เข้าใจแนวคิด Clean Core SAP ERP ยุคใหม่ที่คล่องตัวกว่าเดิม

Insights 9 Dec 2025

ระบบที่ดี “หลังบ้านต้องคลีน” จริงไหม?

 

ถ้าย้อนกลับไปในยุค SAP ECC หลายองค์กรคงคุ้นเคยกับการ Customize “อยากได้อะไรก็เสริมเพิ่มเข้าไป”  ซึ่งการทำแบบนั้นให้ประโยชน์ในช่วงเริ่มต้น เพราะองค์กรได้ระบบที่ตรงความต้องการ 100% แต่ระยะยาวกลับกลายเป็นภาระหนัก โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาจะอัปเกรดเวอร์ชัน การ Customize ที่มากเกินไป มักนำไปสู่ปัญหายากในอนาคต ต้องมาไล่แก้โคด แก้โปรแกรม ทำให้ใช้ทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับระบบใหม่

ปัญหาเหล่านี้ คือเหตุผลที่หลายองค์กร เริ่มตั้งคำถามว่า “เราจะเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ บนระบบ SAP ได้อย่างไร…โดยไม่ทำให้ระบบหลักพัง?” ซึ่งคำถามนี้คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Clean Core “สร้างนวัตกรรมโดยไม่แตะโคดหลัก” เพื่อให้ระบบ SAP ของคุณ “อัปเกรดง่าย คล่องตัว และพร้อมต่อยอดได้ตลอดเวลา”

 

Clean Core คืออะไร?
 

Clean Core แนวทางเชิงกลยุทธ์ของ SAP ที่เน้นให้ลูกค้า สร้างนวัตกรรม ขยายขีดความสามารถของระบบ ERP โดยไม่แตะโคดหลักของระบบ พูดง่าย ๆ ก็คือ องค์กรสามารถเพิ่มฟีเจอร์ สร้างแอป หรือออกแบบ workflow ใหม่ ๆ ที่อยู่ภายนอก Core ได้ ด้วยการ Extension หรือ Integration อยู่บนแพลตฟอร์มภายนอก อย่างการใช้ SAP BTP (SAP Business Technology Platform) แทนการเขียนโคด ABAP ลงใน Core โดยตรง

แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคเท่านั้น แต่มันคือ แนวทางในการสร้างองค์กรที่พร้อมต่อยอดสำหรับอนาคต เพราะเมื่อระบบหลักสะอาด (Clean) องค์กรจะสามารถอัปเกรดระบบได้ตลอดเวลา รองรับนวัตกรรมใหม่จาก SAP ได้ทันที ลดภาระการบำรุงรักษา และที่สำคัญ เปิดโอกาสให้พัฒนาและขยายระบบได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
 

Clean Core Extensibility Model ใหม่ของ SAP (A–D)
 

ก่อนหน้านี้ SAP เคยใช้โมเดล 3 tier ได้แก่ Cloud development, Cloud API enablement และ Legacy Development แต่ยังมีช่องว่างในแง่ของความชัดเจน และครอบคลุมปัญหา SAP จึงเปลี่ยนจากโมเดล 3-tier มาเป็นแนวคิด Clean Core Level เพื่อปรับปรุงความโปร่งใสและนำเสนอแนวทางที่ครอบคลุมสำหรับการจัดการ extensibility ภายใน SAP S/4HANA Cloud ได้ง่ายขึ้น โมเดลใหม่นี้จะแบ่งส่วนเป็น 4 ระดับ ได้แก่ A, B, C และ D เพื่อช่วยให้ลูกค้าประเมินคุณภาพและความเสถียรของ extensibility ได้อย่างละเอียดมากยิ่งขึ้น

 

  • ระดับ A – “Extend with SAP Build” (Clean ที่สุด)

ใช้เฉพาะ Released APIs ที่ได้รับการรับรองจาก SAP ว่าหลังการอัปเดตครั้งถัดไปจะไม่มีปัญหาต่อการใช้งาน ด้วยการอัปเกรดระบบได้โดยไม่ต้องแก้โคด เหมาะสำหรับสร้างแอปใหม่ ซึ่งพัฒนาได้ผ่าน SAP BTP ทั้งแบบ Low-code และ Pro-code เช่น การสร้างแอปอนุมัติใบสั่งซื้อบนมือถือ, ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติผ่าน SAP Build Process Automation ที่สร้างบน BTP โดยไม่แตะระบบหลักเลย

  • ระดับ B – “Leverage Classic APIs”

สามารถใช้ classic APIs ของ SAP ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่มีปัญหาต่อการใช้งานหลังการอัปเกรด เหมาะสำหรับงานที่ต้องการเชื่อมต่อหรือดึงข้อมูล เช่น การใช้ BAPI เพื่อสร้างรายงานยอดขายแบบ Real-time หรือการสร้าง ALV รายงานแบบ Custom สำหรับฝ่ายบัญชี แนวทางนี้ยังถือว่า “clean” และมีความเสถียรสูงหลังการอัปเกรด

