครงการย่อมมีอุปสรรคเกิดขึ้นระหว่างดำเนินโครงการ แต่ผู้พัฒนาระบบที่ดีจะช่วยนำพาลูกค้าให้ไปได้ตลอดลอดฝั่ง จนลูกค้าเองรู้สึกเหมือนประหนึ่งว่า ผู้พัฒนาระบบนั้นเป็นเสมือนหนึ่งพนักงานในองค์กรของตน ที่มีความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน และในทางตรงกันข้าม หากเลือกคู่ที่ไม่มีความเข้าใจมากเพียงพอ ก็อาจเกิดความผิดพลาดในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบที่มีมูลค่าสูง จะส่งผลกระทบทั้งในเรื่องของงบประมาณและระยะเวลาดำเนินการ


ทั้งนี้ทีมพัฒนาที่ “ใช่” หมายความว่า ต้องเป็นผู้พัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในเรื่องธุรกิจขององค์กร รายละเอียดของโครงการ จนถึงความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กร และจากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในการเป็นที่ปรึกษามานาน เรามีเคล็ดลับที่จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกทีมพัฒนาที่ถูกใจ ฟิตกับองค์กร ได้ใจผู้บริหาร ทำให้โครงการจบไว มาฝากดังนี้


1.มีความชัดเจนในความต้องการขององค์กร


ไม่มีใครรู้ความต้องการ และธุรกิจขององค์กรมากกว่าตัวองค์กรเอง ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มต้นหา ทีมพัฒนา ก็คือการเตรียม Business Need Requirement ให้ชัดเจน ว่าคุณต้องการอะไร และอยากให้ผลลัพธ์ออกมาอย่างไร เพื่อความกระชับรวดเร็วของการทำงาน หากองค์กรสามารถ Simplify Business Process สรุปข้อกำหนดของตัวเองให้ชัดเจนก่อน ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลา และเป็นข้อมูลให้กับทีมพัฒนาไปศึกษาหาแนวทางมาช่วยแนะนำได้ดีขึ้น


2.ทำความเข้าใจซอฟท์แวร์


องค์กรต้องมั่นใจว่า Software Vendors ที่จะเลือกใช้นั้นเหมาะกับองค์กรของเรา มี Features / Functions ตรงตามความต้องการ สามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มที่ในทุกๆโมดูล เพราะหากเราจะลงทุนแล้วก็ควรมั่นใจว่าจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า และต่อยอดได้ในอนาคตหากองค์กรมีโจทย์หรือความต้องการเพิ่มเติม  จากนั้นจึงค่อยมองหาทีมพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับซอฟท์แวร์นั้นๆ


3.เลือกทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์และเหมาะกับธุรกิจ


บ่อยครั้งที่องค์กรเลือกทีมพัฒนาจากชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียว เราควรเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะกับตัวขององค์กร โดยพิจารณาจากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในเรื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เนื่องจากทีมพัฒนาที่เข้าใจธุรกิจจะสามารถนำ Best Practice มาประยุกต์ช่วยพัฒนาให้องค์กรทรานสฟอร์มได้มากกว่า


4.เลือกทีมพัฒนาที่เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร


ในการดำเนินโครงการ Teamwork เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะต่อให้ทีมพัฒนามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์มากเพียงใด โครงการก็ไม่อาจสำเร็จได้หากทีมพัฒนาไม่สามารถทำงานร่วมกับคนขององค์กร เราจำต้องเลือกทีมพัฒนาที่มี “จริต” การทำงานที่ตรงกัน ถ้าองค์กรของคุณมี Best Practice  และมาตรฐานที่สูง ก็ต้องเลือกทีมพัฒนาที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่คล้ายคลึงกัน และหากองค์กรของคุณมีความยืดหยุ่นในกระบวนการทางธุรกิจ ก็ควรหาทีมงานที่สามารถเปิดรับความยืดหยุ่นนี้ได้ บ่อยครั้งที่โครงการไม่สามารถสำเร็จลุล่วงได้ จากความไม่ลงรอยในการทำงานระหว่างองค์กร และทีมพัฒนาที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันสุดขั้ว


5.การต่อรอง (Negotiation)


