MOVE to RISE ก้าวไปกับ Journey Map ที่ใช่ สู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล

Insights 29 Oct 2024

RISE with SAP เป็นโซลูชันที่ช่วยองค์กรต่าง ๆ ในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการยกระดับระบบ ERP และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เหมาะสมกับอนาคต การ MOVE to RISE นั้นเกี่ยวโยงกับกระบวนการทำงานทั้งหมดในองค์กรจึงต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ I AM Consulting จะขอพูดถึง journey map ที่ชัดเจน เพื่อช่วยให้องค์กรของคุณพร้อมในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้!

Journey Map


0. Information Preparation: การเตรียมข้อมูลเบื้องต้น
ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมข้อมูลและประเมินความพร้อมขององค์กรก่อนที่จะเริ่มการย้ายไป RISE เครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยในขั้นตอนนี้คือ:


•    SAP Signavio Process Insight: เครื่องมืออัตโนมัติที่ช่วยในการวิเคราะห์กระบวนการทำงานในปัจจุบันและชี้ให้เห็นปัญหาหรือโอกาสในการปรับปรุง
•    S/4HANA Readiness Check: เครื่องมือวิเคราะห์ความพร้อมของระบบที่ใช้อยู่ โดยจะช่วยให้เห็นปัญหาทางเทคนิคและการปรับปรุงที่จำเป็นก่อนการย้ายไป S/4HANA การเตรียมข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีภาพรวมที่ชัดเจนในการเริ่มต้น และช่วยลดความเสี่ยงในกระบวนการย้ายระบบ


1. Understand Business Needs: เข้าใจความต้องการของธุรกิจ
การทำความเข้าใจกับความต้องการของธุรกิจและระบบที่ใช้อยู่เป็นขั้นตอนสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย:


•    รวบรวมปัญหาหรือข้อจำกัดในระบบปัจจุบัน เช่น ความล่าช้า, การขาดประสิทธิภาพ หรือการทำงานที่ไม่เชื่อมต่อกัน
•    การกำหนดขอบเขตของธุรกิจใหม่หรือปรับลำดับความสำคัญของธุรกิจตามกลยุทธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
•    การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางเทคนิคปัจจุบันและแผนระยะยาว ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถระบุและจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องการแก้ไขได้อย่างชัดเจน


2. Solution Mapping: การจับคู่โซลูชัน
หลังจากที่เข้าใจความต้องการของธุรกิจแล้ว การกำหนดโซลูชันที่เหมาะสมกับองค์กรเป็นขั้นตอนต่อมา ซึ่งต้องทำการสรุปและจัดลำดับความสำคัญของโซลูชันที่รองรับความต้องการของธุรกิจอย่างตรงจุด ทั้งในด้านกระบวนการและโครงสร้างเทคโนโลยี การทำ Solution Mapping จะช่วยให้องค์กรสามารถเลือกฟังก์ชันหรือโมดูลต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับธุรกิจ และสามารถรองรับการขยายตัวในอนาคตได้


3. Define Implementation Approach: กำหนดแนวทางการดำเนินการ
การเลือกแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมในการย้ายระบบเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก โดยมีแนวทางหลัก 3 รูปแบบ:

•    New Implementation (Greenfield): การเริ่มต้นการติดตั้งระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและข้อมูลตั้งแต่ต้น ข้อมูลที่จะย้ายขึ้นสู่ระบบใหม่ จะเป็นเฉพาะข้อมูลคงค้าง (Outstanding) เท่านั้น รวมถึงสามารถใช้ Innovation ใหม่ๆจากระบบ SAP S/4HANA ได้แบบเต็มประสิทธิภาพ
•    System Conversion (Brownfield): การย้ายข้อมูลจากระบบเดิมไปสู่ SAP S/4HANA โดยตรง โดยใช้กระบวนการทำงานในรูปแบบเดียวกับระบบเดิม และสามารถใช้ Innovation ใหม่ๆจากระบบ SAP S/4HANA ได้
•    Selective Transition (Bluefield): การรวมข้อดีของทั้งสองแนวทาง โดยเลือกย้ายเฉพาะส่วนที่จำเป็นในการปรับปรุง การเลือกแนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานะและเป้าหมายทางธุรกิจขององค์กร รวมถึงการประเมินทรัพยากรและเวลาในการดำเนินการ


4. Finalize Your Journey: สรุปเส้นทางและเตรียมความพร้อม
ในขั้นตอนสุดท้าย การเตรียมความพร้อมและสรุปแนวทางการดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญ โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ:


•    ROI (Return on Investment): คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน โดยใช้สูตร ROI = ประโยชน์ทางธุรกิจ – ต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของ (TCO)
•    Finalize Implementation Approach and Plan: สรุปและยืนยันแนวทางการดำเนินการและแผนการย้ายระบบอย่างเป็นทางการ เพื่อให้พร้อมสำหรับการ MOVE to RISE ได้ทันที


การ MOVE to RISE ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงระบบซอฟต์แวร์ แต่มันคือการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจ ปัจจุบันมีเครื่องมือใหม่ชื่อว่า SAP Signavio  ด้วยหลักการ Fast Time to Insight , Fast Time to Adapt ระบบจะช่วยดึงข้อมูลจากระบบมาวิเคราะห์กระบวนการทำงานเดิม แล้วแนะนำ Business Process ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดเวลาในการวิเคราะห์ และการทำ Workshop หรือ สัมภาษณ์กระบวนการทำงานของพนักงานในองค์กร


ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ การเลือกทีมที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญและน่าเชื่อถือนับเป็นหัวใจสำคัญ


ทีมที่ปรึกษาที่ดีจะมีความเชี่ยวชาญรอบด้าน รู้จักเครื่องมือที่ทันสมัย ช่วยวางแผนและดำเนินการให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ พร้อมให้คำแนะนำและการสนับสนุนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์ การออกแบบ ไปจนถึงการติดตั้งและการดูแลหลังการย้ายระบบ


การมีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมอยู่เคียงข้าง ตั้งแต่ต้นจนจบและหลังส่งมอบโครงการ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังช่วยให้ธุรกิจของคุณเปลี่ยนแปลงสู่ SAP ได้อย่างราบรื่น อุ่นใจและเกิดผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด

 

ปรึกษาเรื่องระบบ SAP ERP กับ I AM Consulting 

I AM Consulting คือที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่จะช่วยปรับองค์กรของคุณสู่ดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วย IT โซลูชั่นมากมายที่ตอบโจทย์องค์กรของคุณในทุกๆ ด้าน พร้อมจำนวนทีมงานผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมากที่สุดในประเทศที่พร้อมซัพพอร์ตให้องค์กรของคุณให้สำเร็จตามเป้าหมายและแผนงานที่วางไว้


พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964 
E-mail : info@iamconsulting.co.th 
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1
 

Suggested News

5 แนวทางการประเมิน ทดลองงาน (Probation Evaluation) ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ประเมิน ทดลองงาน (Probation Evaluation) เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ นอกจากจะช่วยพิสูจน์ความรู้ความสามารถ หรือทักษะในการทำงานของพนักงานใหม่แล้ว ยังเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ลองสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน รวมถึงพิจารณาความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมขององค์กร ดังนั้นการประเมินควรเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบ เพื่อให้ผลลัพธ์นั้นมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและพนักงานในระยะยาว แต่จะทำการประเมินอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด? วันนี้ I AM Consulting ขอยก 5 แนวทางนี้ มาให้ฝ่าย HR และ หัวหน้างานได้ลองนำไปปรับใช้กัน   1) กำหนดเกณฑ์ในการประเมินและสื่อสารกับพนักงานให้ชัดเจน   เกณฑ์การประเมินอาจแตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งและหน้าที่ที่พนักงานใหม่ได้รับมอบหมาย ซึ่งในรายละเอียดเป็นสิ่งที่ฝ่าย HR ต้องตกลงร่วมกับหัวหน้างาน และชี้แจงให้พนักงานได้รับทราบเกณฑ์การประเมินผลที่ชัดเจน ซึ่งตัววัดที่ดี ควรทำให้องค์กรรับทราบทัศนคติในการทำงาน, การปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น ของตัวพนักงาน แน่นอนว่าเกณฑ์ในการวัดผลงานในเนื้องานของพนักงานก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน   2) กำหนด milestone ในการวัดผลและติดตามเป็นระยะ   ระยะเวลาทดลองงานโดยส่วนใหญ่ จะอยู่ที่ 90-120 วัน การประเมินจะได้ผลดีหากมีการกำหนด milestone ในการวัดผลย่อยๆ ภายในระยะเวลาดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถติดตาม รับทราบความคืบหน้าของตัววัดได้เป็นระยะ และเกิดการพูดคุยสื่อสารเพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับพนักงานใหม่ ทำให้องค์กรได้เห็นแนวโน้มของพนักงานใหม่ได้รวดเร็ว […]

Insights

5 โอกาสที่ธุรกิจจะพลาด หากไม่มีระบบ e-Tax invoice

ใบกำกับภาษีเป็นเอกสารทางการเงินที่มีความสำคัญมาก จึงทำให้กรมสรรพากรพัฒนาระบบบริการ e-Tax invoice ขึ้น เพื่อจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2560 และแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการบังคับใช้กับทุกๆ องค์กร แต่หากในตอนนี้องค์กรของท่านยังไม่มีระบบ e-Tax invoice จะพลาดโอกาสอะไรไปบ้าง I AM Consulting ขอยกตัวอย่างมาให้ดูกันตามด้านล่างนี้ พลาดโอกาสในการลดต้นทุน การจัดทำใบกำกับภาษีรูปแบบกระดาษ จะมีต้นทุนทั้ง ค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ หากต้องจัดส่งข้อมูลให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการผ่านทางไปรษณีย์ ก็จะต้องมีต้นทุนค่าคนส่งเอกสาร ค่าชอง ค่าส่งไปรษณีย์ ค่าน้ำมัน และใช้เวลานาน  นอกจากนี้ยังต้องมีพื้นที่จัดเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับในการตรวจสอบด้วย ดังนั้นการทำ ระบบ e-Tax ที่สามารถจัดทำใบกำกับภาษีในรูปแบบของไฟล์ ส่งผ่านช่องทาง E-mail และจัดเก็บไฟล์ไว้บนระบบ Cloud จึงช่วยลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี พลาดโอกาสเข้าร่วมโครงการกับนโยบายจากรัฐบาล ตามที่ได้เกริ่นไปข้างต้น แม้ว่าภาครัฐจะไม่ได้บังคับใช้ แต่ก็มีความพยายามส่งเสริม และผลักดันออกมาเป็นนโนบายต่างๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น ล่าสุดในปี 2566 นี้ ก็มีมาตรการ #ช้อปดีมีคืน ที่ให้ผู้ซื้อสินค้าและบริการ […]

Insights