  • ระดับ C – “Access Internal Objects”

สามารถใช้ SAP internal objects ที่ไม่ได้เป็น released APIs หรือได้รับการ support อย่างเป็นทางการ แม้จะไม่แนะนำ แต่ปัจจุบัน SAP ได้จัดทำ Change-Log สำหรับ SAP objects เพื่อช่วย monitor ความเสี่ยงให้องค์กรคาดการณ์และระบุผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการอัปเกรดได้ล่วงหน้า เช่น การใช้โคด ABAP เข้าถึง Table ภายในที่ SAP ไม่เปิด API ให้ อาจใช้ได้ในบางกรณี แต่ต้องดูแลใกล้ชิดเมื่อระบบอัปเกรด

  • ระดับ D – “Not Recommended extensions”

เป็นการทำ Extension ที่ “ไม่ clean” เช่น การปรับเปลี่ยนโคด SAP การเขียนข้อมูลลงฐานข้อมูล การทำ implicit enhancements หรือการใช้ object ที่ถูกระบุว่า “noAPI” ใน Cloudification Repository วิธีเหล่านี้สร้างความเสี่ยงสูงทั้งต่อการอัปเกรดและการบำรุงรักษา เพราะอาจทำให้ระบบเกิดข้อผิดพลาดในอนาคต อัปเกรดได้ยาก และสะสม “technical debt” ที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการแก้ไขภายหลัง

 

เป้าหมายขององค์กรยุคใหม่ คือทำให้ extensibility อยู่ในโซน A–B ให้ได้มากที่สุด แนวทางการแบ่งระดับ A-D ต้องคำนึงถึงความซับซ้อนในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ทุก extensions ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงหรือ implement เป็น ระดับ A ได้ทันที แต่ตอนนี้องค์กรสามารถตัดสินใจเลือกระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขให้มีประสิทธิภาพ

 

ข้อดีของ Clean Core Extensibility

  1. รองรับการอัปเกรดระบบได้ง่าย : การไม่แก้ไขโคดหลักของ SAP ช่วยให้สามารถอัปเกรดเวอร์ชันใหม่ได้โดยไม่ต้องแก้ไขหรือทดสอบซ้ำมาก
  2. ลดความเสี่ยงในการพัฒนา : การใช้ APIs ที่ได้รับการรับรองและการพัฒนาแยกจากระบบหลักช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดหรือ bug ที่อาจกระทบระบบหลัก
  3. เพิ่มความเร็วในการพัฒนาและนำไปใช้ : การใช้ SAP BTP หรือ In-App Extensibility ช่วยให้สามารถพัฒนาและ deploy ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงในระบบหลัก
  4. ลดต้นทุนการบำรุงรักษา : ระบบที่ clean และไม่ซับซ้อนช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
  5. เพิ่มความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับระบบอื่น : สามารถเชื่อมต่อกับระบบภายนอกผ่าน API หรือ Integration Suite ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาการแก้ไขระบบหลัก
  6. สนับสนุนการทำงานแบบ Agile และ DevOps : การพัฒนาแยกจากระบบหลักช่วยให้สามารถทำงานแบบ iterative และ continuous delivery ได้ง่ายขึ้น
  7. สอดคล้องกับแนวทางของ SAP ในอนาคต : SAP กำลังผลักดันให้ลูกค้าเปลี่ยนมาใช้ Clean Core เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Cloud และนวัตกรรมใหม่ ๆ

 

แนวคิด Clean Core ต้องปรึกษา I AM Consulting

 

การสร้างนวัตกรรมบนระบบ SAP ไม่ใช่แค่เรื่อง “เทคนิค” แต่มันคือการเชื่อมโยงระหว่าง “ธุรกิจ” และ “เทคโนโลยี”

I AM Consulting เข้าใจทั้งสองด้านนี้อย่างแท้จริง เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้ง SAP S/4HANA Cloud และ SAP BTP พร้อมประสบการณ์ในการพัฒนาระบบที่สอดคล้องกับแนวทาง Clean Core ของ SAP ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เราทำงานในฐานะ Trusted Partner ขององค์กร ไม่ใช่แค่ “พัฒนาแอป” แต่ช่วยออกแบบ “กลยุทธ์การขยายระบบ” ที่เหมาะกับคุณที่สุด เพื่อให้คุณได้ระบบที่ดี คุ้มค่า เพราะเราเข้าใจว่าระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกยาวนาน
 

พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์ : 02-026-3964

E-mail : info@iamconsulting.co.th

LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

Suggested News

รู้จัก EZ Full Tax Request ระบบที่ให้ลูกค้าของคุณออก ใบกำกับภาษีเต็มรูป ด้วยตนเอง

