การรู้จักเป้าหมาย (Know Goal) สำคัญไม่แพ้รู้จักตัวเองเลย….
สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมมาร์ค TA (ทีมสรรหาบุคลากร) จาก I AM Consulting จะมาเล่าถึงวิธีการค้นหาเส้นทางสายอาชีพและการเพิ่มมูลค่าของแต่ละคน เพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง ได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง เติบโตก้าวหน้าในเส้นทางสายอาชีพ และ บริษัทก็ได้คนที่เก่งและสามารถทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายขององค์กรอีกด้วย
ตั้งแต่ผมได้มาทำงานสรรหา ผมได้พบเจอและพูดคุยกับผู้สมัครงานหลากหลายมากครับ ซึ่งจากที่ผมสังเกตหลายๆคนที่เก่งและมีความสามารถ ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีเป้าหมายในการทำงาน ว่าอยากเติบโตไปทางไหน ฉันอยากจะเก่งขึ้นในด้านไหน หรือยังขาดทักษะอะไร ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งที่เคยเจอจะเป็นแนวที่สามารถทำอะไรก็ได้ ไม่รู้ความต้องการในทางอาชีพของตัวเอง อาจจะไม่ได้วางแผน Career Path ของตัวเองไว้ชัดเจน ซึ่งจะดูเหมือนว่าเขายังไม่มีจุดมุ่งหมายในการทำงาน ผมจึงได้แนวคิดการวาง Career Path อย่างง่ายๆ ให้ทุกคนลองทำกันนะครับ วิธีการวาง Career Path เราจะต้องทราบ 2 อย่างนี้ก่อน ก็คือ
- รู้จักตัวเอง (Know Me) ความถนัด/ความเก่ง/ความชอบ/ความสนใจ/จุดแข็ง/จุดอ่อน/อุปนิสัย เป็นต้น
- รู้จักเป้าหมาย (Know Goal) อาชีพที่อยากทำ/บทบาทหน้าที่ที่อยากเป็น/ทักษะความรู้ที่จำเป็นต้องมี หรือแม้กระทั่ง บุคคลที่เราเอาเป็นแบบอย่างในการทำงาน
ทุกคนอาจจะยังไม่เข้าใจที่ผมเขียนทั้งหมด แต่ลองมาดูทีละอย่างไปพร้อมกัน เริ่มจากการรู้จักตัวเอง (Know Me)
- ความถนัด/ความเก่ง คือ สิ่งที่เราทำมันได้ดีหรือเป็นสิ่งที่เราชำนาญ/เชี่ยวชาญ ซึ่งเราต้องมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่เกี่ยวกับสิ่งนั้นเยอะในระดับนึง เช่น ผมชำนาญในการมองบุคลิกภาพของคน, ผมเก่งในการมองความสามารถของคน เป็นต้น (ถ้ามาร่วมงานกับ I AM ทุกท่านจะได้ทราบจุดแข็ง Top 5 ผ่านแบบทดสอบ Gallup Strength Finder ด้วยนะ)
- ความชอบ/ความสนใจ คือ สิ่งที่เราชื่นชอบ ให้ความสนใจ หรือหมกมุ่นอยู่กับมันบ่อยๆ เป็นแรงขับเคลื่อนจากข้างในของเรา (Inner Drive) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเก่งหรือทำมันได้ดีแต่มีความหลงในสิ่งนั้น ส่งผลให้ถ้ามีข่าวหรือข้อมูลเกี่ยวกับมันเราก็จะติดตามมัน อยากที่จะลงทุนเวลากับมันอยู่เสมอๆ เช่น ผมชอบและสนใจในเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับ Software และการลงทุนใน Cryptocurrency ทำให้ผมชอบลักษณะการทำงานในบริษัทด้าน IT เป็นต้น
