ปัจจุบันไม่เพียงแค่ธุรกิจแบบ B2C เท่านั้นที่ปรับมาใช้ระบบภาษี e-Tax แต่ผู้ประกอบการธุรกิจแบบ B2B หลายองค์กร ก็ปรับมาใช้ ระบบภาษี e-Tax เช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ของ I AM Consulting ในฐานะผู้พัฒนาระบบ EZTax ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็น Service Provider จากกรมสรรพากร ในการเป็นตัวแทนนำส่งเอกสารให้กรมสรรพากรโดยตรง ขอสรุป 6 เหตุผลที่ธุรกิจกิจแบบ B2B ควรทำระบบ e-Tax มาให้ฟังในบทความนี้
1. ลดความยุ่งยากในการจัดส่งใบกำกับภาษี
สำหรับธุรกิจแบบ B2B ที่มีคู่ค้าจำนวนมาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่สร้างความปวดหัวก็คือ การจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ เพราะนอกจากจะต้องเสียเวลาในการพิมพ์ ใส่ซอง ติดแสตมป์ และจัดส่งให้คู่ค้าแล้ว หากต้องมีการแก้ไขข้อมูลภายหลัง ก็จะต้องเสียเวลาในการรับคืน ทำซ้ำอีกหลายรอบ การปรับมาใช้ระบบ e-Tax ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดส่งใบกำกับภาษีทางไปรษณีย์ ได้โดยตรง การแก้ไขข้อมูลในภายหลังหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็สามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลามากมายเหมือนแบบเก่า โดยสามารถจัดส่งในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้รับสามารถนำไปใช้งานต่อได้ทันที สะดวก รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ
2. เพิ่มความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ
การปรับมาใช้ระบบ e-Tax ทำให้กระบวนการทางภาษีมีความโปร่งใส ทั้งในสายตาของคู่ค้า และกับทางกรมสรรพากร จึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และแน่นอนว่าจะส่งผลทางการตลาด เพราะคู่ค้าย่อมต้องการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีการทำงานที่โปร่งใส เชื่อถือได้
3. ช่วยประหยัดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากร ให้บริษัทพัฒนาอย่างยั่งยืน
การใช้ระบบ e-Tax ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในทุกกระบวนการทางภาษีทั้งหมด ตั่งแต่การ จัดทำ จัดส่ง และจัดเก็บ อาทิเช่น ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าขนส่ง ค่าเช่าคลังเพื่อจัดเก็บเอกสารที่ต้องเก็บไว้ขั้นต่ำ 5 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นการลดการใช้ทรัพยากรต่างๆ เช่น กระดาษ หมึกพิมพ์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน
4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ด้วยการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เป็นเอกสารเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถการเรียกออกมาดูเพื่อการสอบกลับได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ไม่ต้องห่วงเรื่องเอกสารเสียหาย หรือสูญหาย และยังช่วยลดเวลาการทำงาน ช่วยให้ผู้รับผิดชอบสามารถนำเวลาไปพัฒนาทักษะด้านอื่นๆให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร
5. ข้อกำหนดและการสนับสนุนจากกรมสรรพากร
เป้าหมายของกรมสรรพากร 2 ปีต่อจากนี้ (ภายในปี พ.ศ. 2569) บริษัทที่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ทั้งหมด 100% จะต้องนำส่งข้อมูลธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-Tax Invoice / e-Tax Receipt และกรมสรรพากรมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังผู้ประกอบการทั้งหมดทั่วประเทศ ดังนั้นต่อให้ไม่เริ่มทำระบบ e-Tax ในวันนี้ ก็จะต้องทำในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ผู้ประกอบการจึงควรรีบศึกษาและดำเนินการเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่ออกมาเพื่อสนับสนุน อาทิเช่น การนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า หรือ โครงการ easy e-Receipt เป็นต้น
6. สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที
ปัจจุบันภาครัฐ โดยทุกภาคส่วนมีเป้าหมายในการนำประเทศไทยให้เข้าสู่การทำ Digital Transformation ซึ่งในอนาคตข้อมูลทุกอย่างจะถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางในรูปแบบดิจิทัล การประยุกต์ใช้ข้อกฎหมายต่างๆ รวมถึงกฎหมายด้านภาษีจากกรมสรรพากรเอง ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง การใช้ระบบ e-Tax ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นการยกระดับระบบของบริษัทในการเชื่อมโยงกับภาครัฐ ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายภาษี บริษัทก็จะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
การทำระบบ e-Tax ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการจัดการด้านภาษีรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้องค์กรทำธุรกิจได้โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิผล และป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายได้อย่างดี
ปรึกษาเรื่องระบบ e-TAX กับ I AM Consulting
I AM Consulting ไม่เพียงแค่ให้บริการในการติดตั้งระบบเท่านั้น เรายังพร้อมให้คำปรึกษาในการวางแผน การปรับกระบวนการต่างๆ ด้านภาษีของคุณให้ดียิ่งขึ้น ติดต่อเราวันนี้ เพื่อให้เราตอบคุณทุกข้อสงสัย
บริการ EZTax by I AM Consulting จะช่วยคุณในการทำ e-Tax แบบครบวงจร ( One-Stop-Service ) ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดหาใบรับรองอีเล็กทรอนิกส์ การลงทะเบียน การตรวจประเมินเบื้องต้นเพื่อปรับกระบวนการและลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การติดตั้งและวางระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมทีมงาน และมีบริการดูแลหลังจากติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพราะเราตระหนักเป็นอย่างดี ว่าระบบจะอยู่กับลูกค้าไปอีกนาน จึงต้องมีทีมที่ปรึกษาที่จะช่วยดูแล ปรับปรุง พัฒนา ระบบอย่างต่อเนื่อง
พูดคุยปรึกษา – สอบถามข้อมูล ได้ตามช่องทางเหล่านี้
โทรศัพท์ : 02-026-3964
E-mail : info@iamconsulting.co.th
LINE@ : http://bit.ly/3Eji6r1