การต่อรองเป็นอีกขั้นตอนที่ไม่ควรละเลย เพราะมีความละเอียดอ่อน เป้าหมายของการต่อรอง คือช่วยให้โครงการครอบคลุม และคุ้มค่ากับการลงทุน ชึ่งไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของจำนวนงบประมาณเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงความคุ้มค่า อย่าลืมว่าระบบจะอยู่กับองค์กรไปอีก 5-10 ปี  ดังนั้นต้องมองให้ครบทุกมุมมอง ตั้งแต่ ค่า License ไปจนถึงการดูแลรักษาระบบ หากการต่อรองมีความไม่เป็นธรรมมากจนเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของโครงการที่อาจจะล่มได้ในอนาคต บางครั้งข้อเสนอที่ดีเกินไป ก็ต้องระวังว่ามันเป็นไปได้จริงหรือไม่ “Too good to be true”


6. เพิ่มความเห็นจากมุมมองที่สาม (Third Party opinion)


หากยังไม่มั่นใจในการพิจารณา องค์กรสามารถจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยเลือกทีมพัฒนา เพราะมุมมองของบุคคลที่สามจะช่วยให้มองเห็นได้รอบด้าน ในบางกรณีอาจจะว่าจ้างให้เข้าร่วมเป็น Project Management Office หรือ PMO ในโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาโครงการจะประสบความสำเร็จอย่างเต็มประสิทธิภาพ


สำหรับองค์กรที่พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ จะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนด้านเวลาและงบประมาณ ซึ่งไม่มีช่องว่างให้เกิดข้อผิดพลาดได้ การเลือกทีมพัฒนาให้เหมาะสมถือเป็นอีกหัวข้อที่ไม่ควรละเลย เพราะการเริ่มต้นที่ดี จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


I AM Consulting เล็งเห็นถึงความสำคัญในหัวข้อนี้เป็นอย่างยิ่ง จึงรวบรวมนำเคล็ดลับต่างๆ มาช่วยเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้กับทุกองค์กร และเราพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาระบบไอทีให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.iamconsulting.co.th


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

E-mail: info@iamconsulting.co.th
Facebook: https://facebook.com/IAMConsultingTH/
Phone Number: 02 690 3663

 

Paperless Organization เริ่มต้นทรานสฟอร์มองค์กรของคุณสู่ดิจิทัลด้วยการจัดการเอกสารอัจฉริยะ

ในปัจจุบันคนไทยใช้กระดาษเฉลี่ยปีละเกือบ 4 ล้านตัน หรือ คนละประมาณ 60 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งหมายถึงการตัดต้นไม้กว่า 66 ล้านต้นต่อปี หรือคิดง่ายๆ คือทุกนาที จะมีต้นไม้ 126 ต้นถูกโค่นลง กระดาษเก่า 1 ตัน สามารถทดแทนการตัดต้นไม้เพื่อนำมาผลิตกระดาษได้ถึง 15 ต้น แค่เราช่วยกันใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า ก็จะช่วยรักษาชีวิตต้นไม้ได้ถึง 1.3 ล้านต้นต่อปี และหากองค์กรต่างๆช่วยกันผลักดันระบบการทำงานที่ไม่ต้องใช้กระดาษเลยหรือใช้น้อยที่สุด (Paperless Organization) เราจะช่วยรักษาต้นไม้ให้อยู่กับโลกของเราได้มากขนาดไหน


ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกองค์กรต่างตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมุมของธุรกิจ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ และสิ่งแวดล้อม ในการเร่งปรับองค์กรสู่ดิจิทัลนั้น (Digital Transformation) หนึ่งในยุทธศาสตร์พื้นฐานที่ทุกองค์กรนำมาใช้ปูพื้นเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของพนักงานก็คือการลดการใช้กระดาษนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเราจะสามารถลดการใช้กระดาษได้ องค์กรก็ต้องมีระบบการทำงานที่ไม่ต้องพึ่งพากระดาษ ระบบที่สามารถจัดเก็บเอกสารในรูปแบบดิจิทัล สามารถเรียกออกมาดูได้ง่าย รวมไปถึงการนำไปใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นการทบทวน อนุมัติ รวมไปถึงการนำมาวิเคราะห์ผล ที่จะต้องสามารถทำงานได้คล่องตัว ซึ่งระบบที่กล่าวมานี้ก็คือระบบ Enterprise Content Management หรือที่เราเรียกกันย่อๆ ว่า “ECM” นั่นเอง


Digitization องค์กรด้วยระบบ ECM


Enterprise Content Management หรือ ECM   เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดการกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ทั้งการจัดทำ จัดการและจัดเก็บรักษาข้อมูลขององค์กร เป็นเครื่องมือจัดเก็บในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไร้กระดาษ แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบการจัดการออฟฟิศแบบเดิมที่ใช้ระบบเอกสารกระดาษเป็นหลัก ถือเป็นก้าวแรกสำหรับการเข้าสู่ Digital Transformation อย่างเต็มตัว