- จุดแข็ง/จุดอ่อน คือ สิ่งที่เราและคนรอบข้างของเราเห็นตรงกันว่าจุดแข็ง จุดอ่อนคืออะไร มีในลักษณะใด เช่น จุดแข็งของผมคือมีความรู้รอบตัว เป็นคนที่ถ้าสนใจในสิ่งไหนแล้วจะไปกับมันอย่างสุดทาง เรียนรู้อะไรได้เร็วเพราะมองสิ่งนั้นแบบแยกส่วน มีวิธีการเล่าให้คนที่ไม่เคยทราบเห็นภาพและเข้าใจได้ง่าย ส่วนจุดอ่อนอาจจะเป็นการตัดสินใจที่ยังมีความลังเลไม่เฉียบขาด ไม่ชำนาญในการพูดกับคนหมู่มาก เป็นต้น
ต่อมาคือ การรู้จักเป้าหมาย (Know Goal) ซึ่งสำคัญไม่แพ้รู้จักตัวเองเลยครับ เช่น ในวัยเด็ก เรารู้ ว่าเราอยากทำอะไร โดยอาจจะถ่ายทอดผ่านอาจารย์แนะแนวในตอนเด็กที่มักถามเราว่า “โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร” หรือ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย การได้ลงเรียนในหลายๆวิชาแล้วดูว่าเราชอบ หรือแนวทางวิชาที่เราสนใจเป็นไปในทางไหน ซึ่งวิชาที่เราชอบหรือพฤติกรรมที่เราสนใจนั่นแหละ จะเป็นสัญญาณสำคัญที่กำลังบอกว่าเราเหมาะกับงานอะไร หรือแม้แต่การมี Role Model บางคนอยากโตขึ้นเป็นตำรวจแบบพ่อ อยากเป็นนักบัญชีแบบแม่ หรืออยากเก่งแบบเพื่อนอะไรประมาณนี้ หรือเมื่อได้เริ่มทำงานแล้วก็จะค่อยๆตกตะกอนความต้องการของตัวเองไปเรื่อยๆ (จะต้องมีบ้างแหละครับกับคนที่โตขึ้นอยากเป็นนักสืบเพราะว่าดูโคนัน)
ดังนั้น หากทุกคนลอง List ข้อมูลในด้าน รู้จักตัวเอง และ รู้จักเป้าหมาย เราจะเห็นองค์รวมและเข้าใจตัวเราเองมากขึ้นครับ ซึ่งการรู้จักตัวเองและเป้าหมายได้ดี จะเป็นกุญแจสำคัญของการที่เราจะวางแผนการเติบโตในเส้นทางการทำงาน
นอกจากนี้ ในส่วนของการรู้จักตัวเอง การรับรู้และเข้าใจในจุดอ่อนของตัวเอง และใช้จุดแข็งของตัวเองให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังมีสิ่งที่สำคัญอีกมุมนึงในการทำงานคือ เราควรเป็น “เป็ดที่ชำนาญ” ซึ่งจะช่วยส่งเสริมใน Career Boost ของเราได้นั่นเองครับ
เป็ดที่ชำนาญคืออะไร ความเก่งในงานจะมี 2 แกนครับคือเก่งแนวตั้ง (Vertical) กับ เก่งแนวนอน (Horizontal) ถ้าเราเก่งแนวตั้งหมายถึงเรารู้ศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หรืองานใดงานหนึ่ง เป็นอย่างดีจะทำให้เราเป็น Specialist แต่หากเราเก่งในแนวนอนหมายถึงเรารู้หลายๆศาสตร์ หลายๆด้าน ไม่เพียงแต่รู้งานในตำแหน่งที่ทำแต่รู้อย่างอื่นถึงแม้จะไม่มากแต่พอเล่าหรืออธิบายได้ ลักษณะนี้จะทำให้เราเป็น Management เช่น สมมติผมเป็น Software Developer คนหนึ่ง ประสบการณ์ 3 ปี ช่วงประสบการณ์ 3–4 ปีของประสบการณ์ทำงาน จะเป็นจุดที่เราจะต้องเลือกเส้นทางอาชีพของเราแล้วว่าเราอยากจะโตไปแบบ Specialist หรือ Management แล้วเรามุ่งหาความรู้ในเส้นทางนั้นๆต่อ ถ้าเป็น Specialist เราอาจจะเขียนภาษา Programming ได้หลากหลายมากขึ้น,มีเทคนิคในการ Coding ที่มากขึ้น ใช้เวลาในการทำได้น้อยกว่าคนอื่น,สามารถทำเชิง Architecture Software Development Design / Clean Architecture หรืออื่นๆ