สำหรับร้านค้าปลีก (Retail) การให้บริการที่รวดเร็วและสะดวกสบายถือเป็นหัวใจสำคัญ การออก ใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice) เป็นอีกหนึ่งบริการสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงโครงการ ช้อปดีมีคืน หรือ Easy e-Receipt ที่ลูกค้าสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่การออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบเดิมอาจมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานานเพื่อช่วยให้การออกใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ” EZ Full Tax Request ” จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจในปัจจุบัน   EZ Full Tax Request คืออะไร?   EZ Full Tax Request คือระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย  โดยสแกน QR Code บนใบกำกับภาษีอย่างย่อที่ได้รับ หลังจากมีการซื้อสินค้า หรือการใช้บริการ ไม่ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อนหรือรอให้พนักงานของบริษัทจัดการ สะดวกและลดเวลา ทั้งยังช่วยให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการให้บริการ   จุดเด่นของ EZ Full Tax Request     ทำไมถึงควรเลือกใช้ EZ Full […]

Insights

ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) วิถีใหม่ของการลงนามเอกสาร ที่สะดวกและปลอดภัยกว่าที่คุณคิด

การลงนามเอกสารนั้น หากพิจารณาดูแล้ว จะพบว่ามีความซ้ำซ้อนและต้นทุนแฝงอยู่มากมาย หากลองจินตนาการดูง่ายๆ เราจะเห็นว่าตั้งแต่เอกสารถูกจัดเตรียม จนถึงการลงนามเสร็จสิ้น เราต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ตั้งแต่กระดาษ หมึกพิมพ์ แฟ้มและซองเอกสาร ยิ่งถ้าเอกสารต้องลงนามโดยบุคคลภายนอก ก็จะมีค่าส่งเอกสาร ค่าเดินทาง รวมถึงค่าเสียเวลาและโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไปในการรอคอย นี่ยังไม่รวมถึงการจัดเก็บเอกสารที่ลงนามและการค้นหาที่ควรเรียกออกมาดูได้ง่าย หรือแม้กระทั่งกระบวนการลงนามแบบดั่งเดิมที่อาจจะมีการสัมผัสและเกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันเราจึงเห็นว่าหลายๆ องค์กรเริ่มเปลี่ยนระบบการลงนามมาเป็นแบบดิจิทัลกันมากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าการลงนามดิจิทัลนั้นมีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร และมีผลรับรองทางกฎหมายหรือไม่ วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกัน ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Signature หรือ e-Signature) e-Signature คือ ชุดข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง ที่ใช้ระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) เพื่อแสดงว่า บุคคลดังกล่าวยอมรับข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์รองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้มีผลทางกฎหมายเช่นเดียวกับการลงลายมือชื่อบนเอกสารกระดาษ ตัวอย่างของรูปแบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์  ลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) Digital Signature คือ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบหนึ่ง ที่ได้จากกระบวนการเข้ารหัสลับของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยให้สามารถ ยืนยันตัวเจ้าของและสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของข้อความและลายมือชื่อได้ หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ถ้าต้องการความมั่นคงปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้ลงนาม และตรวจสอบได้ว่ามีการแก้ไขเอกสารหลังลงนามหรือไม่ […]

Insights

5 เหตุผลที่ บริษัทประกัน ควรทำ e-Stamp Duty

ในโลกที่ธุรกรรมต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล บริษัทประกัน ที่มีเอกสารจำนวนมากและต้องจัดการด้านภาษีอากรอยู่ตลอด ควรให้ความสำคัญกับการปรับระบบไปสู่ e-Stamp Duty หรือการชำระอากรแสตมป์แบบอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับการนำ Digital Signature (ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์) มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่า และนี่คือ 5 เหตุผล ที่บริษัทประกันไม่ควรรอช้าที่จะเริ่มทำระบบ e-Stamp Duty 1. ลดต้นทุนและเวลาในการจัดการเอกสาร การพิมพ์เอกสาร ทำสำเนา ซื้อแสตมป์อากรแบบดั้งเดิม และจัดเก็บเอกสารภาษีจำนวนมหาศาลในแต่ละปี คือภาระที่สิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณ การเปลี่ยนมาใช้ เอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Stamp Duty ช่วยให้สามารถทำสัญญา และชำระอากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที ลดขั้นตอนการจัดส่งเอกสาร ลดเวลาจัดซื้อแสตมป์อากร ลดความผิดพลาด และทำให้การตรวจสอบย้อนหลังทำได้ง่ายขึ้น 2. ปิดจุดเสี่ยงการทุจริต เพิ่มความโปร่งใส การแปะอากรแสตมป์ด้วยมือแบบดั้งเดิม มีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง และอาจมีความเสี่ยงเรื่องอากรแสตมป์ปลอม แต่ e-Stamp Duty ทำให้ข้อมูลการชำระอากรถูกบันทึกในระบบกลางของกรมสรรพากร มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบได้ 100% และยังสามารถผูกกับ Digital […]

Insights
Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.