I AM Consulting ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบ Enterprise Content Management มายาวนานกว่า 16 ปี เรามองเห็นว่า องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการข้อมูลใหม่ เพราะข้อมูลเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของการนำไปต่อยอด องค์กรต้องสามารถนำเอามาใช้งานเพื่อสร้างคุณค่าลูกค้าและความได้เปรียบทางธุรกิจแก่ตนเองได้ ที่ผ่านมาหลายองค์กรนำเอาระบบ ECM พื้นฐานมาใช้จัดการข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของข้อมูลดิจิทัล ทำให้ความต้องมองหาฟีเจอร์ใหม่ๆ ตลอดเวลาเพื่อมาพัฒนาในด้านการบริหารงานหลังบ้าน การบริการลูกค้า รวมถึงจัดการความเสี่ยงต่างๆ


แพลตฟอร์ม OpenText™ Extended ECM เป็นเครื่องมือที่ช่วยบูรณาการซอฟท์แวร์เอนเทอร์ไพรส์ ซึ่งสามารถรองรับข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA , Oracle, Salesforce , Microsoft Office 365  หรือ ซอฟท์แวร์อื่นๆ ให้สามารถทำงานร่วมกับระบบจัดการข้อมูลได้อย่างไร้รอยต่อและมีประสิทธิภาพ (Seamless Integration) ซึ่งมีฟีเจอร์การทำงานที่ครอบคลุมดังนี้


Integrations to Enterprise Applications


เชื่อมต่อกับซอฟท์แวร์เอนเทอร์ไพรส์ หรือระบบ ERP ต่างๆ เช่น SAP S/4HANA และ Oracle E-Business Suite ระบบ HR อย่าง SAP SuccessFactors ระบบ CRM เช่น Salesforce หรือโปรแกรมการจัดการการทำงาน เช่น MS Office 365, Sharepoint และ MS Teams


Intuitive User Experience


การออกแบบประสบการณ์ของผู้ใช้งาน หรือการออกแบบ UX (User Experience) ให้ตอบสนองกับผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาข้อมูลที่จำเป็น ผ่าน Smart View รวมทั้งสามารถทำงานได้ง่ายๆ จาก Web browser และ Mobile devices สนับสนุนวิถีการทำงาน Work From Anywhere


Connected Workspaces


ซอฟท์แวร์ ECM ซึ่งพัฒนาโดยมี Workspace Templates ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องไปกับกระบวนการทางธุรกิจ โดยฟีเจอร์นี้สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลจากระบบงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ลูกค้า สินค้า พนักงาน คำสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือ กิจกรรมทางธุรกิจอื่นๆ  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเชื่อมต่อมายังระบบจัดการเอกสารโดยอัตโนมัติเมื่อมีการทำรายการจากระบบต้นทาง


Automated Classification & Metadata Management


การจัดประเภทเอกสารอัตโนมัติ และการจัดการรายละเอียดข้อมูล ด้วยการทำงานแบบ Intelligent Automation ที่ช่วยจัดการไฟล์เอกสารและกระบวนการทางธุรกิจให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดในกระบวนการทำงานที่เป็น Manual


Core Share


สามารถแชร์ข้อมูลออกไปสู่หน่วยงานหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานได้


Core Signature


การลงนามเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในรูปแบบ Electronic และ Digital Signature


ฟีเจอร์ที่กล่าวมาจะช่วยให้เกิดการทำงานในรูปแบบใหม่ กระชับขั้นตอนการทำงานให้เป็นแบบอัตโนมัติ  ลดความยุ่งยากในการใช้งานด้วยอินเทอร์เฟสที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถเห็นมุมมองแบบ 360 องศา ช่วยให้เห็นข้อมูลที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้างได้ในหน้าจอเดียว ไม่ต้องสลับหน้าจอโปรแกรมไปมา สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อีกทั้งยังมี Workspace ที่ช่วยเชื่อมต่อพื้นที่การทำงานให้ถึงกัน  ทำให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันในโลกเสมือนได้อย่างราบรื่น ไม่ติดขัด และเห็นกระบวนการทำงานร่วมกัน เป็นภาพเดียวกันทั้งหมด  ที่สำคัญมีความปลอดภัยสูง ด้วยระบบจัดเก็บข้อมูลที่รองรับการทำงานทั้งรูปแบบคลาวด์ หรือ On-Premise ตอบสนองรูปแบบการทำงานในปัจจุบันบนอุปกรณ์มือถือช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม


สุดท้ายต้องอย่าลืมว่าการเลือกระบบมาใช้ในองค์กรนั้น ระบบจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน ดังนั้นต้องไม่ลืมเลือกระบบที่มีผู้ดูแลอยู่ในประเทศไทย เมื่อมีปัญหาสามารถติดต่อได้ง่าย มีทีมเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที สำหรับองค์กรและธุรกิจที่สนใจ แพลตฟอร์ม OpenText™ Extended ECM สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมมาได้ที่ www.iamconsulting.co.th/product/opentext หรือ info@iamconsulting.co.th

การบริหารจัดการเวลาพนักงาน สำหรับองค์กรในยุคดิจิทัลด้วย IPOP HR CLOUD SOLUTION

การบริหารจัดการเวลาและการบันทึกเวลาเข้า-ออกของพนักงานสามารถทำได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการเซ็นชื่อ การตอกบัตร การสแกนลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้า แต่ไม่ว่าองค์กรจะประยุกต์ใช้วิธีการใดก็ยังปรากฏปัญหาขึ้นอยู่บ่อยๆ เช่นการลงเวลาเท็จ การตอกบัตรแทนกัน หรือเครื่องบันทึกเวลาเกิดข้อผิดพลาด อีกทั้งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของ Covid-19 การบันทึกเวลาบางวิธีก็อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย อีกทั้งไม่เอื้ออำนวยหากบริษัทมีนโยบายให้พนักงานปฏิบัติงานจากที่บ้าน (Work from Home)  เช่นการต่อแถวตอกบัตร หรือใช้เครื่องบันทึกเวลาร่วมกัน ด้วยเหตุนี้หลายๆองค์กรพยายามมองหาเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการเวลาพนักงาน โดยโซลูชั่นที่ดีนั้นจะต้องสามารถปรับใช้กับองค์กรได้อย่างไร้รอยต่อ สามารถลดต้นทุน เพิ่มความปลอดภัย ความสะดวก พนักงานเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาแบบ Real time มีความแม่นยำ และช่วยลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่ HR กับพนักงานในองค์กรได้


IPOP HR Cloud Solution


หนึ่งในแพลตฟอร์ม HR ที่ดีที่สุด ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยทีมที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารงาน HR โดยความสามารถของโปรแกรมครอบคลุมทั้ง 3 ระบบงานหลักที่จำเป็นกับองค์กรได้แก่ ระบบจัดเก็บโครงสร้างองค์กรและข้อมูลพนักงาน (Employee Profile) ระบบบริหารจัดการเวลา (Time Management) และระบบจัดการเงินเดือน (Payroll) รวมถึงได้รับการรับรอง ISO 27001 ที่เป็นการรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลองค์กรอีกด้วย


โดยระบบบริหารจัดการเวลา (Time Management) ของ IPOP มีฟีเจอร์โดดเด่นมากมายที่สามารถตอบโจทย์แก่องค์กรไม่ว่าจะเป็น

  • รองรับการกำหนดปฏิทินวันหยุด ตารางการทำงาน ประเภทวันลา และ สิทธิการลาที่แตกต่างกันตามสิทธิของพนักงาน
  • การ Check in/Check out ผ่านทางสมาร์ทโฟนเพื่อบันทึกเวลาเข้าออก รวมถึงใช้งาน Self Service ในการสร้างคำขอการลา ค่าล่วงเวลา  สลับตารางการทำงาน และปฏิบัติงานนอกสถานที่
  • ความสามารถจัดตารางการทำงานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น พนักงานประจำ พนักงานกะ หริอ พนักงานชั่วคราว และตรวจสอบข้อมูลการมาปฏิบัติงานของทีม รวมถึงจัดการอนุมัติคำขอผ่าน Self Service
  • ความสามารถจับคู่การบันทึกเวลาเทียบกับตารางการทำงาน ปฏิทินวันหยุด วันลา และการขอล่วงเวลาอย่างแม่นยำ เพื่อประมวลผลและนำผลลัพธ์ไปใช้ สำหรับการคำนวณเงินเดือน


อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://ipop-hr.iamconsulting.co.th/%e0%b8%9a%e0%b8%a3…/

More information & Demo: https://ipop-hr.iamconsulting.co.th/

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.