ในทางกลับกันหากโตไปเป็น Management เราอาจจะมุ่งเป้าไปที่ Project Manager (PM), Product Owner (PO) โดยทักษะด้าน Technical ก็สำคัญแต่ไม่เท่าคนที่ไปทาง Specialist แล้วมุ่งพัฒนาทักษะการทำ Project Management, Leadership, Team Building, และ Negotiation ซึ่งการเลือกเส้นทางตรงนี้เราก็ควรอิงจาก Know Me/Know Goal ที่ผมได้อธิบายไป ถ้าเราเป็นคนชอบคุยกับคนอื่น ชอบบริหารจัดการ เรามีทักษะแบบนี้ตั้งแต่การทำงานกลุ่มสมัยมัธยมหรือมหาลัย ก็อาจจะเป็นสัญญาณสำคัญในการมาทางสาย Management แต่ถ้าเราเป็นคนชอบศึกษาอะไร แล้วเราจริงจังกับมันมาก เราอาจจะเหมาะกับ Specialist มากกว่าครับ ซึ่งการที่เราจะสามารถโตได้ไวในการทำงานคือ เราจะต้องมีความรู้ในแกนตั้ง 1 แขนงเป็นเสาหลัก และเราก็ควรมีความรู้ที่กว้างควบคู่ไปด้วยกัน เพราะถ้าเราเก่งอะไรอย่างเดียวแต่รู้ไม่กว้างจะทำให้เราขาดองค์ความรู้สนับสนุนที่ทำให้เราทำงานได้ดี แต่ถ้าเรามีแต่ความรู้กว้าง แต่ไม่รู้อะไรเชิงลึกเลยสักอย่าง จะทำให้เรากลายเป็นเป็ดธรรมดาในองค์กร ดังนั้นเราควรจะเป็นเป็ดที่ชำนาญที่มีทักษะเฉพาะทางใช้ในการทำงาน และมีความรู้กว้างเผื่อสนับสนุนความรู้หลักให้ดียิ่งขึ้นไปครับ
หากเราเลือกได้แล้วว่าเราจะไปทางไหน ให้ลองดูคนที่ทำตำแหน่งนั้นดู อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย พี่ที่ทำงาน หัวหน้าที่ทำงาน แล้วมองมาดูสิว่า Role Model ที่เราเลือกมานั้น เขาประกอบไปด้วยทักษะอะไรบ้าง เราอาจจะมองแยกส่วน เช่น ในมุมของความเป็นผู้นำเขาเป็นอย่างไร สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร เขามีหลักการและเหตุผล หรือการตัดสินใจอย่างไรในแต่ละเรื่อง อาจจะคุยกับเขาเพิ่มเติมว่าการที่เขาจะทำอะไร 1 งานเขาคิดอะไรบ้าง มีลำดับอย่างไร คำนึงถึงอะไรบ้าง เราค่อยๆเก็บมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าทำตัวเป็นกระดาษลอกลายของเขาเลย จะทำให้เราโฟกัสเส้นทางในการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอแชร์เพิ่มเติมเพื่อผู้อ่านทุกๆคนครับว่า ในสังคมที่เปลี่ยนไป ความคาดหวังของคนรอบข้าง ยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้คนรุ่นใหม่เกิดความกดดันในหลากหลายมุม อยากให้ทุกคนค่อยๆ หาความเป็นตัวเองไปเรื่อยๆ ครับ บางคนอาจจะคิดว่าตัวเองรู้จักตัวเองดีแล้ว แต่การเรียนรู้ตัวเองนั้นไม่มีที่สิ้นสุดครับ เป็นสนามที่ไม่มีเส้นชัย ทุกคนมีความสามารถ มีความถนัดที่แตกต่างกัน ต้องค่อยๆเรียนรู้ไปเรื่อยๆครับ หาความเป็นตัวของตัวเองให้เจอ อยากให้ทุกคนได้ค้นหาตัวเองได้ตามที่ตัวเองอยากทำครับ และอย่าลืมพัฒนาตัวเองตามแนวทางที่ตัวเองตั้งใจไว้ครับ ขอบคุณครับ

